รู้หรือไม่ "ค่าไฟทางแฝง" ภาระที่คนไทยจ่ายมานานกว่า 39 ปี แบบไม่รู้ตัว

เศรษฐกิจ
07:44
จำนวนผู้ชม 125
Thai PBS
รู้หรือไม่ "ค่าไฟทางแฝง" ภาระที่คนไทยจ่ายมานานกว่า 39 ปี แบบไม่รู้ตัว
"ค่าไฟทางแฝง" กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ หลังมีการตั้งคำถามว่าประชาชนกำลังแบกรับภาระค่าไฟฟ้าบางส่วนแทนหน่วยงานภาครัฐหรือไม่ แม้หลายคนจะเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่ความจริงแล้วปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานถึง 39 ปี

มรดกจากอดีต ครม.ปี 2530 - พันธสัญญาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

ปัญหา "ค่าไฟทางแฝง" ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีรากเหง้ามาอย่างยาวนานกว่า 39 ปี โดยย้อนกลับไปอ้างอิงถึง มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2530

ในบริบทของยุคสมัยนั้น ประเทศไทยยังไม่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ชัดเจน ยังไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือกลไกการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นที่เข้มแข็งเหมือนในปัจจุบัน

ภาครัฐในขณะนั้นต้องการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนและการขยายตัวของชุมชนชนบท จึงมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า "การสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ"

หัวใจสำคัญของการยกเว้นในอดีตคือ "การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์" (Reciprocity) ระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม พูดถึงประเด็นนี้ว่า ในอดีต กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุญาตให้ "การไฟฟ้า" ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าผ่านพื้นที่ "เขตทางหลวงทั่วประเทศ" โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่าที่ดินหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ

ในทางกลับกัน การไฟฟ้าก็ได้ให้สิทธิพิเศษแก่หน่วยงานด้านคมนาคมและท้องถิ่นในการใช้ไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ "ฟรี" โดยกำหนดโควตายกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะในอัตรา ไม่เกินร้อยละ 10 ของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่นั้น ๆ

ต่อมาคณะกรรมการกระจายอำนาจได้ขยายแนวคิดนี้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เทศบาล หรือ อบต.

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนไป ท้องถิ่นมีงบประมาณเป็นของตนเองและมีการจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีท้องถิ่นแล้ว แต่ระบบ "ของฟรี" นี้กลับยังคงดำเนินอยู่และส่งผลเสียต่อวินัยการคลัง เนื่องจากการใช้ไฟที่ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยตรงทำให้หน่วยงานท้องถิ่นขาดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน หรือการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น หลอดไฟ LED และโซลาร์เซลล์ เพราะมองว่าเป็นภาระที่การไฟฟ้าต้องแบกรับ

รู้หรือไม่ "ค่าไฟทางแฝง" ภาระที่คนไทยจ่ายมานานกว่า 39 ปี แบบไม่รู้ตัว

รู้หรือไม่ "ค่าไฟทางแฝง" ภาระที่คนไทยจ่ายมานานกว่า 39 ปี แบบไม่รู้ตัว

โครงสร้างบิลค่าไฟฟ้าในประเทศไทย

เพื่อให้เข้าใจถึงจุดที่ต้นทุนแฝงนี้ซุกซ่อนอยู่ ต้องแยกแยะโครงสร้างบิลค่าไฟฟ้าของไทยซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ

  1. ค่าพลังงานไฟฟ้า หรือ ค่าไฟฐาน (Base Tariff) คิดแบบอัตราก้าวหน้า (ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายแพง) ครอบคลุมต้นทุนระยะยาวของโรงไฟฟ้า สายส่ง การจำหน่าย นี่คือส่วนที่ "ค่าไฟทางแฝง" ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ (ประมาณ 10-15 สตางค์/หน่วย)
  2. ค่าบริการรายเดือน (คงที่ทุกเดือน) มิเตอร์ ≤ 5 แอมป์ (ใช้ไม่เกิน ~150 หน่วย) = 8.19 บาท มิเตอร์ > 5 แอมป์ = 24.62 บาท
  3. ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) ปรับทุก 4 เดือน ตามราคาเชื้อเพลิง (ก๊าซธรรมชาติ LNG เป็นหลัก) งวด พ.ค.–ส.ค. 2569 = 0.1623 บาท/หน่วย ไม่ใช่ส่วนที่ซ่อนค่าไฟทางแฝง
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% คิดจากยอดรวม ข้อ 1-3

ค่าไฟเฉลี่ยปัจจุบัน (ไม่รวม VAT) ≈ 3.95 บาท/หน่วย (สำหรับงวด พ.ค.–ส.ค. 2569)

รู้หรือไม่ "ค่าไฟทางแฝง" ภาระที่คนไทยจ่ายมานานกว่า 39 ปี แบบไม่รู้ตัว

รู้หรือไม่ "ค่าไฟทางแฝง" ภาระที่คนไทยจ่ายมานานกว่า 39 ปี แบบไม่รู้ตัว

ความจริงที่ถูกเปิดออกมาคือ "ค่าไฟทางแฝง" ไม่ได้อยู่ในส่วนของค่า Ft ที่โปร่งใสและตรวจสอบง่าย แต่ถูกซ่อนไว้เนียน ๆ ในโครงสร้าง ค่าไฟฟ้าฐาน (ข้อ 1) โดยต้นทุนส่วนนี้ถูกจัดประเภทบัญชีเป็น "ความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค" (Non-Technical Loss) โดยที่คำว่า "ความสูญเสีย" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไฟฟ้ารั่วไหลหรือระบบขัดข้อง แต่หมายถึงปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้จริงแต่ไม่มีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง

ตัวอย่างเช่น ไฟส่องสว่างตามถนน ตรอก ซอย หรือพื้นที่สาธารณะที่อยู่ในความดูแลของเทศบาล และ อบต. เมื่อไม่มีการเรียกเก็บจากหน่วยงานเหล่านั้นโดยตรง ต้นทุนจึงถูกนำมารวมในระบบค่าไฟฟ้าโดยรวม และกระจายภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ประชาชนทุกคนร่วมกันจ่ายค่าไฟทางสาธารณะผ่านบิลค่าไฟของตนเอง แม้ว่าบางคนอาจไม่เคยใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าสาธารณะในพื้นที่นั้นเลยก็ตาม

ปริมาณไฟฟ้าสาธารณะในโควตานี้คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 2 - 2.5 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นประมาณ 10 - 15 สตางค์/หน่วย เมื่อคำนวณจากปริมาณการใช้ไฟเฉลี่ยเดือนละ 16,000 ล้านหน่วย พบว่ามีมูลค่าสูงถึง เกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี

ยกตัวอย่าง ในระดับครัวเรือน บ้านที่ใช้ไฟประมาณ 400 หน่วย/เดือน อาจต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นราว 40-60 บาท/เดือน โดยที่ไม่มีการแสดงรายการแยกไว้ในใบแจ้งค่าไฟ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า ตนเองกำลังรับภาระดังกล่าวอยู่

ยุทธศาสตร์ "รื้อ ลด ปลด สร้าง" พลังงานไทย

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งการด่วนให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและยุติการผลักภาระให้ประชาชน

ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ออกมาประกาศว่า ระบบที่ทำกันมานับสิบปีนี้ "ไม่ถูกต้อง" และต้องเร่งสังคายนาโดยทันที ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ยอมรับความจริงว่าปัญหานี้เรื้อรังมานาน แต่ชี้แจงว่ากระทรวงคมนาคมเองไม่มีศักยภาพที่จะแบกภาระค่าไฟหมื่นล้านบาทเพียงลำพังได้ในทันที จึงต้องหาแนวทางบริหารจัดการร่วมกับสำนักงบประมาณ

แนวทางการแก้ไขและมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

  1. กระทรวงพลังงานเสนอให้ยกเลิกโควตายกเว้น ร้อยละ 10 และบังคับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ (อปท. และกรมทางหลวง) ต้องติดตั้งมิเตอร์แยกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองจากงบประมาณของตนเอง 100% ภายใต้หลักการ "ใช้เองจ่ายเอง" (Direct Accountability)
  2. แยกบัญชีและติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ ให้เร่งรัดการติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดปริมาณการใช้ไฟทางหลวงและไฟท้องถิ่นให้ชัดเจนทุกจุด เพื่อดึงต้นทุนส่วนนี้ออกจาก "ค่าไฟฐาน" ของประชาชน
  3. การจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 (Data Center & AI) เพื่อรับมือทุนข้ามชาติที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่กินไฟมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง รัฐบาลเตรียมแยกกลุ่มนี้ออกมาเพื่อคิดราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงในการจัดหาเชื้อเพลิง LNG นำเข้า ป้องกันไม่ให้ธุรกิจข้ามชาติมาใช้ไฟราคาถูกที่มีการอุดหนุนจากภาษีประชาชน ในทางกลับกัน การใช้ไฟคงที่ของกลุ่มนี้จะช่วยดูดซับ "ค่าความพร้อมจ่าย" (Availability Payment - AP) จากกำลังผลิตสำรองที่ล้นระบบได้หากบริหารจัดการราคาอย่างชาญฉลาด
  4. รื้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เร่งเจรจาปรับเงื่อนไข สัญญา Adder รุ่นแรกที่ไม่มีวันหมดอายุ และปัญหา ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่เกิดจากสัญญาแบบ "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" (Take-or-Pay) ซึ่งทำให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนโรงไฟฟ้าที่นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ถึง 30-50 สตางค์/หน่วย
  5. เปลี่ยนโคมไฟทางหลวงทั่วประเทศเป็นระบบ LED ซึ่งลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 40-50 รวมถึงส่งเสริมไฟทางโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

นอกจากการเสนอแนวทางการจัดการเรื่อง Data Center แล้ว "ณัฏฐ์ มงคลนาวิน" นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ยังเสนอเพิ่มว่า รัฐต้องเร่งทำลายภาพลวงตาทางการคลังโดยการปฏิรูปบิลค่าไฟให้มีช่องแยกบรรทัดระบุชัดเจนว่าเงินทุกบาทถูกนำไปใช้เพื่อ "สาธารณประโยชน์" เท่าใด

พร้อมทั้งเสนอโมเดลจากสหรัฐฯ และอังกฤษที่แยกกระเป๋างบประมาณไฟทางออกจากไฟบ้านอย่างเด็ดขาด 100% และย้ำเตือนว่าการเข้ามาของ Data Center ต้องถูกคำนวณใหม่เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียเปรียบทุนข้ามชาติ

อ่านข่าวอื่น :

"เสก โลโซ" ได้รับการปล่อยตัว เปิดใจวันนี้ที่รอคอย ได้เรียนรู้-มีสติมากขึ้น

อ.ส.ค.ร่อนหนังสือแจง รมช.เกษตรฯ ปมจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมค้างสต็อกราคาต่ำ

สแกมเมอร์จีน-เมียนมา ย้านฐานปฏิบัติการสู่ "เชียงใหม่" ครึ่งปีจับแล้ว 5 ครั้ง