ความท้าทายของ "สื่อสันติภาพ ในสมรภูมิไอโอ"

สังคม
20:11
จำนวนผู้ชม 284
Thai PBS
ความท้าทายของ "สื่อสันติภาพ ในสมรภูมิไอโอ"

เมื่อสื่อมวลชนส่วนกลางลงพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อเรียนรู้ความคืบหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุข พร้อมติดตามทำข่าวงานฟื้นฟูเมืองด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ "ปัตตานีดีโคตร-ปัตตานี ริเวอร์ เฟสติวัล" แต่กลับเผชิญกับสงครามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของเพจไอโอ ที่กล่าวหาสื่อมวลชน-นักวิชาการเป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น

กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยไทยพีบีเอส จับมือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ Journalists Club วันที่ 17-19 ก.ค.ที่ผ่านมา นำสื่อส่วนกลาง 20 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสื่อรุ่นใหม่ในสื่อออนไลน์ค่ายต่าง ๆ ที่ยังไม่เคยลงพื้นที่ชายแดนใต้มาก่อน และสื่อมวลชนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ "ศูนย์ข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย" ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 และมีส่วนร่วมก่อตั้ง "ดีพเซ้าท์ วอท์ช" หรือ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการรณ์ภาคใต้ ในปี พ.ศ.2549

วันแรกของกิจกรรม คือถอดบทเรียนการทำข่าวของสื่อมวลชนส่วนกลางเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ที่ลงพื้นที่มากิน-นอน และทำงานร่วมกันในบ้านพักเรือนรับรองภายใน มอ.ปัตตานี มุ่งทำงาน "อธิบายปรากฎการณ์" ของสถานการณ์ภาคใต้ขณะนั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ เพื่อให้ผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ข่าวสารและสถานการณ์

ส่วนวันที่สอง เป็นกิจกรรมสำคัญ คือเวทีเสวนา "มองสถานการณ์ชายแดนใต้ ซีซั่นใหม่: ข้อท้าทายและความหวัง" ภายในคณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี ผู้จัดหวังสร้าง "พื้นที่กลาง" ให้คนทุกกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย มองกระบวนการสร้างสันติภาพจากมุมของตนเอง ทั้งนักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์ กลุ่มภาคประชาสังคม มุสลิม ชาวพุทธที่เป็นคนส่วนน้อย ตัวแทนศูนย์อำนวยบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ในฐานะ "รัฐบาลส่วนหน้า" และมีการเชิญ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะ "หัวหน้าพูดคุยสันติสุข" คนใหม่ มาร่วมพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย

โดยนายฐนัตถ์ เล่าให้ฟังถึงแนวทางเปิดพื้นที่การพูดคุยอีกครั้ง โดยมุ่งสร้างบรรยากาศความไว้วางใจโดยใช้คำว่า "การคุยแบบคนไทยกับคนไทย" โดยตนเองเป็น "หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข" ไม่ใช่หัวหน้าคณะพูดคุยเช่นที่ผ่านมา เพราะบทเรียนกระบวนการ 13 ปีที่ผานมา มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้มีการปรับรูปแบบเป็นหัวหน้าพูดคุยหลักเพียงคนเดียว

ขณะที่แต่เบื้องหลังมีคณะทำงานสนับสนุน 3 ส่วน คือฝ่ายเทคนิคที่ทำงานต่อเนื่องมาตลอด 13 ปี ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ประกอบด้วย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ทหาร และตำรวจ และฝ่ายข่าวกรอง ซึ่งนายฐนัตถ์จะเดินหน้าพูดคุย ของความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เดินไปทิศทางเดียวกัน

การอธิบายกระบวนการทำงาน ทำให้ผู้สื่อข่าวและตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเวทีเข้าใจทิศทางมากขึ้น โดยเฉพาะกรอบการพูดคุยเบื้องต้นระหว่างฝ่ายไทยกับ บีอาร์เอ็น 3 ด้านคือ การยุติความรุนแรง, การปรึกษาหารือสาธารณะ, การแสวงหาข้อตกลงหรือทางออกทางการเมือง

ขณะเดียวกัน นายฐนัตถ์ รับฟังข้อเสนอแนะหลายอย่างจากผู้เข้าร่วมเวที อาทิ การยุติความรุนแรง ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และการปรับความเข้าใจต่อกรณีโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา พร้อมยอมรับว่า อุปสรรคสำคัญ คือการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ไอโอ เพราะภาคใต้ไม่ใช่สงคราม โดยจะพยายามสื่อสารให้ยุติการใช้ไอโอใส่ร้ายกัน จากนั้นผู้เข้าร่วมเวทีและสื่อมวลชนได้ถ่ายรูปร่วมกัน

และช่วงบ่ายวันที่ 18 ก.ค. สื่อมวลชนแบ่งเป็นกลุ่ม เดินทางไปสัมผัสพื้นที่จริงในประเด็นที่ตนสนใจ อาทิ ด้านทรัพยากร ที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย โครงการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วม แรงงานคนชายขอบ

รวมถึงกลุ่มขับเคลื่อนเมืองด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการให้สร้างความทรงจำใหม่ให้ปัตตานี โดยเฉพาะงานปัตตานีดีโคตร (Pattani Decoded) ที่ถูกสื่อสาร จนกระทั่งได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่ มีนักท่องเที่ยวลงไปสัมผัสบรรยากาศทุกปี ซึ่งการลงพื้นที่รอบนี้ของสื่อมวลชน มีการลงพื้นที่ชมงาน สัมภาษณ์ และทำข่าวงานสร้างสรรค์ประจำปีของเมืองด้วย

แต่ทว่าภาพที่สื่อมวลชนถ่ายรูปร่วมกับผู้ร่วมเวทีเสวนา กลับถูกเพจไอโอนำไปปลุกปั่น ระบุว่าเป็นผู้สื่อข่าวแนวร่วมบีอาร์เอ็น พร้อมโจมตีนักวิชาการ และผู้ร่วมเวทีอย่างหนัก โดยมีคอมเมนต์โจมตีจากผู้ติดตามเพจ กล่าวหารุนแรงต่อผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้

รวมถึงภาพที่ "ฐปณีย์ เอียดศรีไชย" ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้งสำนักข่าว "เดอะ รีพอร์ตเตอร์" ถ่ายภาพเซลฟี่กับหัวหน้าพรรคประชาชน นายรอมฏอน ปันเจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และทีมงานของงาน "ปัตตานี ดีโคตร" ก็ถูกนำไปแขวนโจมตีอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นในช่วงค่ำวันที่ 18 ก.ค. สื่อมวลชนมีกิจกรรมพบปะ "นางพาตีเมาะ สะดียามู" ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ในร้านอาหารแห่งหนึ่งบริเวณริมแม่น้ำปัตตานี ที่มากล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยเสนอข่าวดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวงานสำคัญทั้ง 2 งานที่จัดในช่วงเวลาเดียวกัน

และมีภาพนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เดินทางมาพบปะเพื่อน ๆ สื่อมวลชนที่เคยทำงานร่วมกันภายในศูนย์ข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ เมื่อ 21 ปีที่แล้ว เพราะนายรอมฎอน เคยเป็นผู้สื่อข่าวสังกัดหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และลงมาทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ร่วมกันขณะนั้น กลับถูกเพจไอโอจำนวนมาก นำภาพดังกล่าวไปบิดเบือน กล่าวหานายรอมฎอน ผู้สื่อข่าว และอดีตผู้สื่อข่าวในภาพ ว่าเป็นแนวร่วมบีอาร์เอ็น และยังโจมตีโยงไปถึง "สำนักข่าวอิศรา" ปัจจุบัน ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันแม้แต่น้อย

ทำให้วันที่ 19 ก.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกิจกรรม สื่อมวลชนรุ่นใหม่ ได้รับรู้ถึงการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ด้วยแนวรบสงครามข่าวสาร การบิดเบือนภาพ และเรื่องราวเนื้อหาของกิจกรรมโดยสิ้นเชิง โดยสะท้อนว่า ขณะเกิดเหตุการณ์ชายแดนภาคใต้เมื่อปี พ.ศ.2547 สื่อรุ่นใหม่หลายคนมีอายุเพียง 2 - 10 ขวบ เท่านั้น ทำให้ได้เห็นความย้อนแย้งของสถานการณ์

ในขณะที่นักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ ศิลปินชาวปัตตานี พยายามอย่างหนักในการสร้างความทรงจำใหม่ให้เมืองแห่งนี้ ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายสื่อมวลชน แต่กลับกลุ่มไอโอที่อยู่เบื้องหลังเพจเหล่านั้นพยายามโจมตีทำลาย นำเรื่องราวไปบิดเบือน ใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวหลายคนสะท้อนว่า ตนเองเพิ่งเดินทางมาปัตตานีครั้งแรก ประทับใจความเป็นไปของเมือง แตกต่างไปจากภาพจำที่ถูกตอกย้ำด้วยชุดวาทกรรม "โจรใต้" แต่เมื่อเห็นแนวรบไอโอ พยายามอย่างหนักที่จะโจมตีทุกคนที่พยายามเข้ามาสื่อสารเรื่องราวของเมืองในมิติต่างๆ จึงรับรู้ได้ว่า ความสันติสุข-สันติภาพของปัตตานี และชายแดนใต้ อาจยังอยู่อีกไกล และมีความท้าทายอย่างมาก ในการเชื่อมร้อยเครือข่ายสื่อสันติภาพรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารสนับสนุนให้เมืองแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่คนรุ่นใหม่มุ่งหวัง

บทความโดย : ณรรธราวุธ เมืองสุข บรรณาธิการข่าวสังคมและสถานการณ์ทั่วไป ไทยพีบีเอส

บูมเมอแรง "บัตรคนจน" เขย่าชาวบ้าน "สะเทือน" รัฐบาลภูมิใจไทย

สอบพยานแล้ว 150 ปาก จ่อแจ้ง 3 ข้อหาคนทำผิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์

ศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้องเพิกถอน EHIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด