วันนี้ (24 ส.ค.2569) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 22-23 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสถานที่ราชการและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการบริหารราชการและการรักษาความมั่นคง กระทรวงมหาดไทยจึงยกระดับมาตรการรับมือในพื้นที่
ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และ สตูล ให้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังเป็นขั้นสูงสุด พร้อมยกระดับความพร้อมของฝ่ายปกครอง และประสานการทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร และหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ขยายวงกว้าง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุซ้ำ
มาตรการที่กำหนดแบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ โดยเน้นทั้งการป้องกันเหตุ การติดตามข่าวสาร การฟื้นฟูระบบที่จำเป็นต่อความปลอดภัย และการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
1. เพิ่มกำลังคุมพื้นที่เสี่ยงและป้องกันเหตุซ้ำ
เพิ่มความเข้มงวดด้านการรักษาความปลอดภัย โดยให้ฝ่ายปกครอง ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. ประสานกำลังกับตำรวจ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่
การปฏิบัติงานครอบคลุมการลาดตระเวน การตั้งจุดตรวจและจุดสกัด รวมถึงการเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น จุดยุทธศาสตร์ เส้นทางสายหลักและสายรอง สถานที่ราชการ ระบบสาธารณูปโภค และจุดที่เคยเกิดเหตุ โดยให้เพิ่มความเข้มข้นเป็นพิเศษในช่วงเวลากลางคืน รวมถึงช่วงเวลาและพื้นที่ที่ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่ามีโอกาสเกิดเหตุหรือการสร้างสถานการณ์
2. ใช้ข้อมูลข่าวกรองติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง
เน้นการบูรณาการด้านการข่าว โดยให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคงติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง เพื่อให้สามารถปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยได้ทันต่อสถานการณ์
พื้นที่ที่ถูกกำชับให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ สถานที่ราชการ โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ตลอดจนชุมชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ใช้บริการจำนวนมาก
หากพบวัตถุต้องสงสัย รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยทันที และประสานหน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ EOD รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบและควบคุมพื้นที่โดยเร็ว
ขณะเดียวกัน จังหวัดและอำเภอต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุและจุดอันตราย และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือแหล่งข่าวที่เป็นทางการ เพื่อป้องกันความสับสนและความตื่นตระหนก
กระทรวงมหาดไทยยังขอความร่วมมือประชาชนไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือข่าวปลอม เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเพิ่มความหวาดกลัวในสังคมในช่วงที่สถานการณ์ยังมีความอ่อนไหว
3. เร่งฟื้นระบบสื่อสาร ไฟฟ้า และกล้อง CCTV
อีกประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยกำชับคือการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะ ระบบสื่อสาร ระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้า และระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ CCTV
จังหวัดและอำเภอต้องประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเข้าตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
นอกจากการซ่อมแซมแล้ว ยังต้องจัดมาตรการเฝ้าระวังและคุ้มครองจุดที่เคยถูกทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณูปโภคหรือกล้องวงจรปิดถูกโจมตีซ้ำ เพราะระบบเหล่านี้มีความสำคัญทั้งต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและการติดตามสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในพื้นที่
4. ฝ่ายปกครองติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
กำกับติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ต้องติดตามความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง
หากเกิดเหตุสำคัญหรือพบสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ต้องรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดทันที พร้อมนำข้อมูลด้านการข่าวมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้ม เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกสำหรับสกัดกั้นและป้องกันเหตุรุนแรงในลักษณะเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ขณะเดียวกัน จังหวัดต้องรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และความคืบหน้าของสถานการณ์ให้กระทรวงมหาดไทยรับทราบอย่างต่อเนื่อง
ย้ำประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางทางการ
นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และกำชับฝ่ายปกครองทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึง อส. และ ชรบ. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชน
สำหรับประชาชน หากพบสิ่งผิดปกติ วัตถุต้องสงสัย หรือเบาะแสเกี่ยวกับบุคคลหรือกลุ่มที่อาจเป็นภัยต่อความปลอดภัย สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือทหารในพื้นที่ได้ทันที รวมถึงแจ้ง ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง
การสั่งการครั้งนี้จึงไม่ได้เน้นเฉพาะการเพิ่มกำลังในพื้นที่ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันเหตุ การใช้ข้อมูลข่าวสาร การดูแลพื้นที่เปราะบาง การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่องและลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำ
อ่านข่าว :
มท.เปิดผล 10 วัน กวาดล้างปืน-ยาเสพติด "อนุทิน" แถลงใหญ่ 25 ส.ค.
ผบช.ภ 2 สั่งสอบครูล่วงละเมิดนักเรียนหญิงอ้างแลกเกรด
“ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร
