วันนี้ (4 ส.ค.2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาฆาตกรรมต่อเนื่อง 5 ศพ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ "ป๋อง" และตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่
ผบ.ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลัง เริ่มตั้งแต่การสอบสวนเบื้องต้น การขยายผลติดตามหาชาวต่างชาติที่เสียชีวิต ตลอดจนการสืบสวนย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า บุคคลที่เคยพ้นโทษออกมาแล้ว ยังมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมชั่วร้ายเช่นนี้ ไม่ควรจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามขั้นตอนอย่างรัดกุม
ปัจจุบันผู้ต้องหาทั้ง 4 คน อยู่ในอำนาจการฝากขังของศาล ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จนนำไปสู่การค้นพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมรวมเป็น 5 ศพ
ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในประเด็นรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ มูลเหตุจูงใจหรือกรณีที่มีบุคคลสูญหายเพิ่มเติมก่อนหน้านี้ ยินดีรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน โดยสั่งการไปยัง รอง ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ให้เร่งสืบสวนขยายผล และรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความรัดกุมที่สุด
สั่งสอบด่วนปมพยานแฉ "ป๋อง" เป็นสายตำรวจ
กรณีพยานออกมาเปิดเผยว่า ป๋องเคยทำงานเป็นสายลับหรือ "สาย" ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ตนได้รับทราบข้อมูลจากการติดตามข่าวสารเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา และสั่งการทันทีให้ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เข้าไปอำนวยความสะดวกในการรับคำร้องทุกข์ จากผู้ให้ข้อมูลเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินคดี แม้เหตุการณ์จะเกิดในพื้นที่อื่นก็ตาม
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า เป็นการระบุพฤติการณ์ย้อนหลังไปประมาณ 10 ปี คือในช่วงปี 2556-2559 ในพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ ซึ่งขณะนี้สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เร่งตรวจสอบว่ามีตำรวจนายใดเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีการว่าจ้างกลุ่มบุคคลดังกล่าวหรือไม่
ผบ.ตร. ยืนยันว่า หากพบพยานหลักฐานชัดเจน จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดโดยไม่ปกป้องใคร ทั้งนี้ หากพบว่าตำรวจนายดังกล่าวเกษียณอายุราชการไปแล้ว แม้การดำเนินการทางวินัยจะมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2565 แต่ในทางคดีอาญานั้น ไม่มีการขาดอายุความอย่างแน่นอน และจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด
ชี้การใช้ "สายลับ" เป็นหลักสากล เตรียมเพิ่มมาตรการคัดกรองเข้ม
ผบ.ตร. อธิบายเพิ่มเติมถึงหลักการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรม และการรักษาความมั่นคงตามหลักสากลทั่วโลก การใช้ "สายลับ" เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและวางแผนการทำงานถือเป็น "เรื่องปกติ" ของการสืบสวน
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงหลักการนี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงเคสของป๋องแต่อย่างใด เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ป๋องเคยเป็นสายข่าวให้ใคร และเป็นจริงหรือไม่
อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางระดับผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการหารือกันถึงแนวทางการกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เกี่ยวกับการคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่จะนำมาใช้เป็นสายข่าว เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด และเน้นย้ำว่าตำรวจพร้อมรับฟังข้อติชม และนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับปรุงแก้ไขการทำงาน เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
ยันลบประวัติอาชญากรรมเองไม่ได้ ต้องมีคำสั่งศาล
สำหรับกระแสข่าวเรื่องประโยชน์ต่างตอบแทน ในการช่วยเหลือลบประวัติอาชญากรรมให้แก่สายลับนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่สามารถทำได้โดยลำพังอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรทั้งหมด ถูกจัดเก็บในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลาง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน
ผบ.ตร. ย้ำว่า การเข้าถึงรหัส เพื่อแก้ไขหรือลบข้อมูลประวัติอาชญากรรมลอย ๆ นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยกระบวนการถอนหรือลบประวัติอาชญากร จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านการพิจารณาของ "คณะกรรมการ" อย่างเป็นทางการ และต้องเป็นไปตามเงื่อนไข กฎระเบียบ หรือคำสั่งของศาลเท่านั้น เช่น ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง
ดังนั้น การกระทำความดีหรือการช่วยงานตำรวจ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการลบล้างประวัติการกระทำความผิดได้ และหากพบว่าใครทำผิด ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือข้าราชการตำรวจ ก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น
อ่านข่าว :
เกาหลีเหนือแนะกิน "ซุปเนื้อสุนัข" สู้คลื่นความร้อน ย้ำเป็นอาหารบำรุงร่างกาย
“พริษฐ์” ยันพรรคประชาชนไม่เกี่ยวฮั้ว สว. เรียกร้อง กกต. ตรวจสอบเท่าเทียม
"สิริพงศ์" สั่งปิด API ทุกระบบ หลังข้อมูลผู้ครอบครองรถยนต์หลุดว่อนเน็ต
