วันนี้ 21 ก.ย.2569 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า กรมชลประทานติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชน
ปัจจุบัน สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า กรมชลประทานจึงทยอยปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากปัจจุบัน 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นช่วง 1,000–1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ควบคู่กับการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน
การปรับการระบายน้ำ อาจทำให้ระดับน้ำริมแม่น้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในอำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ
กรมชลประทานระบุว่า ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบนช่วงวันที่ 19–20 กันยายน โดยหลายพื้นที่มีฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ล่าสุดจังหวัดกำแพงเพชรวัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร และจังหวัดพิษณุโลก 136 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่าในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำรวมร้อยละ 68 ของความจุ และสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
กรมชลประทานได้แจ้งแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด เตรียมความพร้อม พร้อมขอให้ประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วต่อไป
อ่านข่าว :
"เขื่อนเจ้าพระยา" ระบายน้ำ 1,000–1,300 ลบ.ม./วินาที ท้ายเขื่อนน้ำเพิ่ม 0.50-1.50 เมตร
ปภ.เตือน 10 จังหวัดภาคกลาง - กทม.เฝ้าระวังน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น
กรมชลฯ เตือน 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยารับมือน้ำเหนือ คาดท้ายเขื่อนสูง 1-1.5 เมตร
