"โรคประจำถิ่น" หมายถึงอะไร แล้วโควิด-19 วันนี้ต้องกังวลแค่ไหน?

สังคม
09:30
จำนวนผู้ชม 32
Thai PBS
"โรคประจำถิ่น" หมายถึงอะไร แล้วโควิด-19 วันนี้ต้องกังวลแค่ไหน?

เมื่อพูดถึง "โรคประจำถิ่น" หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง หรือไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงว่าโควิด-19 เข้าสู่ระยะโรคประจำถิ่นแล้ว จึงอาจเกิดคำถามว่า หากโรคกลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว เราสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้ออีกหรือไม่

กรณีโควิด-19 จึงเป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพของคำว่า "โรคประจำถิ่น" ได้ชัดเจนขึ้น เพราะแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนจากช่วงการระบาดใหญ่ แต่เชื้อยังคงหมุนเวียนอยู่ในประชากร และยังสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อและอาการป่วยได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง

แล้ว "โรคประจำถิ่น" จริง ๆ หมายถึงอะไร แตกต่างจาก "โรคระบาด" อย่างไร และการที่โควิด-19 อยู่ในสถานะโรคประจำถิ่นหมายความว่าอย่างไร ชวนทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

โรคประจำถิ่น หรือ Endemic หมายถึงอะไร

โรคประจำถิ่น หรือ Endemic ในทางระบาดวิทยา คือ โรคที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่หรือประชากรกลุ่มหนึ่ง โดยการเกิดโรคอยู่ในระดับหรือรูปแบบที่สามารถคาดการณ์ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีลักษณะการเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามฤดูกาลหรือปัจจัยอื่น ๆ

โรคประจำถิ่นอาจมีผู้ป่วยจำนวนมากหรือน้อย และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น การที่โรคหนึ่งถูกจัดอยู่ในภาวะโรคประจำถิ่น ไม่ได้หมายความว่าโรคนั้นปลอดภัยแล้ว หรือประชาชนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง

โรคระบาด กับ โรคประจำถิ่น แตกต่างอย่างไร

ทางระบาดวิทยาให้นิยามระยะการระบาดของโรคเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย​

1. การระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) เป็นการระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการกระจายของเชื้อโรคได้ง่ายระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และมีการแพร่กระจายในทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้ามพรมแดนระบาดหลายประเทศข้ามทวีป จนมีผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งสาธารณสุขและสังคม​

2. โรคประจำถิ่น (Endemic) คือการที่มีโรคปรากฏหรือระบาดในพื้นที่ แต่อาจจำกัดในเชิงพื้นที่ภูมิศาสตร์หรือการกระจายและการเพิ่มขึ้น ในจำนวนที่สามารถคาดการณ์ได้​

3. โรคระบาด (Epidemic) การที่โรคแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางหรือภาวการณ์เกิดโรคผิดปกติ หรือมากกว่าที่เคยเป็นมา​

ดังนั้น ทั้ง 3 คำไม่ได้หมายถึง "โรคที่รุนแรงมาก-ปานกลาง-น้อย" แต่เป็นคำที่ใช้อธิบาย ลักษณะและรูปแบบของการเกิดและการแพร่กระจายของโรค

ตัวอย่างโรคประจำถิ่นในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีโรคติดเชื้อหลายชนิดที่พบอย่างต่อเนื่อง และมีรูปแบบการเกิดแตกต่างกันไป เช่น

ไข้เลือดออก: พบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี และมักจะพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน

ไข้มาลาเรีย: พบมากกว่าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าและแนวชายแดน

ไข้หวัดใหญ่: พบได้ตลอดปี และมักมีช่วงที่การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไป แต่หมายถึงโรคยังคงอยู่ และมีรูปแบบการเกิดที่สามารถเฝ้าระวังและคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

แล้วโควิด-19 อยู่ในระยะ "โรคประจำถิ่น" อย่างไร

โควิด-19 เป็นอีกหนึ่งโรคที่ปัจจุบันถูกกล่าวถึงในบริบทของโรคประจำถิ่น หลังสถานการณ์เปลี่ยนผ่านจากการระบาดใหญ่ทั่วโลก

ข้อมูลสถานการณ์ที่กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ระบุว่า โควิด-19 ยังคงพบผู้ป่วยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเชื้อยังคงหมุนเวียนอยู่ในประชากร และสามารถพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ การเป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่าโควิด-19 จะมีรูปแบบการระบาดเหมือนเดิมทุกปี หรือมีฤดูกาลที่แน่นอนแล้ว

โควิด-19 ยังไม่มีฤดูกาลระบาดที่ชัดเจน

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า ว่า ตัวอย่างของโรคประจำถิ่นที่พบ เช่น ไข้เลือดออก หรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะระบาดขึ้นมาได้เป็นครั้งคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือ ณ ตอนนี้เรายังไม่เห็นภาพการระบาดตามฤดูกาล ที่ชัดเจนของโควิด-19

พร้อมยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมา พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางและรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก คาดว่าขณะนี้ตัวไวรัสอาจจะอยู่ในช่วงกำลังปรับตัวอยู่ อีกสักระยะหนึ่งเราจึงจะเห็นภาพการระบาดตามฤดูกาลที่ชัดเจนขึ้น

นอกเหนือจากฤดูกาลแล้ว โควิด-19 ยังมีเรื่องการกลายพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการระบาดด้วย บางครั้งการกลายพันธุ์ไม่ได้ตรงกับช่วงฤดูฝน จึงอาจเกิดการระบาดสูงสุด (Peak) นอกฤดูฝนได้ ดังนั้น ปัจจัยการระบาดของโควิด-19 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเชื้อไวรัสหรือฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการเดินทาง การรวมตัวของผู้คน และกิจกรรมทางสังคม ซึ่งต่างจากไวรัสชนิดอื่น ๆ ในบางประเด็น

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ปี 2569

แม้โควิด-19 จะอยู่ในสถานะของ "โรคประจำถิ่น" แต่สถานการณ์การติดเชื้อยังคงต้องเฝ้าระวัง

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ส.ค. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,691 คน เสียชีวิต 15 คน คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.02

ผู้ป่วยพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยอัตราป่วยสูงสุดอยู่ในกลุ่มเด็กอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 30–39 ปี และ 20–29 ปี ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่และ RSV ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้โควิด-19 จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับช่วงการระบาดใหญ่ แต่โรคยังคงเกิดขึ้นและจำเป็นต้องติดตามควบคู่ไปกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ

สายพันธุ์เปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าโรครุนแรงขึ้นเสมอไป

สำหรับสายพันธุ์โควิด-19 ที่เฝ้าระวังในประเทศไทย ข้อมูลปัจจุบันพบว่า โอมิครอนสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่พบ โดยพบ 524 คน หรือร้อยละ 50.14 และมีการพบต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568

อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบหลักฐานว่าสายพันธุ์ดังกล่าวทำให้เกิดโรครุนแรงเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป

ดังนั้น การพบสายพันธุ์ย่อยหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไม่ได้หมายความว่าโรคจะรุนแรงขึ้นทุกครั้ง สิ่งสำคัญคือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขและประเมินความเสี่ยงตามสถานการณ์จริง มากกว่ากังวลจากชื่อสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว

โรคประจำถิ่นแล้ว ต้องป้องกันตัวเองหรือไม่

คำตอบคือ ยังต้องป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาการโควิด-19 ที่พบในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป

หากมีอาการป่วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดการใกล้ชิดผู้อื่น และสังเกตอาการของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

สำหรับ กลุ่ม 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป

การป้องกันพื้นฐาน เช่น สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยหรืออยู่ในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และลดการใกล้ชิดผู้อื่นเมื่อป่วย ยังมีส่วนช่วยลดการแพร่เชื้อได้ หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ซึมลง หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์

ความจำเป็นและแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชากรส่วนใหญ่เคยติดเชื้อโดยธรรมชาติและเกิดพีกมาหลายรอบแล้ว ทำให้คนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานเกิดขึ้น และไวรัสมีการกลายพันธุ์จนความสามารถในการก่อโรครุนแรงน้อยลง

ด้วยสองเหตุผลนี้ ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนให้กับทุกคนเหมือนในสมัยก่อนจึงลดลง ปัจจุบันจึงมุ่งเน้นโฟกัสเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็น เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่มีโรคประจำตัว หรือกลุ่มที่ได้รับยากดภูมิ ปัจจุบันจึงปรับเป็นวัคซีนทางเลือกที่สามารถพิจารณาปรึกษาแพทย์และฉีดเป็นรายบุคคล

ขณะที่ พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ เสริมข้อมมูลในประเด็นนี้ว่า ขณะเดียวกัน เชื้อโควิด-19 ก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าสายพันธุ์ที่จะบรรจุในวัคซีนโควิด-19 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทุกปีเหมือนกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

แต่ด้วยความที่ปัจจุบันโรคนี้มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา มียารักษา และเรามีชุดตรวจคัดกรอง (ATK) ที่ทำให้รู้ผลเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าป่วยแล้วไปโรงพยาบาล แพทย์ก็จะจ่ายยาต้านไวรัส ทำให้ความต้องการรับวัคซีนในภาพรวมลดลง

"โรคประจำถิ่น" คือการอยู่ร่วมกับโรค ไม่ใช่การเลิกระวังโรค

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับคำว่า "โรคประจำถิ่น" ไม่ใช่ "โรคที่ไม่อันตราย" แต่คือ โรคที่ยังคงอยู่ในประชากร และมีรูปแบบการเกิดที่สามารถติดตามและคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

โควิด-19 จึงไม่ได้หายไปเพียงเพราะเข้าสู่โรคประจำถิ่น และการมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปสู่สถานการณ์การระบาดใหญ่เหมือนในอดีตโดยทันที

สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างมีข้อมูล ไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ละเลยการป้องกัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงที่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจแพร่กระจายได้ง่าย

เพราะ "โรคประจำถิ่น" ไม่ได้แปลว่าโรคหมดความสำคัญ แต่หมายถึงการเปลี่ยนจากการรับมือกับการระบาดครั้งใหญ่ ไปสู่การเฝ้าระวังและอยู่ร่วมกับโรคอย่างเหมาะสมในระยะยาว

อ้างอิงข้อมูล : แถลงสถานการณ์ "โควิด-19" โดยกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569, PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา

อ่านข่าว

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้ปมพยายามโจมตีเรือขนส่งสินค้า

กรมอุตุ เตือนฉบับ 1 ฝนหนักถึงหนักมาก 4–7 ก.ย. เหนือ-อีสาน เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

สภาพอากาศวันนี้ ทั่วไทยมีฝนฟ้าคะนอง เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ตกหนักบางแห่ง