วันนี้ (14 ก.ย.2569) ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. มีผู้ถูกร้อง 427 คน มีมติส่งศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญา 77 คน โดยในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเนวิน ชิดชอบ ไม่มีมติส่งศาลฏีกาฯ
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติ และได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีไม่ส่งฟ้อง กก.บห.พรรคภูมิใจไทย ว่า ขออธิบายข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งกรณีนี้เป็นมติ กกต.เสียงข้างมาก โดยข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นความปรากฏ และ กกต.สั่งให้รับเรื่องทำการไต่สวน ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 187-206 และ 228 คือนายเนวิน จากสำนวนการไต่สวนถูกกล่าวหาว่าได้ช่วยเหลือ สว.140 คน ซึ่งมีชื่ออยู่ในโพย และได้ลำดับต้น ๆ
สำนวนนี้มีพยานหลักฐาน และนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท กล่าวอ้างว่า กลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด แต่พยานสำคัญ พยานรหัสที่ 16/26 อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์ 4 เหตุการณ์ โดยเหตุการณ์แรก กลุ่ม กก.บห. นำโดย นายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมวางแผนฮั้ว สว. โดยศึกษาระเบียบกฎหมาย คิดค้นโปรแกรมคำนวณสูตรเลือก สว. พยานอ้างว่าทราบจากเพื่อน สส. และ กก.บห.พรรคภูมิใจไทย
และอ้างว่า เหตุการณ์ที่ 2 ช่วงเลือก สว. วันที่ 16-26 มิ.ย.2567 โดยมีการประชุม กก.บห.พรรคภูมิใจไทย ที่ทำการพรรค ที่ กทม. โดยนายภราดร และไชยชนก ชิดชอบ เป็นผู้บรรยายหลัก รวมทั้งกลุ่ม กก.บห. และ สส.พรรค อีกทั้งมีนายเนวิน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ซึ่งพยานคนดังกล่าวอ้างว่าตนเข้าร่วมประชุมด้วย
เหตุการณ์ที่ 3 วันที่ 24 มิ.ย.2567 ก่อนเลือกระดับประเทศ พยานรหัสที่ 16/26 กับพวก ได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อทำโพยฮั้วกัน รวมทั้งมีนางสุขสมรวย วันทนียกุล พร้อมนักศึกษาผู้ช่วย มาติวเรื่องการทำโพย
เหตุการณ์ที่ 4 หลังการเลือก สว.ระดับประเทศ พยานรหัสที่ 16/26 นำ สว.สายของตน ไปรับมอบนโยบายจากนายเนวิน ที่โรงแรมพูลแมน กทม. ซึ่งผู้ถูกร้องทุกคนได้ชี้แจงเป็นหนังสือปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด
"ณรงค์" แจงยิบ เหตุไม่สั่งฟ้อง 21 กก.บห.ภูมิใจไทย-เนวิน ปมฮั้ว สว.
นายณรงค์ กล่าวว่า เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ซึ่งความเห็นของตนเอง ได้วินิจฉัยว่า กรณีนี้เป็นการเลือก สว.ในระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 และ กกต.ประกาศผลการเลือก สว. และบัญชีสำรอง เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2567 จากนั้นมีการร้องเรียนการเลือก สว.ไม่ชอบเป็นจำนวนมาก ซึ่ง กกต.มีมติไปแล้วหลายเรื่อง
ส่วนคดีนี้ การประชุม กกต.เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2568 ได้รับทราบกรณีดีเอสไอ มีหนังสือที่ ยธ.0824/4754 ลงวันที่ 25 ก.ย.2567 แจ้งรับเรื่องไว้สอบสวนกรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรม ให้สอบสวนกรณีการเลือก สว.ที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมฯ จำนวน 3 คำร้อง ซึ่งสำนักงาน กกต.เห็นว่ามีมูลและมีพฤติการณ์ มีการฝ่าฝืนตามมาตร 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 70 มาตรา 79 มาตรา 81 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จึงเสนอ กกต.ให้รับเรื่องเป็นความปรากฏ
จะเห็นว่าคนที่ถูกร้องจริง ๆ แต่แรกเป็นกลุ่มคนที่มีชื่อลำดับ 1-7 ของโพย ตอนนั้นมีผู้ถูกกล่าวหา 140 คน
ต่อมาวันที่ 10 มิ.ย.2568 กกต.ได้รับรายงานจากคณะชุดที่ 26 ว่ามีผู้กระทำความผิด ทั้งผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับประเทศ ผู้อื่น และผู้มีตำแหน่งสถานะบุคคลตามมาตรา 76 โดยเริ่มขอให้ กกต.รับเรื่องสอบ กก.บห.พรรค และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากคำร้องแต่แรก
ประเด็นสำคัญการแจ้งข้อกล่าวหานี้ เพราะพยานรหัสที่ 16/26, 21/22 และ 22/26 มาให้ถ้อยคำว่ากลุ่มคนทั้ง 21 คนร่วมกระทำความผิด ประเด็นที่ตนเองเห็น คือ เหตุการณ์การเลือก สว. และรับรองผล ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน เหตุใดพยานรหัส 16/26 ไม่เคยแจ้งเหตุ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ กกต.ว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด แต่มาให้ถ้อยคำต่อคณะ 26 เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 ล่วงเลยเวลาที่พยานอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์นาน 1 ปี
อีกทั้งพยานรหัส 16/26 เคยเป็นสมาชิก หรือ สส.ภูมิใจไทย ต่อมาทางพรรคมีมติให้พ้นจากพรรคภูมิใจไทย เพราะพยานรหัสนี้ถูกศาลจังหวัดขอนแก่น พิพากษาว่ากระทำความผิดฐานยักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.ขอนแก่น มูลค่าหลายร้อยล้านบาท จากนั้นพยานรหัสได้ไปสมัครสังกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งช่วงนั้นทั้งสองพรรคมีความขัดแย้ง ไม่ลงรอยทางการเมือง ต่อมาวันที่ 28 พ.ค.2568 พยานจึงมาให้ถ้อยคำ ยอมรับว่าร่วมกระทำความผิด และขอกันตนเองออกมาเป็นพยาน ซึ่งมีข้อน่าสงสัยว่าพยานมีเจตนาอย่างไร จึงต้องฟังด้วยความระมัดระวัง จะบอกว่ามีเหตุโกรธเคืองก็อาจฟังได้ไม่ถนัด
การวิเคราะห์พยานรหัสปากนี้ ที่อ้างว่าเหตุการณ์ที่ 1 และ 2 เกิดขึ้นที่พรรคภูมิใจไทย มีแต่พยานรหัส 16/26 เพียงคนเดียวที่ให้ถ้อยคำว่ามีเหตุการณ์ และในช่วงที่เกิดขึ้นไม่ได้ความว่าในการประชุมกลุ่มนี้มีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำตามคำกล่าวอ้าง รวมทั้งไม่มีหลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร ไม่มีเอกสาร วัตถุพยานโปรแกรมว่ามีลักษณะอย่างไร รวมถึงการตรวจสอบเส้นเงินก็ไม่พบ
พยานรหัสปากนี้ ไม่สามารถระบุได้เลยว่าใครได้รับเงินไปบ้าง หรือรับกันอย่างไร ก็คงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ
นอกจากพยานรหัสที่ 16/26 ข้อกล่าวหานี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ พยานที่ 21/26 และ 22/26 ทั้ง 2 คนปัจจุบันเป็น สว. ถือว่าเป็นพยานประกอบในสำนวน ซึ่งต้องดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยงหรือสอดคล้องกับพยานรหัสที่ 16/26 หรือไม่
พยานทั้งสอง ได้ให้ถ้อยคำหลังจากที่พยานรหัสที่ 16/26 ได้ให้ถ้อยคำ โดยระบุว่าอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่าจัดทำโพย จากการพยานที่ 16/26 ประสานให้ไป ในวันที่ 24 มิ.ย.2567 ได้ร่วมประชุมการจัดทำโพยด้วย และยืนยันว่าเป็นทีมของนางสุขสำรวย
"ณรงค์" แจงยิบ เหตุไม่สั่งฟ้อง 21 กก.บห.ภูมิใจไทย-เนวิน ปมฮั้ว สว.
พยานรหัสที่ 22/26 ให้ถ้อยคำว่า ได้รวมกลุ่มกับพยานรหัสที่ 16/26 และทราบว่ากลุ่มนี้ได้โควตา สว. 2 คน คือ ตนเอง (22/26) และพยานรหัสที่ 21/26 เมื่อกลับพิจารณาถ้อยคำรหัสที่ 16/26 พบว่าไม่มีถ้อยคำตอนใดที่กล่าวถึงพยานรหัส 22/26 ซึ่งอยู่ที่พะเยา ว่าอยู่ในทีมตนเอง และไม่ได้กล่าวถึงขบวนการที่ กก.บห.พรรค หรือผู้ถูกร้อง มีส่วนด้วย นอกจากนี้พยานคนนี้กลับยืนยันว่า ทีมของเขามีคนเดียว คือ พยานรหัสที่ 21/26 ซึ่งอยู่ที่ขอนแก่น จังหวัดเดียวกัน
"ความไม่สอดคล้องของพยานรหัสมันเกิดขึ้น ส่วนพยานรหัสที่ 22/26 ก็เหมือนกัน ไม่เคยกล่าวถึงว่ากลุ่มผู้ถูกร้องอยู่ในขบวนการ แต่ให้ถ้อยคำว่าเขาน่าจะได้เพราะมีการทำโพย แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำให้ อีกทั้งว่าอ้างว่าพยาน 16/26 เป็นคนส่งชื่อไป จะเห็นว่าไม่มีความสอดคล้องของพยานเลย โดยพยานทั้ง 3 ได้กลับคำให้การ ทั้งพฤติการณ์ผู้ถูกกล่าวหา เส้นเงิน เขาบอกว่าไม่เป็นความจริง พยานปากนี้หรือ 3 ปากไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก ผมว่าเขามาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก และพยานรหัส 16/26 เขาถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปีคดียักยอกทรัพย์ ถูกตัดสิทธิทางการเมืองคดีจริยธรรม ต้องดูว่าเขามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประเด็นความไม่สอดคล้องกัน และการตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาทุกคนไม่พบความผิดปกติ โทรศัพท์อาจจะมีการโทรหากัน แต่ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร"
ส่วนกรณีการประชุมที่โรงแรมหลังเลือก สว.แล้ว มีพยานกล่าวถึงว่าพบนายเนวินและนายอนุทิน แต่ไม่มีรายละเอียดว่าไปทำอะไรกัน ไม่มีหลักฐานชี้ว่าเขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 ซึ่งต้องดูหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก ส่วนตัวเชื่อว่า กกต.เสียงข้างมากจะใช้ดุลยพินิจและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน
อ่านข่าว :
กกต.มีมติคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน กก.บห.ภูมิใจไทยรอดหมด
