ส่องโครงสร้างกู้ภัยไทย น้ำท่วม-ดินสไลด์-แผ่นดินไหว-ไฟป่า "ใครทำอะไร" กันบ้าง

สังคม
13:03
จำนวนผู้ชม 46
Thai PBS
ส่องโครงสร้างกู้ภัยไทย น้ำท่วม-ดินสไลด์-แผ่นดินไหว-ไฟป่า "ใครทำอะไร" กันบ้าง

เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือสาธารณภัยร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ดินสไลด์ แผ่นดินไหว หรืออัคคีภัยขนาดใหญ่ การปฏิบัติงานกู้ภัยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้เป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

หากแต่เป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบ "ระบบบูรณาการ" ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 โดยมี "กระทรวงมหาดไทย" เป็นแกนหลักในการบัญชาการร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ไทยพีบีเอสออนไลน์ แบ่งบทบาทและภารกิจความรับผิดชอบออกเป็น 5 หมวดหมู่หลักเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน ดังนี้

1. กระทรวงมหาดไทย ศูนย์กลางสั่งการและกู้ภัยหลัก

กระทรวงมหาดไทยจะทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่และศูนย์กลางในการบริหารจัดการภัยพิบัติครอบคลุมทุกระดับ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
ทำหน้าที่เป็นกองอำนวยการกู้ภัยหลัก ประสานงานและสนับสนุนเครื่องจักรกลกู้ภัยขนาดใหญ่ เช่น เรือพลาสติก เครื่องสูบน้ำระยะไกล และรถยกสูงเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และกระจายสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินสู่ประชาชนอย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง

ในทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น กฎหมายได้กระจายอำนาจความรับผิดชอบให้แก่ผู้บริหารในแต่ละพื้นที่ ตาม แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปี 2564-2570 ดังนี้

ระดับท้องถิ่น นายกเทศมนตรี หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะเป็น "ผู้บัญชาการเหตุการณ์ด่านหน้า" มีหน้าที่นำรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ อปท. เข้าช่วยเหลือระงับเหตุเบื้องต้น และสั่งอพยพประชาชนในเขตรับผิดชอบ

ระดับอำเภอ นายอำเภอ จะเข้ามาเป็นผู้บัญชาการเมื่อภัยพิบัติขยายวงกว้างเกินขีดความสามารถของท้องถิ่นเดียว โดยมีอำนาจระดมกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และประสานงานหน่วยงานระดับอำเภอ

ระดับจังหวัด "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ถือเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุดในพื้นที่ (Single Command) เมื่อประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ จะมีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ในเขตจังหวัดนั้นๆ ให้เข้าปฏิบัติการกู้ภัยทันที

ระดับชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาบัญชาการโดยตรงเมื่อเกิดภัยพิบัติระดับร้ายแรงมาก (Mega Disaster) ที่กระทบหลายจังหวัดและต้องใช้นโยบายระดับชาติเข้าแก้ไข

2. กระทรวงกลาโหม กู้ภัยมวลชนและความมั่นคง

กระทรวงกลาโหมส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่วิกฤต

กองทัพไทย (บก.ทท., ทบ., ทร., ทอ.)
กำลังหลักในการลงพื้นที่ประสบภัยร้ายแรง ส่งกำลังพลช่วยขนย้ายสิ่งของ วางกระสอบทรายกั้นน้ำ ใช้เฮลิคอปเตอร์อพยพผู้ป่วยหรือลำเลียงเสบียงอาหารเข้าสู่พื้นที่ตัดขาด ตลอดจนใช้เรือย่อยและเรือดันน้ำเพื่อเร่งการระบายน้ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของทุกเหล่าทัพ เพื่อเตรียมพร้อมยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น รถสะพานเครื่องสาย และชุดปฏิบัติการกู้ภัยพิเศษในการค้นหาผู้สูญหายในจุดอันตราย

3. การเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และทรัพยากรธรรมชาติ

การประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลัก ๆ จาก 3 กระทรวง

กรมอุตุนิยมวิทยา-กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เป็น "ผู้สนับสนุนข้อมูลวิชาการและการคาดการณ์" ทำหน้าที่วิเคราะห์สภาพอากาศ แผ่นดินไหว หรือระดับน้ำ แล้วส่งต่อข้อมูลภัยพิบัตินั้นให้ ปภ. เจ้าภาพหลักในการตัดสินใจว่าจะส่งข้อความเตือนภัยเรื่องอะไร ในพื้นที่ไหน และส่งเมื่อไหร่นำไปประเมินการเตือนภัย ผ่านระบบ Cell Broadcast ผ่าน กสทช. และผู้ให้บริการค่ายมือถือ ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข้อความ เข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

กรมชลประทาน-กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
บริหารจัดการน้ำ ผันน้ำ เปิด-ปิดประตูระบายน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อลดผลกระทบน้ำท่วม พร้อมทั้งประเมินปริมาณน้ำในเขื่อนและลำน้ำสายหลัก เพื่อวางแผนหน่วงน้ำ ชะลอน้ำ และแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำให้เตรียมรับมือล่วงหน้า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กรมทรัพยากรน้ำ และ กรมทรัพยากรธรณี ทำหน้าที่เฝ้าระวังเตือนภัยน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนสไลด์ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง พร้อมติดตั้งระบบเตือนภัยรอยแตกลื่นไถลตามเขาสูง ขณะที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รับผิดชอบภารกิจดับไฟป่า ลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง และจัดส่งเสบียงช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตป่าอนุรักษ์และพื้นที่ห่างไกล

4. สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคม

การฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นในการเปิดทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กรมทางหลวง/กรมทางหลวงชนบท-กระทรวงคมนาคม
นำเครื่องจักรกลหนักเข้าเปิดเส้นทางที่ถูกตัดขาด สร้างสะพานชั่วคราว (สะพานเบลีย์) และทำความสะอาดฉีดล้างดินโคลนออกจากเส้นทางหลังน้ำลด อีกทั้งยังเร่งสำรวจป้ายเตือนและติดตั้งทางเลี่ยงจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ขบวนขนส่งสิ่งของบรรเทาภัยและรถกู้ภัยสามารถเดินทางเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

กระทรวงพลังงาน
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ดำเนินการตัดกระแสไฟฟ้าในจุดเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และเร่งซ่อมแซมเสาไฟฟ้าที่ล้มหรือเสียหายให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว ตลอดจนระดมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เข้าสนับสนุนโรงพยาบาลและศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสามารถดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด

5. การช่วยเหลือและการฟื้นฟู

การดูแลสุขภาวะและสวัสดิการของประชาชนในระยะยาวดำเนินงานโดย 3 กระทรวงหลัก

กระทรวงสาธารณสุข
จัดชุดแพทย์สนามดูแลผู้เจ็บป่วย ประเมินสุขภาพจิตผู้ประสบภัยเพื่อป้องกันภาวะเครียด และเฝ้าระวังโรคติดต่อที่มากับน้ำ พร้อมทั้งแจกจ่ายเวชภัณฑ์ชุดปฐมพยาบาล ยาครีมทาป้องกันโรคฮ่องกงฟุต และจัดตั้งระบบเฝ้าระวังความสะอาดของน้ำดื่มน้ำใช้ในศูนย์พักพิงเพื่อป้องกันโรคระบาดทางเดินอาหาร

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแจกจ่ายถุงยังชีพ ตลอดจนจัดส่งนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเพื่อวางแผนเยียวยาจิตใจ จัดหาอาชีพเสริม และมอบเงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระยะฟื้นฟูหลังวิกฤต

กระทรวงแรงงาน
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์แรงงานและค่าประกันสังคมแก่ผู้ประสบภัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน ช่วยฝึกอาชีพใหม่และจัดหางานให้แก่ผู้ที่สูญเสียรายได้จากภัยพิบัติ

การบูรณาการจากหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ

นอกจากองค์กรสาธารณกุศลและมูลนิธิกู้ภัยเอกชนขนาดใหญ่ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เข้ามาช่วยด้านการค้นหา กู้ภัย และลำเลียงผู้ป่วยแล้ว ยังมีองค์กรภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ และสมาคมการค้าที่เข้ามาเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการสนับสนุนวัตถุดิบ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบการขนส่ง ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนรถบรรทุกขนส่งสิ่งของช่วยเหลือขนาดใหญ่ อาหารแห้ง น้ำดื่ม และอุปกรณ์ก่อสร้างชั่วคราว

โดยทุกภาคส่วนนี้ต้องลงทะเบียนและรายงานตัวต่อ "ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด" เพื่อรับมอบหมายพื้นที่ปฏิบัติการ ป้องกันปัญหาการกระจุกตัวของความช่วยเหลือในพื้นที่เข้าถึงง่าย และลดความซ้ำซ้อนในการจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์

ในส่วนของหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการ การสื่อสาร และกฎหมาย มีหน่วยงานสำคัญที่ต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาในพื้นที่ประสบภัย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่เข้ามากำกับดูแลและเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยอุทกภัยหรือประกันภัยทรัพย์สินให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) จะทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม วิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก และแบบจำลองการไหลของน้ำเพื่อการคาดการณ์ที่แม่นยำ

ควบคู่ไปกับ สำนักงาน กสทช. ที่ร่วมมือกับผู้ให้บริการค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการเร่งกู้คืนสัญญาณการสื่อสาร ลอดสายสัญญาณฉุกเฉิน และจัดส่งรถกระจายสัญญาณเสาเคลื่อนที่ (COW) เข้าพื้นที่วิกฤต เพื่อให้ระบบการสั่งการกู้ภัยและการติดต่อขอความช่วยเหลือของประชาชนไม่ถูกตัดขาด

อำนาจในภาวะฉุกเฉิน

สิ่งสำคัญที่ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานอีกอย่างคือ "อำนาจในภาวะฉุกเฉิน" เพื่อประโยชน์ในการรักษาชีวิตประชาชน โดยที่ "ผู้อำนวยการเหตุการณ์" จะมีอำนาจสั่งห้ามบุคคลเข้าพื้นที่อันตราย สั่งอพยพคนออกจากพื้นที่เสี่ยง สั่งปรับปรุงหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำหรือเสี่ยงพังทลาย รวมถึงอำนาจในการเกณฑ์ยานพาหนะ หรือเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ของเอกชนชั่วคราวเพื่อใช้เป็นพื้นที่กู้ภัย โดยรัฐจะต้องมีมาตรการชดเชยเยียวยาในภายหลัง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าระบบการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ไม่ได้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นระบบที่ให้ กระทรวงมหาดไทย โดย ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ถือพวงมาลัยสั่งการ และมีกระทรวง กรม กองต่าง ๆ เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อน เพื่อให้สวัสดิภาพและชีวิตของประชาชนได้รับการปกป้องอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดในยามวิกฤต

ที่มา : แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 - 2570, พระราชบัญญัติ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550