วันนี้ (21 ก.ย.2569) ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office: CIO) วิเคราะห์การลงทุนหลังความไม่แน่นอน ด้านนโยบายการเงินมีแนวโน้มลดลง หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) และประมาณการอัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot ไม่ได้ส่งสัญญาณเข้มงวดเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ส่งผลให้สามารถทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.1% และ Dow Jones ลดลง 1.7% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.7% จากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยี หลังบอนด์ยีลด์ปรับลดลงชั่วคราว สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจน มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวม ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัว
กรุงไทยชี้ Fed ลดแรงกดดัน แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคฯ จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 2.9 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 5% จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและฐานะการคลัง ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ลดลง 4.7 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 2.30% จากปัจจัยเฉพาะตัว ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 0.7% มาอยู่บริเวณ 4,379 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 103.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 0.2% และยังยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความเสี่ยงด้านพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางการจับตาบทบาทของจีน ในการเป็นตัวกลางเจรจา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
กรุงไทยชี้ Fed ลดแรงกดดัน แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคฯ จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าระดับเป็นกลางในระยะกลาง เน้นทยอยเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน และกระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมแนะนำให้หุ้นกลุ่ม Quality Growth หรือหุ้นเติบโตที่มีพื้นฐานและคุณภาพของกำไรแข็งแกร่ง เป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุนระยะยาว
ขณะที่หุ้นกลุ่ม High Beta หรือหุ้นที่ราคามีความอ่อนไหวต่อตลาดสูง เหมาะสำหรับการลงทุนในพอร์ตส่วนเพิ่ม โดยเน้น Technology และ Semiconductor ที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการใช้งาน AI และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล AI รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียเหนือ
กรุงไทยชี้ Fed ลดแรงกดดัน แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคฯ จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน
ทั้งนี้กรุงไทยมองเชิงบวกระยะสั้นต่อตลาดหุ้นจีน A-Shares ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนาม หลัง FTSE Russell ยกระดับสถานะสู่ Secondary Emerging Market พร้อมแนะนำกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Healthcare, Energy และทองคำ
หากราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลาย และบอนด์ยีลด์มีเสถียรภาพมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สามารถทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มเติบโตในช่วงที่ราคาปรับตัวลง เพื่อใช้เป็นจังหวะสะสมการลงทุน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน ในวันที่ 24 ก.ย.2569 เพื่อประเมินทิศทางการพักรบทางการค้า (Trade Truce) รวมถึงความคืบหน้าข้อตกลงด้านแร่หายาก (Rare Earths) และเทคโนโลยี AI ขณะที่วันที่ 23 ก.ย. จะมีการเปิดเผยดัชนี Flash PMI ของสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่วนวันที่ 25 ก.ย. ต้องติดตามตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทย
อ่านข่าว:
จับตา 4 ตัวแปรชี้ทิศทองคำ "เฟด–บอนด์ยีลด์–น้ำมัน–ซัมมิต ทรัมป์–สี จิ้นผิง"
จับตา 3 แบงก์กลางใหญ่ชี้ชะตาทองคำโลก ฮอร์มุซป่วน-เงินเฟ้อกดดันตลาด
“ทองคำ”วัดใจ 3 ปัจจัยระดับโลก“อิหร่าน-พันธบัตร-เฟด” ชี้ทิศทางราคารอบใหม่
