อุบัติเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรง ณ ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ส่งผลให้มีพนักงานและผู้ใช้บริการได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมาก ข้อมูลปัจจุบันวันที่ 15 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น. มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 79 คน ให้กลับบ้านแล้ว 44 คน และยังรักษาตัวในโรงพยาบาลรวม 30 คน แบ่งเป็น ผู้ป่วยใน ICU 15 คน และ ในหอผู้ป่วยสามัญอีก 15 คน
ในระยะแรกหลังเกิดเหตุการณ์ ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการกระจายตัวนำส่งเข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ณ สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอย่างเร่งด่วน ภายใต้กรอบนโยบายความคุ้มครองของรัฐ "สิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่" หรือ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) ซึ่งตามกลไกปกตินั้นจะคุ้มครองดูแลค่าใช้จ่ายในการบริบาลทางการแพทย์ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรก
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์การรักษาพยาบาลเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ปมปัญหาใหญ่ที่กำลังกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตให้แก่ผู้บาดเจ็บและญาติคือการนับถอยหลังเข้าสู่การสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง 72 ชั่วโมงแรกตามกฎหมาย UCEP
ซึ่งตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว จะต้องมีการประเมินสภาพร่างกายผู้บาดเจ็บเพื่อดำเนินกระบวนการส่งต่อผู้ป่วยกลับไปยังสถานพยาบาลต้นสังกัดตามสิทธิประกันสุขภาพเดิมของผู้บาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิระบบประกันสังคม หรือประกันส่วนบุคคล
ทั้งนี้ วันนี้ (15 ก.ค.2569) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้เปิดเผยความคืบหน้าการดูแลผู้บาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวว่า จากเดิมที่ระบบกำหนดให้ผู้บาดเจ็บฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลภายใต้หลักเกณฑ์การดูแลภายใน 72 ชั่วโมง
แต่ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้จัดการประชุมด่วนร่วมกับกรมการแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และผู้แทนเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนที่รับผู้บาดเจ็บไว้ในความดูแล ได้กำหนดแนวปฏิบัติร่วมกันว่า "ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบกำหนดเวลา 72 ชั่วโมง" แต่จะดำเนินการประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าสู่ระบบโรงพยาบาลของรัฐทันทีที่มีความพร้อมทางการแพทย์
ขับเคลื่อนโมเดล "รพ.บัดดี" จัดการวิกฤตคอขวดเตียงแผลไหม้
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในครั้งนี้ คือการขับเคลื่อนระบบ "โรงพยาบาลบัดดี" (Hospital Buddy) ซึ่งเป็นการดำเนินงานในลักษณะจับคู่และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างโรงพยาบาลต้นทาง (โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่รับผู้ป่วยไว้ในคืนเกิดเหตุ) และโรงพยาบาลปลายทาง (โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐและโรงเรียนแพทย์ที่มีศักยภาพสูง)
ระบบนี้จะทำการจัดคู่และกำหนดโรงพยาบาลที่จะรับช่วงส่งต่อดูแลผู้ป่วยวิกฤตแต่ละรายเอาไว้เรียบร้อยแล้วอย่างเป็นระบบ มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรองรับข้อจำกัดด้านทรัพยากรทางการแพทย์
จากข้อมูล กองสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข โดยความร่วมมือกับ สมาคมแผลไหม้และสมานแผลแห่งประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่มีขีดความสามารถและศักยภาพสูงพอในการจัดตั้ง "หอผู้ป่วยวิกฤตแผลไหม้ (Burn Unit)" เพียง 30 แห่งทั่วราชอาณาจักร และมีจำนวนเตียงวิกฤตแผลไหม้ (Burn Bed) รวมกันทั้งสิ้นเพียง 164 เตียงเท่านั้น
โดยกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 11 โรงพยาบาล รวม 59 เตียง ได้แก่
- รพ.ภูมิพล จำนวน 2 เตียง
- รพ.ตำรวจ จำนวน 8 เตียง
- รพ.นพรัตนราชธานี จำนวน 7 เตียง
- รพ.ศิริราช จำนวน 6 เตียง
- รพ.รามาธิบดี จำนวน 6 เตียง
- รพ.จุฬาลงกรณ์ จำนวน 6 เตียง
- รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ จำนวน 7 เตียง
- รพ.ธรรมศาสตร์ จำนวน 6 เตียง
- รพ.ราชวิถี จำนวน 5 เตียง
- รพ.เลิดสิน จำนวน 1 เตียง
- วชิรพยาบาล จำนวน 5 เตียง
และกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคอีก 19 โรงพยาบาล รวมกัน 105 เตียง ได้แก่
- รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ จำนวน 7 เตียง
- รพ.ศูนย์ลำปาง จำนวน 6 เตียง
- รพ.พุทธชินราช จำนวน 6 เตียง
- รพ.ศูนย์ขอนแก่น จำนวน 4 เตียง
- รพ.ศูนย์อุดรธานี จำนวน 6 เตียง
- รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 6 เตียง
- รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จำนวน 8 เตียง
- รพ.ศูนย์ชลบุรี จำนวน 8 เตียง
- รพ.ศูนย์ราชบุรี จำนวน 6 เตียง
- รพ.ศูนย์สุราษฎร์ธานี จำนวน 6 เตียง
- รพ.ศูนย์ยะลา จำนวน 6 เตียง
- รพ.มหาราชนครราชสีมา จำนวน 6 เตียง
- รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ จำนวน 3 เตียง
- รพ.นครพิงค์ จำนวน 4 เตียง
- รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จำนวน 2 เตียง
- รพ.หาดใหญ่ จำนวน 8 เตียง
- รพ.สมุทรสาคร จำนวน 2 เตียง
- รพ.สงขลานครินทร์ จำนวน 5 เตียง
- รพ.ลพบุรี จำนวน 6 เตียง
ไฟไหม้โรงเบียร์ เปิดโจทย์ใหญ่ สิทธิ UCEP กับวิกฤต Burn Unit ในไทย
เมื่อพิจารณาข้อมูลดังกล่าวร่วมกับสถานการณ์จริง พบว่าตัวเลข 164 เตียง สะท้อน "ภาวะตึงตัว" ในระบบสาธารณสุขขั้นรุนแรง เนื่องจากในทางหัตถการทางการแพทย์นั้น
คำว่าเตียงว่างไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเซ็นอนุมัติรับคนไข้เข้ามารักษาได้เสมอไป
เพราะผู้ป่วยแผลไหม้ในระดับวิกฤตที่สูญเสียผิวหนังในการปกป้องร่างกายไปมากกว่าครึ่ง จำเป็นต้องได้รับการจำกัดบริเวณเพื่อพักรักษาตัวภายใน "ห้องแยกปลอดเชื้อระบบปิดแรงดันบวก หรือ Positive Pressure Isolation Room" ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และระดับความสะอาดของอากาศผ่านระบบกรองพิเศษในระดับสูงสุด เพื่อป้องกันภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต
หากในสถานการณ์จริงมีผู้ป่วยอุบัติเหตุทั่วไปครองเตียงอยู่ก่อนอยู่ก่อนแล้ว หรือระบบควบคุมแรงดันอากาศเกิดขัดข้อง โรงพยาบาลปลายทางย่อมไม่สามารถตอบรับใบคำขอส่งตัวผู้ป่วยวิกฤตจากเหตุไฟไหม้ลาดพร้าวได้เลย เพราะเท่ากับเป็นการนำผู้ป่วยไปเผชิญความเสี่ยงต่อการติดเชื้อถึงแก่ชีวิต
นอกจากนี้ ปัจจัยด้าน "บุคลากรเฉพาะทาง" ยังเป็นคอขวดที่สำคัญที่สุด เนื่องจากแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง (Plastic and Reconstructive Surgeon) ที่ได้รับใบอนุญาตแสดงความชำนาญการขั้นสูงในอนุสาขาการดูแลแผลไหม้ (Burn Specialist) โดยตรง
ซึ่งมีทักษะเฉพาะในการคำนวณการให้สารน้ำและพลาสมาทดแทนอย่างแม่นยำ การผ่าตัดล้างแผลตัดแต่งเนื้อตายขนาดใหญ่ และการทำหัตถการปลูกถ่ายผิวหนังเทียม โรงพยาบาลระดับจังหวัดหรือโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่ไม่มีแพทย์เฉพาะทางในอนุสาขานี้ประจำการอยู่ หรือหากมี ก็มักเผชิญภาวะภาระงานล้นมือจากการดูแลคนไข้ในพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว
ประเด็นนี้ยังฉายภาพให้เห็นถึง "ภูมิศาสตร์ความเหลื่อมล้ำ" ของระบบประกันสุขภาพอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนจะพบว่า
- จำนวนเตียงในหอผู้ป่วยวิกฤตแผลไหม้ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลสูงถึง 59 เตียงจาก 11 โรงพยาบาล (เฉลี่ยโรงพยาบาลละ 5.3 เตียง)
- ส่วนภูมิภาค 19 โรงพยาบาล ต้องกระจายกำลังรองรับประชากรในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เหลืออีกกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยจำนวนเตียงรวมเพียง 105 เตียง (เฉลี่ยโรงพยาบาลละ 5.5 เตียง)
ส่งผลให้เมื่อผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงเบียร์ลาดพร้าว รายใดมีสิทธิบัตรทองหรือสิทธิประกันสังคมผูกอยู่กับโรงพยาบาลในต่างจังหวัดห่างไกล การจะฝืนส่งตัวกลับตามข้อจำกัดทางงบประมาณของสิทธิการรักษา จึงกลายเป็นการสร้างความเสี่ยงอย่างมหันต์ให้แก่คนไข้ที่อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต
เผยความจริงด้านต้นทุน ยืนยัน รพ.เอกชนไม่กั๊กคนไข้เพื่อผลประโยชน์
ส่วนข้อกังขาในโลกออนไลน์ที่ว่า โรงพยาบาลเอกชนต้นทางที่รับตัวผู้ป่วยวิกฤตไว้ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกตามสิทธิ UCEP อาจมีพฤติกรรมพยายามยื้อหรือ "กั๊ก" ตัวคนไข้เอาไว้เพื่อรอเรียกเก็บค่าใช้จ่ายราคาแพง หลังจากหมดระยะเวลาคุ้มครองของรัฐ
ประเด็นนี้ไทยพีบีเอสออนไลน์ได้รับการยืนยันและชี้แจงจากบุคลากรทางการแพทย์ว่า ในความเป็นจริงไม่มีโรงพยาบาลใดคิดทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ป่วยแผลไหม้ระดับวิกฤตถือเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ "มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงลิ่วและสิ้นเปลืองทรัพยากรมนุษย์มากที่สุด" เมื่อเทียบกับผู้ป่วยประเภทอื่น
การดูแลคนไข้แผลไหม้รุนแรง 1 ราย โรงพยาบาลต้องจัดทีมพยาบาลวิชาชีพเฉพาะทางดูแลประชิดในลักษณะ 1:1 ตลอด 24 ชั่วโมง สิ้นเปลืองงบประมาณ ในเชิงพาณิชย์ถือเป็นเคสที่โรงพยาบาลต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสมสูง
สอดคล้องกับข้อมูลจาก วารสารแผลไหม้และสมานแผลแห่งประเทศไทย เรื่อง ผลการศึกษาต้นทุนค่าทำแผล ผู้ป่วยแผลไฟไหม้ในประเทศไทย ว่าการรักษาผู้ป่วยแผลไฟไหม้เป็นการรักษาที่มีลักษณะเฉพาะ จำเป็นต้องใช้แพทย์พยาบาลที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน และจำเป็นต้องอยู่ในหอผู้ป่วยสภาพแวดล้อมปิด ที่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ดี ระยะเวลาการรักษานาน มีความจำเป็นต้องใช้วัสดุทำแผลที่มีราคาแพง ทำให้มีค่ารักษาพยาบาลสูง
แต่โรงพยาบาลไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ตามต้นทุนที่ใช้จริง เนื่องจากผู้ป่วยแผลไหม้ได้รับการจัดกลุ่มตามระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG : Diagnosis Related Group) อยู่ในกลุ่มที่มีต้นทุนค่ารักษาต่ำ หรือพูดง่าย ๆ ว่า โรงพยาบาลทำเรื่องเบิกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ แต่ได้คืนไม่เท่ากับต้นทุน ค่ารักษาจริง
มาตรการ "เคลียร์ค่าใช้จ่ายหลังบ้าน" ช่วยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์จนพ้นวิกฤต
จากข้อจำกัดทั้งหมด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขจัดความกังวลใจของญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ กระทรวงสาธารณสุขใช้ระบบ "โรงพยาบาลบัดดี" ควบคู่ไปกับการเปิดช่องทางผ่อนปรนเกณฑ์สิทธิ์ประโยชน์ทางการแพทย์เป็นรายบุคคล
ในกรณีที่ผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤตและมีสิทธิการรักษาเดิมผูกอยู่กับสถานพยาบาลในต่างจังหวัด แต่โรงพยาบาลปลายทางตามสิทธินั้นขาดแคลนศักยภาพหรือไม่มีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางรองรับ กระทรวงสาธารณสุขจะประสานงานร่วมกับ สปสช. เพื่อดำเนินการอนุมัติย้ายสิทธิ์การรักษาพยาบาลข้ามเขตเข้าสู่ส่วนกลาง หรือโรงพยาบาลศูนย์ที่มีศักยภาพสูงในกรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราว จนกว่าการรักษาจะพ้นขีดอันตราย
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ทางภาครัฐได้วางกลไกบริหารจัดการงบประมาณรองรับ โดยให้โรงพยาบาลต้นทางที่รับตัวผู้บาดเจ็บไว้ในคืนเกิดเหตุ หรือโรงพยาบาลรัฐปลายทางในระบบบัดดี้ที่รับช่วงดูแลต่อ เป็นผู้ทำหน้าที่ประสานงานตัดจ่ายและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ตรงไปยังโรงพยาบาลต้นสิทธิ์หรือกองทุนสุขภาพเดิมของผู้ป่วยโดยตรง
อ่านข่าวอื่น :
ญาติเรียกร้องคุมเข้มความปลอดภัยสถานบันเทิง หลังสูญเสีย 2 ชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์
ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 32 คน
สปสช.แจงผู้บาดเจ็บไฟไหม้โรงเบียร์ ใช้สิทธิ UCEP ครบ 72 ชม.ยังวิกฤตรักษาต่อ รพ.เดิมได้
