"ลูกสาว" ติดต่อรับทรัพย์สิน "แม่-เพื่อนสนิท" เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์

อาชญากรรม
13:27
จำนวนผู้ชม 120
Thai PBS
"ลูกสาว" ติดต่อรับทรัพย์สิน "แม่-เพื่อนสนิท" เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์
ลูกสาวผู้เสียชีวิตติดต่อรับของทรัพย์สินของ "แม่-เพื่อนสนิท" เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เผยยังไม่ได้รับการติดต่อทางร้านเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ขณะที่ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบโฟมฉนวนกันความร้อนเหนือฝ้าเพดาน อาจเป็นเชื้อเพลิง

วันนี้ (15 ก.ค.2569) ที่สน.พหลโยธิน น.ส.กันธิชา สิงห์ขร ลูกสาวของนางภานิชา สิงห์ขร ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เดินทางมาติดต่อขอรับทรัพย์สินจากตำรวจ ซึ่งมีทั้งกระเป๋าและทรัพย์สินมีค่า รวมถึงกระเป๋าของเพื่อนแม่ที่เสียชีวิตด้วยกัน เพราะเพื่อนของแม่ไม่มีญาติ

น.ส.กันธิชา เปิดเผยว่า วันนี้มารับของให้แม่และเพื่อนสนิทของแม่ ที่เสียชีวิตอยู่ในที่เดียวกัน ซึ่งสิ่งของทุกอย่างยังอยู่ครบ โดยตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้พบทนายความของร้าน และยังไม่ได้รับการติดต่อประสานมา เรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ส่วนกรณีที่ร้านจะให้ความช่วยเหลือเป็นเงินค่าฌาปนกิจ ศพละ 10,000 บาท ตัวเองมองว่า อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะขณะนี้ต้องไปกู้ยืมเงินมาเป็นค่าทำศพ เบื้องต้นมีเพียงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ช่วยเหลือเงินฌาปนกิจ 20,000 บาทเท่านั้น

น.ส.กันธิชา กล่าวต่อว่า ตัวเองก็ยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการเรื่องเงิน เพราะอยากจัดการศพให้เสร็จก่อน แต่ยอมรับว่ากังวลอาจจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดทางร้านหรือทนายความ จึงไม่โทรศัพท์ติดต่อมาที่ญาติผู้เสียชีวิตโดยตรง เพราะหลายคนกลับต่างจังหวัดกันหมดแล้ว และอยากให้ร้านโทรติดต่อญาติ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวบริเวณจุดเกิดเหตุ น.ส.บุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. พร้อมทีมงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในจุดเกิดเหตุ

น.ส.บุษกร เปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ตั้งแต่วันแรกที่ลงพื้นที่ ทีมวิศวกรตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดเพลิงจึงลุกไหม้อย่างรุนแรง และมีเชื้อเพลิงจำนวนมาก จึงเริ่มตรวจสอบหาต้นตอของเชื้อเพลิงภายในอาคาร

ซึ่งเดิมทีมองว่าเชื้อเพลิงอยู่ที่ฝ้าเพดาน ที่เป็นแผ่นซับเสียงหรือวัสดุตกแต่ง แต่เมื่อมาตรวจสอบดูพบว่า ไม่ได้มีความหนาหรือมีจำนวนมากเกินไป โดยเจ้าหน้าที่พบว่าเหนือฝ้าเพดาน เป็นโครงสร้างเหล็ก มีการฉีดพ่นโฟมฉนวนกันความร้อนหนาประมาณ 3 นิ้ว และเมื่อเปิดฝ้าเพดานตรวจสอบ ก็พบว่าด้านในเกิดการลุกไหม้เป็นวงกว้าง จนทำให้เกิดการสะสมของความร้อนและแรงดันภายใน

เมื่อโฟมฉนวนกันความร้อนภายในฝ้าเพดานลุกไหม้จึงกลายเป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้เกิดก๊าซจากการเผาไหม้สะสมอยู่ภายในอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้บาดเจ็บหลายคน ที่ระบุว่า ได้กลิ่นฉุนจนแสบจมูก โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดคือบริเวณหน้าเวที เมื่อเกิดเหตุและมีการเปิดประตู อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่อาคารอย่างรวดเร็ว ทำให้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ได้รับออกซิเจนและติดไฟทันที ส่งผลให้เกิดเปลวไฟพุ่งออกมาอย่างรุนแรง

ส่วนสารโฟมที่เคลือบจะได้มาตรฐานหรือไม่นั้น อยู่ที่การพิสูจน์ลักษณะการลุกไหม้ นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านมีการฉีดพ่นโฟมหนาประมาณ 2 นิ้ว แต่บริเวณหน้าเวทีและบาร์น้ำ ฉีดพ่นหนาประมาณ 3 นิ้ว และเคลือบทั้งด้านบนและด้านล่าง

น.ส.บุษกร ยังระบุถึงกรณีการผสมสารหน่วงไฟในโฟมว่า แม้จะช่วยชะลอการลุกติดไฟในระดับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ในการทดสอบ แต่หากเกิดเพลิงไหม้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าดังกล่าว โฟมก็ยังสามารถลุกไหม้และกลายเป็นเชื้อเพลิงได้

ประธานสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย วสท. ยังฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการ ว่า ประเทศไทยอากาศค่อนข้างร้อน หากจะนำโฟมไปฉีดพ่น ก็อาจมีความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย เพราะต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้าร่วมด้วย และหากลักษณะพื้นที่มีเพดานต่ำ รวมทั้งติดไฟที่เพดาน การแผ่รังสีความร้อนก็จะเร็วยิ่งขึ้น และการเคลื่อนที่ของไฟก็จะเร็วขึ้น

อาคารที่มีลักษณะแบบนี้ที่มีเชื้อเพลิงจำนวนมาก ควรติดตั้งระบบระบายควันหรือพัดลมระบายควันตามมาตรฐาน เพื่อช่วยลดการสะสมของควันและความร้อน เพิ่มโอกาสในการอพยพของผู้ที่อยู่ภายใน และลดการกระทบต่อโครงสร้างอาคารไม่ให้ถล่มตามมา

อ่านข่าว :

สธ.ตรวจ 6 รพ.เอกชน หลังพบข้อสงสัยแจ้งเกิดเข้าข่าย "พ่อทิพย์"

ดีเดย์ 15 ก.ค.เปิดให้ตรวจประวัติอาชญากรรมออนไลน์ - เช็กขั้นตอน

กพช.แยกค่าไฟสาธารณะพ้นบิลประชาชน เคาะใช้ไม่เกิน 200 หน่วย จ่าย 3 บาท