วันนี้ (17 ก.ค.2569) Oil Price รายงานว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้รับการยอมรับว่า เป็น "ผู้รักษาสมดุลตลาดน้ำมันดิบโลก" เนื่องจากสามารถเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดโลกได้ตามสถานการณ์
แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์มองว่า "อินเดีย" กำลังก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้รักษาสมดุลตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลก" จากศักยภาพด้านการกลั่นน้ำมันและการส่งออกเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นดีเซล น้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) และน้ำมันเบนซิน ไปยังประเทศที่กำลังขาดแคลนหรือมีความต้องการสูงที่สุด
โอกาสวิกฤตโลก ขยายบทบาทการส่งออกเชื้อเพลิง
หลังโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากสงคราม การส่งออกดีเซลของรัสเซียลดลงจากผลกระทบของการโจมตีด้วยโดรน และยุโรปต้องเร่งหาแหล่งเชื้อเพลิงทดแทน "อินเดีย" ได้ปรับทิศทางการส่งออกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า เดือน ก.ค. อินเดียมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.2568 โดยเชื้อเพลิงไม่ได้ส่งไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ถูกส่งไปยังตลาดที่กำลังขาดแคลนและเสนอราคาสูงที่สุด
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อินเดียก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลก คือความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลายประเทศ ไม่ได้พึ่งพาแหล่งเดียว แม้ปัจจุบันน้ำมันดิบจากรัสเซียจะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของการนำเข้า แต่โรงกลั่นอินเดียยังซื้อน้ำมันจากอิรัก ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐฯ ประเทศในแอฟริกาตะวันตก และลาตินอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวทำให้อินเดียสามารถเลือกซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งที่คุ้มค่าที่สุด นำมากลั่นเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และส่งออกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
ตลาดโลกกำลังขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป
ปัจจุบัน ปัญหาหลักของตลาดพลังงานโลก ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่เป็นการขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเบนซิน หลังโรงกลั่นในรัสเซียและตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากสงคราม ส่งผลให้ยุโรปมีปริมาณสำรองดีเซลอยู่ในระดับต่ำ และตลาดเชื้อเพลิงอากาศยานยังคงตึงตัว
ในสถานการณ์เช่นนี้ อินเดียจึงกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงเพิ่มกำลังการกลั่น และสามารถเติมเต็มช่องว่างของอุปทานเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้
เดินหน้าขยายกำลังการกลั่น พร้อมรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่า ภายในปี 2030 อินเดียจะเพิ่มกำลังการกลั่นอีกประมาณ 15% ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมโรงกลั่นเติบโตเฉลี่ย 23% ต่อปี ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
แม้อินเดียจะนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 90% ของความต้องการใช้ภายในประเทศ แต่กลับเปลี่ยนข้อจำกัดดังกล่าวให้เป็นโมเดลธุรกิจ โดยซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งที่มีต้นทุนเหมาะสม นำมากลั่นเป็นเชื้อเพลิงที่มีมูลค่าสูง แล้วส่งออกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
ล่าสุด รัฐบาลอินเดียยังปรับขึ้นภาษีส่งออกดีเซลและน้ำมันอากาศยาน พร้อมลดภาษีส่งออกน้ำมันเบนซิน เพื่อรักษาปริมาณเชื้อเพลิงสำหรับใช้ภายในประเทศ หากตลาดโลกเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้น
อินเดียเปลี่ยนบทบาทตลาดพลังงานโลก
แม้ซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของตลาดน้ำมันดิบโลก แต่ในด้านเชื้อเพลิงสำเร็จรูป อินเดียกำลังได้รับการจับตามองในฐานะ "ผู้รักษาสมดุลตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลก" มากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อใดก็ตามที่ตลาดโลกต้องการดีเซล น้ำมันอากาศยาน หรือเบนซินเพิ่มเติม มีแนวโน้มสูงว่า เชื้อเพลิงเหล่านั้นจะถูกส่งออกจากโรงกลั่นในอินเดีย และด้วยการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลายภูมิภาคยังเผชิญปัญหาโรงกลั่นเก่า ความเสียหายจากสงคราม และการลงทุนที่ชะลอตัว บทบาทของอินเดียในการรักษาสมดุลของตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลกจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
อ่านข่าว :
โพลชี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เชื่อ "ทรัมป์" ดีลอิหร่านดีกว่า "โอบามา"
เช็กสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ผ่าน-ไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไร
"ดีทรอยต์" อากาศแย่สุดในโลก ผลกระทบหมอกควันไฟป่าแคนาดาข้ามแดน
