การประกาศลาออกของ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับพรรคแรงงานเท่านั้น แต่ยังทำให้ชื่อของ "แอนดี เบิร์นแฮม" กลายเป็นบุคคลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในแวดวงการเมืองอังกฤษเวลานี้
อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์วัย 56 ปี กำลังก้าวขึ้นเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ในการสืบทอดตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงาน และอาจก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในเวลาอันรวดเร็ว หากไม่มีผู้สมัครรายอื่นเข้ามาท้าชิงอย่างจริงจัง
สถานการณ์ยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อเบิร์นแฮมมากขึ้น เมื่อเวส สตรีทติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งสำคัญ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และประกาศสนับสนุนเขาอย่างเปิดเผย ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากเริ่มหันมารวมตัวอยู่รอบตัวเบิร์นแฮมมากขึ้นเรื่อย ๆ
จากเดิมที่ถูกมองว่า เป็นเพียงนักการเมืองท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในแมนเชสเตอร์ วันนี้เขากลายเป็นบุคคลที่อาจเข้ามากำหนดทิศทางของสหราชอาณาจักรทั้งประเทศ
เด็กหนุ่มจากครอบครัวแรงงานสู่ความฝันทางการเมือง
แอนดี เบิร์นแฮม เกิดเมื่อปี ค.ศ.1970 หรือ พ.ศ.2513 ที่เมืองลิเวอร์พูล เติบโตในครอบครัวที่สนับสนุนพรรคแรงงานอย่างเข้มข้น พ่อเป็นวิศวกรระบบสื่อสาร แม่เป็นพนักงานต้อนรับของคลินิกแพทย์ เขาได้รับแรงบันดาลใจทางการเมืองตั้งแต่อายุ 14 ปี จากการชมละครโทรทัศน์สะท้อนชีวิตผู้ว่างงาน
ด้านการศึกษา เบิร์นแฮมและพี่น้องเป็นกลุ่มแรกของครอบครัวที่สามารถเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เขาสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หลังสำเร็จการศึกษา เบิร์นแฮมเริ่มต้นอาชีพในสายสื่อสารมวลชนก่อนจะผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมืองในฐานะนักวิจัยให้กับ เทสซา โจเวลล์ อดีตรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ และเติบโตอย่างรวดเร็วจนได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. เขตลีห์ ในปี 2544
เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลของ กอร์ดอน บราวน์ รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในผลงานที่น่าจดจำคือการเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการสืบสวนสอบสวนโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์รอบใหม่ หลังจากที่เขาถูกโห่ร้องแสดงความไม่พอใจในพิธีรำลึกครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว
บทเรียนจากความพ่ายแพ้และฉายา "ราชาแห่งภาคเหนือ"
เบิร์นแฮมเคยเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยในปี 2553 เขาพ่ายแพ้ให้กับ เอ็ด มิลิแบนด์ และในปี 2558 พ่ายแพ้ให้กับ เจเรมี คอร์บิน
นักวิจารณ์ทางการเมืองมักตราหน้าว่า เขาเป็นนักการเมืองประเภท "กังหันลม" ที่พร้อมเปลี่ยนทัศนะไปตามกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายของเขาเริ่มมีความชัดเจนและเอนเอียงไปทางปีกซ้ายมากขึ้น เช่น การสนับสนุนให้โอนกิจการน้ำและพลังงานกลับมาเป็นของรัฐ
ในปี 2560 เบิร์นแฮมตัดสินใจอำลาเวทีเวสต์มินสเตอร์ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์คนแรก และเขาก็ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย สามารถสร้างผลงานเชิงประจักษ์อย่างการปฏิรูประบบขนส่งมวลชนภายใต้ชื่อ "โครงข่ายผึ้ง" (Bee Network)
ชื่อเสียงของเขาพุ่งขึ้นสู่ระดับประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อเขาเปิดฉากปะทะคารมอย่างรุนแรงกับรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภูมิภาคจากการล็อกดาวน์ที่ไม่ได้สัดส่วน จนทำให้เขาได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งภาคเหนือ" (King of the North)
เส้นทางสู่ดาวนิงสตรีตเจาะลึก "แอนดี เบิร์นแฮม" ตัวเต็งนายกฯ อังกฤษคนใหม่
กลับสู่เวสต์มินสเตอร์และสภาวะระเบียบอำนาจใหม่
หลังจากความพยายามในการกลับคืนสู่สภาผู้แทนราษฎรที่เคยถูกขัดขวางโดยคณะกรรมการบริหารพรรคและ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ เมื่อต้นปี โอกาสครั้งใหม่ของเบิร์นแฮม ได้เปิดขึ้นในเดือน พ.ค. หลังพรรคแรงงานทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ในการเลือกตั้งท้องถิ่น นำไปสู่การสละเรือของ จอช ซิมอนส์ อดีต สส. เขตเมเกอร์ฟิลด์ เพื่อเปิดทางให้เบิร์นแฮมลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม
และเบิร์นแฮมก็สามารถคว้าชัยชนะเหนือพรรครีฟอร์ม ยูเค โดยเพิ่มสัดส่วนคะแนนเสียงของพรรคแรงงานจากร้อยละ 45 เป็นเกือบร้อยละ 55 ชัยชนะครั้งนี้ประกอบกับการประกาศลาออกของสตาร์เมอร์และการถอนตัวของ เวส สตรีตติง ได้ส่งผลให้เกิดการโอนย้ายอำนาจภายในพรรคอย่างรวดเร็ว สส. จำนวนมากรวมถึง รัฐมนตรีเงาและบุคคลสำคัญอย่าง ราเชล รีฟส์ รมว.คลัง ต่างพากันเข้าหาเบิร์นแฮมเพื่อแสดงความจำนงในการร่วมงาน
ข้อกังขาและความท้าทายระดับชาติ
แม้ว่าเบิร์นแฮมจะได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้ชนะ" ที่สามารถสกัดกั้นการเติบโตของพรรครีฟอร์ม ยูเค ได้ดีกว่าสตาร์เมอร์ แต่ภายในพรรคยังคงมีกระแสความวิตกกังวล สส. บางส่วนชี้ว่า กระแสการสนับสนุนเบิร์นแฮมเป็นเหมือน "การรีบเร่งขึ้นรถไฟโดยไม่รู้จุดหมาย" เนื่องจากเบิร์นแฮมยังไม่ได้เปิดเผยพิมพ์เขียว หรือนโยบายการบริหารประเทศในระดับมหภาคอย่างเป็นรูปธรรม
โดยนโยบายที่เขาใช้หาเสียง ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องระดับท้องถิ่น เช่น ปัญหาค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ เขายังขาดประสบการณ์และทัศนะที่ชัดเจนในด้านกิจการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญ เช่น ความสัมพันธ์กับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และการแก้ไขปัญหางบประมาณกลาโหม
ความกังวลใจเกี่ยวกับความรวดเร็วในการก้าวสู่ตำแหน่ง โดยไม่มีการแข่งขันนี้ ส่งผลให้มี สส. พรรคแรงงานบางส่วนพยายามโน้มน้าวให้ ดาร์เรน โจนส์ ประธานฝ่ายเลขานุการรัฐมนตรี ลงสมัครแข่งขันเพื่อไม่ให้กระบวนการกลายเป็นการสถาปนาผู้นำแบบไร้คู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม หากเบิร์นแฮมสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนและก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของประเทศภายในระยะเวลา 4 ปี หรือนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของประเทศภายในระยะเวลา 110 ปี ตามคาด เขาจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับวิธีการและแนวทางปฏิบัติในการนำพาประเทศนับจากนี้
อ่านข่าว :
บุกค้นบ้านพักนนทบุรี โยงทุจริตสอบท้องถิ่น พบสำเนากระดาษคำตอบกว่า 3 พันราย
สรุปชนวนเหตุ "สตาร์เมอร์" สละเก้าอี้นายกฯ - ขั้นตอนการเลือกผู้นำอังกฤษคนใหม่
ยุโรปร้อนระอุ "สเปน" อุณหภูมิพุ่ง 45 องศาฯ "ฝรั่งเศส" ขยายพื้นที่เตือนภัยขั้นสูงสุด

