บทเรียนเนปาล-ทิเบต นักวิชาการเตือน "โลกร้อน" เสี่ยงดินถล่มเพิ่ม

ภัยพิบัติ
12:21
จำนวนผู้ชม 48
Thai PBS
บทเรียนเนปาล-ทิเบต นักวิชาการเตือน "โลกร้อน" เสี่ยงดินถล่มเพิ่ม

วันนี้ (28 ส.ค.2569) เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ชายแดนเนปาล-ทิเบต สร้างความตื่นตระหนกและจุดประเด็นคำถามสำคัญถึงปัจจัยเร่งจากภาวะโลกร้อน

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ธารน้ำแข็ง (Glacier) ทั่วโลกละลายรวดเร็วกว่าในอดีต พร้อมคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปีถัดไปมีแนวโน้มจะทำสถิติร้อนที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ภัยพิบัติลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นระยะ ๆ

ด้าน รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมถึงปัจจัยของ "ชั้นดินเยือกแข็ง" (Permafrost) ว่า โดยปกติชั้นดินนี้จะมีความแข็งแกร่งมาก และมีการละลายเพียงไม่กี่เมตรบริเวณผิวดินตามฤดูกาล ก่อนจะกลับมาแข็งตัวอีกครั้งในฤดูหนาว

แต่เมื่อวิกฤตโลกร้อนทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าจุดเยือกแข็งได้ขยับร่นขึ้นไปบนพื้นที่สูงของภูเขามากขึ้น ส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็งละลายตัวลึกขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังถล่มของมวลดินอย่างมหาศาล

ทธ.เตือนไทยเสี่ยง "Rain Bomb" เฝ้าระวัง 54 จังหวัด

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีธารน้ำแข็งเหมือนพื้นที่เนปาล แต่กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) ประเมินว่า ไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจก่อให้เกิดสถานการณ์รุนแรงในลักษณะใกล้เคียงกันได้

โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักสะสมในระยะเวลาอันสั้น หรือ "Rain Bomb" ซึ่งส่งผลให้ชั้นดินอุ้มน้ำจนถึงจุดอิ่มตัว ความมั่นคงของโครงสร้างดินจะลดลงอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่เหตุการณ์ดินพังถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และโคลนถล่มฉับพลัน ดังเช่นตัวอย่างกรณีศึกษาในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน ที่เคยมีปริมาณฝนตกสูงถึง 300 มิลลิเมตรภายในคืนเดียว

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มกระจายตัวอยู่ใน 54 จังหวัด ซึ่งมีระดับความเสี่ยงตั้งแต่ระดับต่ำ ปานกลาง ไปจนถึงระดับสูง โดยกรมทรัพยากรธรณีได้เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของมวลดินในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง เพื่อเฝ้าระวังและจับสัญญาณความผิดปกติ เช่น การเอียงเทของชั้นดิน หรือการเคลื่อนตัวของมวลสาร ก่อนส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ในระยะต่อไปยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการพัฒนา API Model เพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัดต่าง ๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นักวิชาการจี้รัฐยกระดับเตือนภัย สร้างความเชื่อมั่น ปชช.

จากสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเป็นประจำทุกปี นายไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา ได้แสดงความห่วงใยต่อระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ โดยมองว่าแม้ไทยจะมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง แต่ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นต่อระบบการเตือนภัยของภาครัฐ

นักวิชาการย้ำเตือนร่วมกันว่า หัวใจสำคัญของการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติคือ "ระบบเตือนภัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และแจ้งล่วงหน้าได้อย่างเพียงพอ" ซึ่งภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

แม้ว่าประเทศไทยจะเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตภัยพิบัติในพื้นที่ จ.น่าน มาก็ตาม แต่หากทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการรับมือและวางระบบเตือนภัยอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดผลกระทบและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าว :

พณ.ดันขายข้าวจีนเพิ่ม 6 หมื่นตัน เร่งแก้สัญญาหลัง ครม.ไฟเขียว

นายกฯ เผยเคาะชื่อ "เสธ.ปูด้วง" นั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่

ผบช.ภ.9 ยันพร้อมดูแลความปลอดภัย ครม.สัญจร จ.สงขลา