ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คำถามสำคัญไม่ใช่จดทะเบียนร้านอาหาร ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างไร ทำไมไม่ขอเป็นสถานบริการ แต่เป็นคำถาม ทำไมจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีการถอดบทเรียน หรือเพราะปล่อยปละละเลยทั้งผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่
เหตุการณ์ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เมาเทนท์ บี ผับดังที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อปี 65 ที่มีผู้เสียชีวิต 26 คน บาดเจ็บอีกครึ่งร้อย คือ ขออนุญาตเปิดเป็นร้านอาหารขายเหล้า มีเล่นดนตรี มีดัดแปลงพื้นที่จนกลายสภาพเป็นจุดอับทึบ ประตูหนีไฟใช้ไม่ได้ และบริเวณฝ้าเพดานและผนัง เป็นแบบวัสดุไวไฟ
ไม่ต่างจากกรณีซานติก้าผับ เอกมัย ซอย 9 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ในคืนรอยต่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปี 2552 มีผู้เสียชีวิต 67 คน และบาดเจ็บอีกกว่าร้อยคน ผลจากการอัดนักท่องเที่ยวเข้าไปอยู่ในพื้นที่จัดแล้วแจกไฟเย็น พลุกระดาษ ให้ร่วมจุดเฉลิมฉลอง ประกอบกับมีเอฟเฟกต์ดอกไม้เพลิง ที่หน้ากลองชุด ถูกจุดพุ่งไปชนเพดานซุ้มด้านบน จนเกิดเพลิงไหม้
ไม่มีแสงส่องนำทาง ประตูเข้าออกโดยเฉพาะประตูข้างมีความกว้างไม่ถึง 1 เมตร ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเหยียบกันล้มจากความพยายามหนีตาย สุดท้ายพบศพผู้เสียชีวิตเรียงรายทับซ้อนกันอยู่บริเวณบันไดทางออก
ครั้งนั้น ความจริงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขันน็อกเอาจริงเอาจังของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ในชั้นสืบสวนพบว่า ซานติก้าจดทะเบียนเป็นเพียง "ที่พักอาศัยส่วนบุคคล" และอยู่ในเขตที่ห้ามเปิดสถานบริการ มีการปลอมแปลงลายเซ็นสถาปนิก ทั้งยังไม่เคยผ่านการตรวจสอบมาตรฐานด้านอัคคีภัยเลย
ครั้งนั้น กูรูด้านสถานบันเทิงอย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ออกโรงเปิดประเด็นใหม่ที่คนวงนอกส่วนใหญ่ไม่รู้ คือ ซานติก้าผับและสถานบริการจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาคาร และลักลอบเปิดบริการแบบผิดกฎหมาย
เป็นวิธีที่เจ้าของ มักใช้ “เลี่ยงบาลี” ในการขออนุญาตเพื่อหลีกเลี่ยงกฎระเบียบที่ยุ่งยากมากมาย ขาดระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย ทั้งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐ เปิดทางสู่ความหละหลวมในการตรวจสอบ
หากลงไปดูรายละเอียดข้อกฎหมายจะเข้าใจได้ว่าทำไมผู้ประกอบการจึงพยายามเลี่ยงไม่ขอเปิดเป็นสถานบริการ ขอเปิดเพียงร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะต้องมีใบอนุญาตสถานบริการเพิ่มอีก 1 ฉบับ อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จึงเป็นที่มาตามแนวทางพรรคประชาชน โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ระบุชัดว่า อาจเกิดจากช่องโหว่ของกฎหมาย ทั้งตัวกฎหมายเองและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงจะเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายการจัดโซนนิ่ง ซึ่งขณะนี้อำนาจขึ้นตรงต่อ รมว.มหาดไทย
หากมีถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น อาจจะทำให้การจัดโซนนิ่งมีการกำกับดูแลที่ใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ที่สำคัญ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการขยับเพื่อหาขจัดปัญหาไฟไหม้ผับบาร์สถานบันเทิงที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ดีกว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ประเด็นเรื่องโครงสร้างและความรับผิดชอบ ถือว่าสำคัญมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเป็นเรื่องที่ไม่มีที่มาที่ไป เมื่อสื่อได้ตั้งคำถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ แบบตรง ๆ ว่า จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่
จึงได้เห็นการตอบโต้สื่อ โดยซัดกลับว่า เป็นคำถามที่ไม่มีเหตุผล ถามเพื่อให้เกิดอารมณ์ จึงไม่ควรถาม และต้องเป็นมืออาชีพ ทั้งยังออกลูกสำทับกลาย ๆ ว่า หลายครั้งแล้ว ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง หากไม่ถามนายกฯ และเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ที่โดยสายงานเป็นคอมมานด์สูงสุดแล้ว จะให้ถามใคร
เรื่องจึงวนไปวนมา แทนที่จะได้แนวทางและวิธีการจัดการปัญหานี้ สื่อไปถึงประชาชนที่รอคำตอบอยู่ แต่กลับยิ่งเพิ่มความสับสน ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร
กลับมาที่คำถามเดิมเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
อ่านข่าว
กทม.สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ไร้มาตรฐานความปลอดภัย สแกนเข้ม 50 เขต
ตร.จ่อแจ้งข้อหาหนัก "โรงเบียร์ลาดพร้าว" สอบปากคำพยานแล้ว 106 ปาก
นักร้องวงทศกัณฐ์ให้ปากคำ ตร. เผยโรงเบียร์มักพบปัญหาไฟตกขณะแสดง
อัปเดตเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เสียชีวิตเพิ่ม 1 รวม 33 คน
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
- ไฟไหม้โรงเบียร์
- โรงเบียร์ลาดพร้าว
- เพลิงไหม้ลาดพร้าว
- ข่าวไทยพีบีเอส
- ข่าวที่คุณวางใจ
- ThaiPBSnews
- ประจักษ์วิเคราะห์
- ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว
- ไฟไหม้สถานบันเทิง
- ความปลอดภัยอาคาร
- อัคคีภัย
- สถานบริการ
- ร้านอาหารขายแอลกอฮอล์
- กฎหมายสถานบริการ
- โซนนิ่งสถานบันเทิง
- ซานติก้าผับ
- เมาน์เทนบี
- ความปลอดภัยสาธารณะ
- กระทรวงมหาดไทย
- การบังคับใช้กฎหมาย
- บทเรียนอัคคีภัย









