วันนี้ (12 ส.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในนาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยกรณีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญและเร่งขับเคลื่อนการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ หลังจากภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันนำข้อเสนอเข้าสู่กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ล่าสุดเริ่มเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ทั้งการจัดลำดับข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทันที และการปลดล็อกกฎระเบียบด้านการค้าและโลจิสติกส์ที่ภาคเอกชนผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในนาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
ทั้งนี้กกร. เห็นว่า แนวทางการทำงานของรัฐบาล ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่สามารถดำเนินการและสร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยเฉพาะการลดต้นทุน ลดขั้นตอน และลดอุปสรรคที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
จากความคืบหน้าล่าสุด ข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายลำดับรองของ กกร. จำนวน 58 เรื่อง ได้ถูกนำมาจัดลำดับเพื่อขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ โดยมี 11 เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะเร่งผลักดันเป็นลำดับแรก ขณะที่อีก 21 เรื่องสามารถดำเนินการได้แต่ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอีก 26 เรื่องจะศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบเชิงนโยบายเพิ่มเติม
หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนกฎหมายที่ได้รับการทบทวน แต่คือการทำให้ข้อเสนอและปัญหาที่ภาคธุรกิจสะท้อนถูกนำไปสู่การแก้ไขจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ ทั้งการลดขั้นตอน ลดต้นทุน ลดความไม่แน่นอนจากการตีความกฎระเบียบ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
กกร. ชูรัฐปลดล็อก 11 กฎธุรกิจ ลดต้นทุน–เพิ่มคล่องตัว ดันไทยฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค
โดยหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือ การเห็นชอบหลักการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ การนำผ่าน (Transit) และการถ่ายลำ (Transshipment) ให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องใช้ความหมายของคำว่า นำผ่าน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับกฎหมายศุลกากร ครอบคลุมทั้งการผ่านแดนและการถ่ายลำ พร้อมปรับมาตรการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง โดยการดำเนินการที่มีความเสี่ยงต่ำสามารถเปลี่ยนจากระบบ การอนุญาตเป็น การจดแจ้งตามแนวทาง Risk-based Regulation
การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการตีความ ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น เพิ่มความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายสินค้าผ่านท่าเรือและท่าอากาศยานของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็น ศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ของภูมิภาค
กกร. ชูรัฐปลดล็อก 11 กฎธุรกิจ ลดต้นทุน–เพิ่มคล่องตัว ดันไทยฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค
อีกหนึ่งความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม คือ การเห็นชอบหลักการปรับปรุงข้อกำหนดความสูงของรถบรรทุกที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต แบบ High Cube จากเดิมไม่เกิน 4.2 เมตร เป็น 4.6 เมตรจากพื้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานในระดับสากล ช่วยลดข้อจำกัดในการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ
กกร. มองว่า ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การปรับปรุงกฎระเบียบแม้เป็นรายละเอียดในทางปฏิบัติ แต่สามารถสร้างผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพและต้นทุนของภาคธุรกิจ หากสามารถขยายแนวทางดังกล่าวไปสู่กฎระเบียบด้านอื่นอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้กกร. จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ทั้งในการเสนอประเด็นที่เป็นอุปสรรค ร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไข และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายสามารถสร้างผลลัพธ์ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยได้จริง ซึ่งความสำเร็จของการปรับปรุงกฎหมายไม่ควรวัดเพียงจากจำนวนกฎหมายที่แก้ไข แต่ควรวัดจากต้นทุนและอุปสรรคที่ลดลง รวมถึงความรวดเร็วและความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
อ่านข่าว:
กกร.จี้ รัฐกวาดล้าง “สวมสิทธิ–พ่อทิพย์” หวั่นกระทบความมั่นคงเศรษฐกิจไทย
ลุยค้น 15 จุดหัวหิน ทลายเครือข่ายนอมินี ออกหมายจับต่างชาติ 45 ราย เสียหาย 300 ล้าน
เปิดเกมเศรษฐกิจนวัตกรรม เชื่อม IP นักลงทุน -ภาคธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มงานวิจัยไทย
