"ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ

การเมือง
20:17
จำนวนผู้ชม 119
Thai PBS
"ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ

วันนี้ (5 ก.ย.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" เทปแรก กล่าวถึงแนวทางการปรับระบบราชการ ว่า ไม่อยากใช้คำว่า "ปฏิรูประบบราชการ" แต่เปลี่ยนเป็น "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ" เนื่องจากกระบวนการปฏิรูประบบราชการแต่ละครั้งเป็นภาพจำของความล้มเหลว มีเพียงการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษาวิจัย มีแต่นโยบายแนวทาง แต่ไม่ลงมือทำ

นายปกรณ์ ชี้ว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มสูงถึง 73% จากงบประมาณทั้งประเทศ มีงบลงทุนเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้ หากสามารถปรับลดงบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประจำลง และนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ประเทศจะไปได้ดีกว่านี้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ทุกรัฐบาลคิดมาตลอด แต่ยังไม่มีการลงมือทำ

ขณะเดียวกันหากไม่พัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ก็จะไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะพัฒนาประเทศในด้านอื่น ขณะที่ประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ จากการเป็นรัฐที่ควบคุมจำกัด กลายเป็นรัฐที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

นายปกรณ์ มองว่า มีอยู่ 3-4 ส่วน คือ การลดอัตรากำลัง รีดไขมันออก ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทำงานได้แล้ว งานบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน เช่นเดียวกับภาคเอกชนประเทศจีน มีการเดินหน้าใช้ AI ทดแทนแรงงานและสร้างงานใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ออกไป เพื่อสร้างรายได้ใหม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว จึงทำให้เห็นว่าไทยต้องเปลี่ยน ก่อนที่จะตามใครไม่ทัน

ส่วนที่ 2 คือกระบวนการทำงานของภาครัฐ ต้องลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพียงแต่ลดคน และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เทียบเท่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไป ผลที่จะได้คือจะใช้งบประมาณในส่วนรายจ่ายประจำน้อยลง และจะมีงบในการพัฒนาประเทศจาก 20% สู่ 30% และใช้เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วย

เรามีการวางโครงสร้างเรื่องการพัฒนาระบบราชการมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังไม่ได้รับการพัฒนา สิ่งที่ขาดหายไปคือการลงมือทำจริง แม้จะตั้งสำนักงาน ก.พ.ร.ขึ้นมา ก็ไม่มีการลดจำนวนคน และตำแหน่งที่เพิ่มไม่ใช่การเพิ่มตำแหน่งปฏิบัติการ แต่เพิ่มตำแหน่งผู้กำหนดนโยบาย ตำแหน่งบริหาร จนทำให้หลายหน่วยไม่มีผู้ปฏิบัติงาน แล้วจะเดินได้อย่างไร หัวโตตัวลีบ ไม่มีแรงเดิน

"ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ

"ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูประบบราชการสู่การเป็น Digital Government และจะต้องเป็น Open Government เป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ไม่มีทุจริต ทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้โกงไม่ได้ การเดินหน้าสู่ Digital Government คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ไม่ใช่การเพิ่มคนในการทดแทนงานบางอย่างที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้คนทำ เช่น การเดินหนังสือ เพราะมีระบบที่สามารถส่งตรงได้ ผ่านการใช้ Agentic AI วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำ ด้วยการเชื่อมฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้เป็น Digital Government เพราะฐานข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เชื่อมกัน และเปลี่ยนจากการสแกนภาพเก็บข้อมูลเป็น Machine-Readable format ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้

ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มีการลดจำนวนคน แล้วจะลดประสิทธิภาพในการทำงานนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า แต่ละงานไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่คิดอยู่บนพื้นฐานคือระบบราชการไทยจ้างแบบ One Size Fits All ซึ่งมีภารกิจของแต่ละคนทแตกต่างกัน การออกแบบระบบการจ้างจึงต้องแตกต่างกันไป อย่างครู แพทย์ ตำรวจ มีภาระงานตารางเวลาที่ไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยถูกออกแบบการจ้างงานของข้าราชการให้เหมือนกัน ไม่สอดรับกับความเป็นจริง

สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการคงอัตรากำลัง ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ถือเป็นอัตรากำลังสูงสุดเท่าที่จะมีได้ และหลังจากนี้จะค่อยๆ ทยอยลด โดยใช้สิ่งอื่นเข้ามาทดแทน ทั้งการใช้เทคโนโลยี หรือการจ้างงานรูปแบบอื่น ทดแทนการเป็นข้าราชการ

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีกระแสดรามายกเลิกการจ้างงานตำแหน่ง "บรรณารักษ์" ว่า บรรณารักษ์ เป็นวิชาชีพ ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิก แต่หากเกษียณจะไม่มีการบรรจุเพิ่มเป็นข้าราชการ แต่ใช้การจ้างด้วยวิธีอื่น ซึ่งบริบทของห้องสมุดต่างไปจากเดิมที่แต่ก่อนคนจะต้องวิ่งเข้าห้องสมุด แต่ปัจจุบันต้องนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้คนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางมา เพราะฉะนั้นจะต้องพัฒนาประสิทธิภาพของวิชาชีพว่าจะไปในทิศทางใด ไม่ใช่อยู่แบบเดิม

ส่วนการพัฒนาบริการของรัฐต่อประชาชนให้เป็นศูนย์ One Stop Service นั้น เดิมหน่วยงานใครหน่วยงานมัน ทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่จะต้องทำงานแบบ Cross-functional เพราะประชาชนจะมองว่ารัฐเป็นหนึ่งองคาพยพ หากไม่เชื่อมโยงกันจะกลายเป็นภาระกับประชาชน โดยรัฐมีหน้าที่เชื่อมฐานข้อมูลของรัฐเข้าด้วยกัน และเรามีกฎหมายการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการภาครัฐของทางราชการแล้ว หรือที่เรียกว่า Super License ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบระบบและอยู่ระหว่างการหารือของ ก.พ.ร. กับเอกชน ขณะเดียวกันก็พัฒนาระบบโดยให้มีช่องทางแบบ Fast Track นำเข้ามาอยู่ในระบบ จะลดช่องว่างการทุจริต

ขณะที่การเดินหน้าคัดกรองกฎหมายซ้ำซ้อน นายปกรณ์ กล่าวว่า อยู่ในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งในหมู่นักกฎหมายมีอยู่ 1 คำพูดติดปากคือ "นางฟ้าอยู่ในหลัก ซาตานอยู่ในรายละเอียด" โดย "นางฟ้า" คือ พ.ร.บ. ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพคนที่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก ขณะนี้เรามีกฎหมายลูกคือการกำหนดกฎเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการดำรงชีวิตของคน ประมาณ 7,600 ฉบับ จะต้องลดจำนวนลงให้ได้ โดยต้องดูที่กฎหมายลำดับรอง และหากเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข จะต้องนำออกมารับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมาย และเมื่อผ่านจะนำเข้าสู่ กรอ. ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนที่ประสบภัยโดยตรง และ ครม.เพื่ออนุมัติหลักการ

นายปกรณ์ ระบุอีกว่า สำหรับตัวชี้วัดว่าสิ่งที่ทำมาถูกทางหรือประสบความสำเร็จนั้น ระยะเวลาการให้บริการของหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็น KPI ที่ชัดเจน ในแต่ละกระบวนงาน KPI ที่กำหนดใหม่ หลังจากที่กฎหมายอำนวยความสะดวกมีผลใช้บังคับ ระยะเวลาในแต่ละเรื่องจะต้องลดลงไม่น้อยกว่า 20-30% พร้อมย้ำว่า ต้องการรีแบรนด์ใหม่สู่การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ แต่ปัจจุบันยังสลัดภาพนี้ไม่หลุด หรือง่ายๆ ว่าต้องเปลี่ยนระบบราชการจากการบริหารตามแท่งที่ยังคงล้างไม่ออก

อ่านข่าว :

มท.4 แจงปม IP Address เดียวโผล่สมัครสอบท้องถิ่นหลายคน ขออย่าด่วนโยงทุจริต

คลังปรับเกณฑ์ "ไทยเที่ยวไทยพลัส - โซลาร์ครัวเรือน" คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้

มหาดไทยเนรเทศ "ชายชาวอิสราเอล" พ้นประเทศ มีพฤติกรรมข่มขู่คนไทย​