วันนี้ (5 ก.ค.2569) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ค.) โดยพุ่งเป้าไปที่ข้าราชการระดับสูง และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) รวมจำนวน 5 คน
ในจำนวนผู้ถูกคาดการณ์ว่า จะถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น ปรากฏชื่อของ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นบุคคลในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่มีจำนวนทั้งหมด 18 คน และทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการจัดการสอบแข่งขัน เพื่อสรรหาบุคคลเข้ามาบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานส่วนตำบล
นอกเหนือจากข้าราชการระดับบริหารทั้ง 2 คนข้างต้นแล้ว ยังมีข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจำนวน 3 คน ที่รับผิดชอบงานตามสายงานและตามลำดับขั้น ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในข่ายที่ต้องถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน มีการเปิดเผยอักษรย่อของข้าราชการทั้ง 3 คน ซึ่งทั้งหมดจะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางวินัยตามระเบียบของทางราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ผู้อำนวยการกอง ที่มีชื่อย่อ "พ.พาน"
- ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีชื่อย่อ "ป.ปลา"
- ผู้อำนวยการกลุ่ม ที่มีชื่อย่อ "บ.ใบไม้"
ผู้ถูกพาดพิงลั่นพร้อมถูกตรวจสอบ-ปฏิเสธทุจริต
ขณะที่ความเคลื่อนไหวจากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา แหล่งข่าวจากหนึ่งในข้าราชการที่คาดว่าจะถูกคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเปิดเผยว่า ตนเองมีความพร้อมที่จะให้คณะกรรมการสอบสวนทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วิธีการปฏิบัติงาน ตลอดจนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตหรือเส้นทางทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ไม่เคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการรับสินบนใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกขั้นตอนการทำงานดำเนินการไปตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง ส่วนประเด็นว่าจะต้องมีการออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอความชัดเจนจากคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทยในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ค.)
ขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ท.
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการหลังจากที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยลงนามแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว ทางคณะกรรมการจะทำการแจ้งคำสั่งให้บุคคลทั้ง 5 คนรับทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและยึดพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนหากบุคคลทั้ง 5 คน เห็นว่าผลการสอบสวนหรือคำสั่งที่ออกมาไม่ได้รับความเป็นธรรม ย่อมสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น (ก.พ.ค.ท.) เพื่อขอความเป็นธรรมตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป
อ่านข่าวอื่น :
ตร.ประชุมสรุปคดีเด็ก 11 ปีขับกระบะชนพระ เตรียมพิจารณาแจ้งข้อหา
เปิดแฟ้มคดีดังออสเตรเลีย "He Kaw Teh" เมื่อ "พบยาเสพติด" ยังไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดว่ามีความผิด
ก.พ.คุมเข้มสอบปี 69 สั่งเช็กใบหน้าผู้เข้าสอบกับรูปถ่าย 3 จุด สกัดทุจริต










