สหรัฐฯ จับมือซาอุดีฯ พัฒนานิวเคลียร์ จุดกระแสกังวลขยาย-สะสมอาวุธ

ต่างประเทศ
09:17
จำนวนผู้ชม 79
Thai PBS
สหรัฐฯ จับมือซาอุดีฯ พัฒนานิวเคลียร์ จุดกระแสกังวลขยาย-สะสมอาวุธ
รัฐบาลสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติกับซาอุดีอาระเบีย ภายใต้กรอบความร่วมมือ 30 ปี หวังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สกัดอิทธิพลจีน-รัสเซีย จับตาอาจเพิ่มความเสี่ยงแพร่ขยายนิวเคลียร์และข่งขันด้านอาวุธในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 สำนักข่าว CNN รายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางนิวเคลียร์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมกับประเทศซาอุดีอาระเบีย ข้อตกลงฉบับนี้อาจเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถดำเนินกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือนได้ โดยไม่ต้องยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการตรวจสอบระดับเข้มงวด หรือที่เรียกกันในวงการการเมืองโลก ว่า "เกณฑ์มาตรฐานทองคำ" จากองค์กรกำกับดูแลระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ได้แถลงยืนยันการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นวหรัฐฯ ก่อนจะส่งเรื่องต่อเข้าสู่กระบวนการทบทวนของสภาคองเกรสตามกฎหมายที่กำหนดไว้

ส่องรายละเอียดข้อตกลง "มาตรา 123" ระยะยาว 30 ปี

ความตกลงฉบับนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ข้อตกลงมาตรา 123" (123 Agreement) มีกรอบความร่วมมือยาวนานถึง 30 ปี โดยมีเป้าหมายหลักในการดึงบริษัทเอกชนสัญชาติอเมริกันเข้ามาสนับสนุนเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ การสร้างเตาปฏิกรณ์ การจัดส่งเชื้อเพลิง ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในสัญญาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ซาอุดีอาระเบียจะถูกห้ามไม่ให้พัฒนาเทคโนโลยีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมด้วยตนเอง หรือจัดซื้อเทคโนโลยีดังกล่าวจากประเทศอื่นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี

นอกจากนี้ ก่อนที่กระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจริงจะเริ่มขึ้น คณะทำงานร่วมระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียจะต้องศึกษาและประเมินก่อนว่า มีความจำเป็นและคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่ โดยฝั่งสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับหน้าที่ก่อสร้างโรงงานดังกล่าวด้วยตนเอง และจะไม่มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้แก่ซาอุดีอาระเบียโดยตรง

เปลี่ยนเกณฑ์ตรวจสอบ IAEA

จุดที่ทำให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก คือการที่ซาอุดีอาระเบียไม่จำเป็นต้องลงนามใน "พิธีสารเพิ่มเติม" กับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดระดับมาตรฐานทองคำ เหมือนกับที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เคยลงนามร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อปี 2552

เหตุผลสำคัญเนื่องจากซาอุดีอาระเบียแสดงความกังวลและคัดค้านมาโดยตลอดว่า ข้อตกลงที่เข้มงวดเกินไปอาจเปิดช่องให้คณะผู้ตรวจสอบต่างชาติสามารถเดินทางเข้าตรวจค้นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนสูง เช่น พระราชวังหลวง หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างเมืองเมกกะ

ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมปรับเปลี่ยนไปใช้ "ข้อตกลงความคุ้มกันทวิภาคี" แทน ซึ่งเป็นรูปแบบข้อตกลง 2 ฝ่ายที่มีเงื่อนไขคล้ายกัน แต่ตัดข้อกำหนดบางส่วนที่ซาอุดีอาระเบียไม่ยอมรับออกไป อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติรับรองจากคณะผู้บริหารของ IAEA ในขั้นตอนถัดไป

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล และคานอำนาจจีน-รัสเซีย

ฝั่งผู้สนับสนุนข้อตกลงระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมนิวเคลียร์สหรัฐฯ โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประเมินว่านี่คือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จะคงอยู่ยาวนานหลายทศวรรษ ช่วยสร้างงานที่มีรายได้สูงให้กับชาวอเมริกัน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น ในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองโลก ข้อตกลงนี้จะช่วยผูกมัดให้ซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรไปอีกนาน ซึ่งช่วยให้วอชิงตันยังคงมีอิทธิพลในการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยและการไม่แพร่ขยายอาวุธของซาอุฯ ต่อไป เพราะหากสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะทำข้อตกลงนี้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจหันไปจับมือกับประเทศคู่แข่งอย่างรัสเซียหรือจีนแทน จะเปิดโอกาสให้ 2 ชาติเข้ามาขยายอิทธิพลเหนือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของซาอุดีอาระเบียในระยะยาว

ชนวนผวาศึกสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และแรงต้านในสภาคองเกรส

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามเน้นย้ำเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ข้อตกลงนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั่วโลก เนื่องจากศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจถูกพัฒนานำไปสู่การสร้างวัตถุดิบทำอาวุธนิวเคลียร์ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เคยประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า หากประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างอิหร่านสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมจะจัดหาและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาครอบครองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ชาติอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อิสราเอล รวมถึงอิหร่าน ต่างกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ สว.เอ็ด มาร์กีย์ จากพรรคเดโมแครต ได้ออกมาประณามข้อตกลงนี้ทันทีว่า เป็นการเปิดทางให้เกิดการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และอาจจุดชนวนการแข่งขันสะสมอาวุธในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ที่เตือนว่า การผ่อนปรนเกณฑ์ให้ซาอุดีอาระเบีย อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี และ อียิปต์ เรียกร้องสิทธิในการครอบครองเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ข้อตกลงทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการทบทวนของสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยบรรดาสมาชิกรัฐสภาจะมีโอกาสลงมติเพื่อยับยั้งข้อตกลงดังกล่าว หากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีมติคัดค้านร่วมกันในท้ายที่สุด

อ่านข่าว :

ราชกิจจาฯ ประกาศ "พรรคอนาคตไกล" สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

คลื่นความร้อนโหม อิตาลี-สเปน-ตุรกี ระดมกำลังดับไฟป่าครั้งใหญ่

"ทรัมป์" ขู่ถล่มสะพาน-โรงไฟฟ้า หากอิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ