การนำเด็กมาเรียนรวมกันในห้องเดียวแต่แยกเรียนคนละมุมห้อง โดยอาศัยระบบ DLIT หรือ การศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการสอน เป็นวิธีการจัดการเรียนของโรงเรียนบ้านแม่เลา ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับจัดสรรตำแหน่งครูเพียง 2 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียนที่มีเพียง 12 คน
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
โรงเรียนบ้านแม่เลาก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ในอดีตมีนักเรียนจำนวนเกือบร้อยคน แต่ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เพราะชาวบ้านออกไปทำงานต่างถิ่น ขณะที่อัตราการเกิดในชุมชนต่ำมาก ล่าสุดมีนักเรียนรวม 12 คน อยู่ชั้นอนุบาล 2 จำนวน 4 คน อนุบาล 3 จำนวน 3 คน ส่วนช่วงชั้นประถมศึกษามี 5 คน อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 คน ประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 2 คน และ ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 คน ส่วนบุคลากรนอกจากครู 2 คน ยังมีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน ธุรการ 1 คน และ ภารโรง 1 คน
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
จำนวนนักเรียนที่มีไม่ถึง 20 คน ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ เป็นหนึ่งในเป้าหมายการควบรวมโรงเรียน และ นำเด็กไปเรียนที่โรงเรียนป่าแป๋วิทยา ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร
เสาร์น้อย สายปัด ผู้ปกครองนักเรียน
เสาร์น้อย สายปัด ผู้ปกครองนักเรียนเล่าว่าเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านแม่เลา และ จบ ป.6 เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ในขณะนั้นมีนักเรียนรวมกว่า 50 คน แต่ปัจจุบันนักเรียนน้อยลงมาก จนมีการเสนอแนวทางในควบรวมโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน แต่สิ่งที่ผู้ปกครองกังวล คือ การเดินทางไป-กลับโรงเรียน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักเกิดภัยพิบัติ ดินสไลด์ และ น้ำป่าไหลหลาก นอกจากนี้การเดินทางเป็นระยะทางไกลยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
กังวลที่สุดก็คือ โรงเรียนที่ต้องไปควบรวมอยู่ไกล การเดินทางลำบาก ในหน้าฝน เหตุดินสไลด์ ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่อย่างนี้ไปก่อน เด็กน้อยก็จริง แต่ความปลอดภัยเยอะกว่าครับ
วาสนา หงษ์ฟ้า ผู้ปกครองนักเรียน
วาสนา หงษ์ฟ้า ผู้ปกครองอีกหนึ่งคนเล่าว่าเธอมีลูกแฝด 2 คน เรียนที่โรงเรียนบ้านแม่เลา ทุกวันนี้ให้เงินค่าขนมลูก คนละ 10 บาท คิดเป็นเงินสัปดาห์ละ 200 บาท หากต้องย้ายไปเรียนที่อื่น คงต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าภาครัฐจะอุดหนุนค่าเดินทาง และ ประกันภัยอุบัติเหตุ แต่ก็ยังคงกังวลเพราะตลอดเส้นทางเป็นจุดเสี่ยงน้ำป่า และ ดินสไลด์ ที่สำคัญโรงเรียนแห่งนี้มีคุณค่าทางจิตใจ ชาวบ้านต่างเป็นศิษย์เก่าที่มีความผูกพัน และไม่อยากให้โรงเรียนถูกยุบ
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
ถ้าถามว่าน้อยใจไหม มันก็มีบ้าง เพราะว่าโรงเรียนเล็กๆ การสนับสนุนจะไม่ค่อยมี เราก็อยากให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของโรงเรียนเล็กๆ บ้าง อย่างน้อยควรมีสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ เพราะตอนนี้ยังไม่เพียงพอ ชาวบ้านในชุมชนก็ช่วยเยอะ ทั้งระดมทุน และ บริจาคสื่อการสอน ก็อยากให้มีโรงเรียนในชุมชนต่อไปให้นานที่สุด
บุณยาพร ต่างใจ ครูโรงเรียนบ้านแม่เลา
บุณยาพร ต่างใจ ครูโรงเรียนบ้านแม่เลา เปิดเผยว่าในอดีตโรงเรียนเคยมีนักเรียนเกือบร้อยคน แต่อัตราการเกิดในชุมชนต่ำมาก รวมถึงผู้ปกครองย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างถิ่น และ นำลูกไปเรียนที่โรงเรียนอื่นๆ การควบรวมโรงเรียน จึงเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็ก เพราะจะทำให้มีครูครบชั้น เด็กๆ ได้เจอเพื่อนที่หลากหลายขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่กลุ่มเล็กๆ มีสภาพแวดล้อมทางสังคมกว้างขึ้น ได้รับประโยชน์สูงสุดด้านการจัดการเรียนการสอน แต่สิ่งที่ต้องคำนึง คือ การเดินทางและความปลอดภัย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางบนดอยสูงมาก ทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และ ค่าจ้างคนขับรถ
ในส่วนของคุณครูหากว่าต้องไปควบรวม ก็มีความพร้อม เพราะว่าเราก็จะมีการจัดการเรื่องของพัสดุ หรือ การเงินต่างๆ ให้เคลียร์ที่สุด สื่อ และ อุปกรณ์ เราก็จะพร้อมที่จะยกไปที่โรงเรียนใหม่ได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้ปกครองเป็นหลัก
ทองคำ ทาปัญญา ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่เลา
ทองคำ ทาปัญญา ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่เลาเล่าว่า จำนวนเด็กในพื้นที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ในอดีตแต่ละครอบครัว มีลูก 4–5 คน แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 1–2 คน จนทำให้จำนวนนักเรียนน้อยลงมาก และคาดว่าเด็กชุดปัจจุบันอาจเป็นรุ่นสุดท้าย แต่ชาวบ้านและผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับการยุบโรงเรียน เพราะสร้างภาระหลายอย่าง
ถนนหนทางมันลำบากครับ เวลาเดินทางอาจต้องมารวมที่ศาลาประชาคม และจากที่นี่ไปที่โรงเรียน ก็เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ผู้ปกครองไม่อยากให้เดินทาง วันนี้ผู้ปกครองยังไม่พร้อมครับ
ตำบลป่าแป๋ ไม่ได้มีเฉพาะโรงเรียนบ้านแม่เลาที่เป็นเป้าหมายการควบรวมโรงเรียน แต่ก่อนหน้านี้ มีโรงเรียนอย่างน้อย 2 แห่งถูกยุบรวม ทำให้โรงเรียนถูกทิ้งร้าง และ ชาวบ้านต้องส่งลูกหลานไปเรียนนอกชุมชน
สุพัฒน์ ภูมิสมบัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแป๋วิทยา
สุพัฒน์ ภูมิสมบัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแป๋วิทยา โรงเรียนปลายทางซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ ป.1- ม.3 ระบุว่าการควบรวม ทำให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนมากขึ้น งบประมาณก็ได้รับจัดสรรเพิ่มขึ้น และทำการเรียนการสอนมีคุณภาพดีขึ้น แต่หากเด็กต้องมาพักนอนในหอพัก จำเป็นต้องจัดหาพื้นที่เพิ่ม เพราะหอพักที่มีอยู่ไม่เพียงพอ
ข้อจำกัดของเรา ณ ตอนนี้ หากเด็กมาเรียนกับเรา แล้วจะมาพักนอนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ จะมีปัญหาเรื่องหอพักของเรายังไม่เพียงพอ เพราะตอนนี้จำนวนนักเรียนที่พักนอนกับเรา มี 61 คนแล้ว จึงต้องขอสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงหอพัก โรงเรียนปลายทาง ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการรับนักเรียน หรือว่าจัดการเรียนการสอน เพียงแต่ว่าเราจะมีปัญหาแค่ที่พักอาศัยเท่านั้น
พรเทพ ดวงปันสิงห์ รองประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่าแม้สาเหตุของปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เกิดจากอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมาก ส่งผลให้จำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กน้อยลง
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
แต่ทางสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทยก็ยังไม่เห็นด้วยกับการบังคับยุบเลิกโรงเรียน แต่ควรต้องได้รับความยินยอมและผ่านความเห็นชอบจากชุมชนและคณะกรรมการสถานศึกษา หากชุมชนยังต้องการรักษาโรงเรียนไว้ รัฐไม่ควรบังคับ
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
สำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก นายพรเทพเห็นว่าโรงเรียนต้องมีผู้บริหารและครูประจำ ไม่เห็นด้วยกับการให้ผู้บริหาร 1 คนไปควบดูแลหลายโรงเรียน เพราะทำให้ประสิทธิภาพลดลง
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
นอกจากนี้ ภาครัฐยังควรจัดสรรงบประมาณแบบเหมาจ่าย เพื่อให้โรงเรียนนำไปบริหารจัดการเอง เช่น จ้างครูอัตราจ้างเพิ่ม ซึ่งช่วยฟื้นฟูคุณภาพโรงเรียนได้ สนับสนุนปัจจัย 4M ได้แก่ Man (คน/ครู/ผู้บริหาร), Money (เงิน/งบประมาณ), Material (วัสดุอุปกรณ์) และ Management (การบริหารจัดการ) พร้อมย้ำว่า สพฐ. ต้องรับฟังเสียงจากชุมชน และมุ่งเน้นการพัฒนา "ทุนมนุษย์" มากกว่าการคิดเชิงคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ถ้าเราใช้เรื่องของงบประมาณมาเป็นตัวจับ ใช้นโยบายอัตรากำลังภาครัฐ ตัดคน ตัดเงินลงเรื่อยๆ ไม่คำนึงถึงโรงเรียนขนาดเล็ก จะทำให้คุณภาพการจัดการศึกษาของเราด้อยลง ดูต่างประเทศอย่างเช่น ญี่ปุ่น แม้จะมีเด็ก 2 - 3 คน เขายังต้องมีครู มีผู้บริหาร ไปบริหารจัดการสิ่งที่เรียกว่าทุนมนุษย์
เสียงสะท้อนจากดอยสูง กับนโยบาย 'ควบรวมโรงเรียน'
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะคิดเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หรือ เรื่องของเงินเป็นตัวตั้งไม่ได้ เราต้องมีความอดทน ใช้การบริหารจัดการที่ดีและมีคุณภาพ ไม่ทำร้ายชุมชน นโยบายควบรวม หรือ ยุบเลิกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการเคยทำมาแล้ว มีการประชาพิจารณ์ให้โรงเรียนขนาดเล็กควบรวม หรือ ยุบเลิก แล้วจะให้โน่น ให้นี่ ให้ค่ายานพาหนะกับผู้ปกครอง แต่ผ่านไป 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ตัดงบตรงนี้ไป มันทำให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการใช้ไม่ได้ผล ผู้ปกครองไม่มั่นใจนโยบายของภาครัฐ
มีรายงานว่า ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณด้านการศึกษาฯ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เสนอแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ระยะ 5 ปี ปีการศึกษา 2569 - 2573 โดยโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน มีจำนวน 16,219 แห่ง ในจำนวนนี้ มีโรงเรียนที่อยู่ในแผนจะบริหารจัดการแบบควบรวม ในระยะ 5 ปี จำนวน 5,813 แห่ง และ ได้ตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 4,050 ล้านบาท สำหรับเป็น ค่าพาหนะรับส่งนักเรียน ค่าประกันการเดินทาง ค่าอาหารเช้า และ ค่าปรับปรุงซ่อมแซม/ครุภัณฑ์ในโรงเรียนหลัก
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
