วันนี้ (7 ก.ค.2569) ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริง การทุจริตสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุดผลการตรวจไฟล์กระดาษคำตอบ เพื่อเปรียบเทียบผลคะแนนของผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งจำนวน 15,000 ราย ได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ที่ผ่านมา โดยอยู่ระหว่างการเตรียมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อระบุจำนวนตัวเลขที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า เบื้องต้นพบความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ จำนวน 5,000 คนของกลุ่มที่ถูกตรวจซ้ำ ทั้งนี้ยังมีกระดาษคำตอบบางส่วนที่สแกนไม่ชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง
ส่งต่อผลตรวจให้ 3 หน่วยงานดำเนินการต่อ
ภายหลังจากที่รายงานผลการตรวจสอบต่อนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รายชื่อและหลักฐานของผู้กระทำความผิด จะถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีอาญา
- สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน นำไปดำเนินการขยายผล
- คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.สถ.) ในฐานะผู้จัดสอบเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนของ ก.สถ. นั้น จะมีคำสั่งยกเลิกผลการสอบของผู้ที่พบพฤติการณ์ทุจริตทันที เนื่องจากถือเป็นผลสอบที่ได้มาโดยมิชอบ ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปก่อนหน้านี้ต้องพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการจัดการสอบใหม่ แต่จะใช้วิธีเลื่อนผู้สอบแข่งขันได้ในลำดับถัดไปขึ้นมารายงานตัว เพื่อบรรจุเข้ารับราชการแทนโดยอัตโนมัติ
สอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ สถ.
ด้านมาตรการภายในกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้รับรายงานว่าปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่ข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน นายกฯ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยรองประธานจากหน่วยงานต่อต้านการทุจริตและเลขาธิการ ก.พ. ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ
โดยกำหนดให้รายงานความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรีทุก ๆ 10 วัน และต้องสรุปรายงานฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ทั้งนี้ นายกฯ ระบุว่า การรวมศูนย์ข้อมูลมาที่กรรมการชุดนี้จะช่วยป้องกันการวิ่งเต้นหรือการช่วยเหลือสมยอมกันได้อย่างเด็ดขาด
ชง ครม. 5 มาตรการปราบโกงสอบราชการ
ในวันเดียวกัน นายปกรณ์ยังเปิดเผยถึงการหารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. โดยระบุว่าแม้การสอบท้องถิ่น จะไม่ใช่อำนาจโดยตรงของ ก.พ. แต่กรณีดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของระบบราชการโดยรวม จึงเสนอ 5 มาตรการสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ได้แก่
- ตัดสิทธิและขึ้นบัญชีดำผู้ทุจริตการสอบภาค ก. ห้ามเข้ารับราชการ
- กำหนดโทษทางวินัยสูงสุดเป็นการไล่ออก
- จัดทำฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริตสอบ เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ตรวจสอบผู้สมัคร
- ให้อำนาจเลขาธิการ ก.พ. เพิกถอนหนังสือรับรองการสอบผ่านภาค ก. ได้ในทุกกรณี
- จัดทำแผนปฏิบัติการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อป้องกันการทุจริตสอบอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ยังวางแผนปฏิบัติการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะสั้นภายใน 1 ปี เร่งออกหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามและมาตรฐานการลงโทษ
- ระยะกลางภายใน 3 ปี ปรับระบบสอบภาค ก. เป็น e-Exam เต็มรูปแบบ พร้อมเปิดใช้ฐานข้อมูลกลางตรวจสอบผู้ทุจริต
- ระยะยาวภายใน 5 ปี ผลักดันกฎหมายอาญา เฉพาะสำหรับความผิดเกี่ยวกับการทุจริตสอบราชการ เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการด้วยบทลงโทษที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
อ่านข่าวอื่น :
“วรศิษฎ์” เผยผลตรวจข้อสอบท้องถิ่น พบ 5,000 คน กระดาษคำตอบไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศ
"วราวุธ" สั่งสอบ-เอาผิด รง.ตู้เย็นระยอง ต้นทางโฟมขยะทะลักหมู่บ้าน
ปลัด มท.ตั้ง คกก.สอบวินัยร้ายแรง 5 ขรก.ปมโกงสอบท้องถิ่น ยอมรับชื่อตามสื่อเปิด

