วันนี้ (4 ก.ย.2569) The independent รายงานว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกแถลงการณ์เตือนภัยสภาพอากาศระดับสากล โดยระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ขนาดใหญ่พิเศษ หรือ "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Supersized El Niño) ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนขั้นรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไปจนถึง ก.พ.2570
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า เอลนีโญกำลังขยายความรุนแรงขึ้นต่อหน้าประชาคมโลก พร้อมย้ำว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สะท้อนชัดว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และอุณหภูมิโลกที่ยังไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
WMO คาดเอลนีโญอยู่ถึง ก.พ.2570 เกือบ 100%
การคาดการณ์จากเครือข่ายศูนย์ภูมิอากาศทั่วโลกของ WMO ประเมินว่า มีโอกาสเกือบ 100% ที่เอลนีโญจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือน ก.พ.2570 ซึ่งเป็นระดับความเชื่อมั่นที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการเผยแพร่รายงานคาดการณ์เอลนีโญขององค์กร
เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO ระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้จำเป็นต้องได้รับการตอบสนอง ในระดับที่สอดคล้องกับความรุนแรงของภัยคุกคาม โดย WMO ระดมความร่วมมือกับหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติในหลายประเทศ เพื่อเสริมความพร้อมด้านการพยากรณ์และระบบเตือนภัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองชีวิตและวิถีทำกินของประชาชน
เอลนีโญเป็นความแปรปรวนตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศโลก ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงจากภาวะโลกร้อน แต่ภาวะโลกร้อน ทำให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากโลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงกว่าปกติอยู่แล้ว โดยทั่วไปเอลนีโญมักเริ่มก่อตัวระหว่างเดือน มี.ค.-มิ.ย. และมีความรุนแรงสูงสุดช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. ขณะที่ผลกระทบต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมักปรากฏเด่นชัดในปีถัดไป
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ดัชนีนีโญ 3.4 ซึ่งใช้วัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เพิ่มจากสูงกว่าค่าปกติ 1.5 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. เป็น 2 องศาเซลเซียสในเดือน ก.ค. ก่อนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงกว่าค่าปกติราว 2.2-2.6 องศาเซลเซียสในช่วงกลางเดือน ส.ค. ขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลใต้ผิวน้ำในบางพื้นที่ของแปซิฟิก เขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 8 องศาเซลเซียสในช่วงเดือน ก.ค. และต้นเดือน ส.ค.
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกทำสถิติสูงสุด
สำนักงานบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโคเปอร์นิคัส รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกแตะระดับ 21.1 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 22 ส.ค. สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าสถิติเดิม 21.09 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2567
ตัวเลขดังกล่าวถือว่าผิดปกติด้านช่วงเวลา เนื่องจากอุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลก มักสูงสุดในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ไม่ใช่เดือน ส.ค. อีกทั้งยังสูงกว่าสถิติเดิมของเดือน ส.ค. ที่ 20.98 องศาเซลเซียสในปี 2566 โดยโคเปอร์นิคัส ระบุว่า สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวของมหาสมุทรโลกที่อุ่นขึ้น และการก่อตัวของเอลนีโญรุนแรงในแปซิฟิกเขตร้อน
อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้หมายความว่า ทุกพื้นที่จะเผชิญผลกระทบในรูปแบบเดียวกัน เพราะผลของปรากฏการณ์นี้แตกต่างกันตามฤดูกาลและภูมิภาค รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลจากความแปรปรวนของมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก
สำหรับช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. แบบจำลองคาดการณ์ว่า พื้นที่บนบกเกือบทั่วโลก จะมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ขณะที่รูปแบบฝนจะมีลักษณะสอดคล้องกับเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ไดโพลมหาสมุทรอินเดียระยะบวก ซึ่งอาจเสริมหรือบรรเทาผลของเอลนีโญในแต่ละพื้นที่ได้
ผลกระทบยังอาจส่งผ่านมายังราคาสินค้าอาหารและค่าครองชีพ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรนำเข้าอาหารราว 1 ใน 4 จากภูมิภาคที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักจากเอลนีโญ โดยในช่วงเอลนีโญปี 2566-2567 ราคากาแฟที่นำเข้าจากบราซิลเพิ่มขึ้นร้อยละ 77 และราคาเมล็ดโกโก้จากไอวอรีโคสต์ เพิ่มขึ้นราว 2 เท่า
นักวิเคราะห์จากหน่วยงานด้านพลังงานและภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร ประเมินว่า เอลนีโญระลอกใหม่นี้ จะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบภูมิอากาศ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว และอาจผลักดันให้ปี 2570 เป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
อ่านข่าว :
ส่ง 2 ลูกเรือลินคอล์นกักบริเวณบนเรือ หลังเมาทะเลาะวิวาทกลางพัทยา
ขีดเส้น "โฮมสเตย์รุกทะเลสาบสงขลา" รื้อถอนก่อนสิ้นเดือน ก.ย.นี้
"บอร์ดดาตาเซนเตอร์" ขีดเส้นวางกรอบกำกับดูแล "ดาตาเซนเตอร์" ภายใน 1 เดือน
