วันนี้ (28 ต.ค.2569) จากการรวบรวมข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักของไทยพีบีเอสออนไลน์ ถึงสถานการณ์การตื่นตัวด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระดับพลเรือนในหลายประเทศทั่วโลก ที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์
จากกรณีที่หน่วยงานภาครัฐของหลายประเทศประกาศคำแนะนำเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน ให้ประชาชนทุกครัวเรือนจัดเตรียมเสบียงและสิ่งของจำเป็นเพื่อการดำรงชีพด้วยตนเองในยามฉุกเฉิน
ส่งผลให้เกิดข่าวลือเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดสงครามโลกครั้งใหม่กระจายไปทั่วโซเชียล อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับตัวรับมือกบ "ภัยคุกคามยุคใหม่" (Modern Threat Management) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงรุกที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นและการพึ่งพาตนเองในระดับชุมชน
อังกฤษคิกออฟ "Be Ready" โมเดลพึ่งตนเอง 72 ชม.แรก
ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลอังกฤษได้เปิดตัวโครงการระดับชาติภายใต้แคมเปญ "Be Ready" ผ่านเว็บไซต์ราชการอย่างเป็นทางการ Be ready for emergencies โดยมีเนื้อหาหลักระบุข้อเรียกร้องให้ประชาชนทุกครัวเรือนเตรียมความพร้อมจัดหากล่องยังชีพฉุกเฉิน (Emergency Kit)
ที่บรรจุอาหารแห้งที่ไม่เน่าเสีย ยารักษาโรคประจำตัว ไฟฉาย วิทยุระบบอนาล็อกหรือแบบมือหมุน รวมถึงน้ำดื่มบรรจุขวดในปริมาณอย่างน้อย 9 ลิตร/คน ซึ่งคำนวณจากเกณฑ์มาตรฐานความต้องการทางกายภาพพื้นฐาน โดยกำหนดระยะเวลาการพึ่งพาตนเองขั้นต่ำอยู่ที่ 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน
การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นเฉียบพลัน อาทิ เหตุการณ์พายุหมุนรุนแรงที่ตัดขาดระบบไฟฟ้าในวงกว้าง หรือการเกิดข้อขัดข้องทางเทคนิคในระบบเครือข่ายดิจิทัลสาธารณะ
กลุ่มนอร์ดิกอัปเดตคู่มือรับมือภัยไซเบอร์-โครงสร้างพื้นฐานล่ม
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศในภูมิภาคนอร์ดิก หรือยุโรปเหนือ ประกอบด้วย สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ได้ยกระดับมาตรการความมั่นคงภายในด้วยการจัดพิมพ์และแจกจ่ายคู่มือวิกฤตแห่งชาติฉบับอัปเดตล่าสุด "In Case of Crisis or War" ส่งตรงถึงตู้ไปรษณีย์ของประชาชนทุกบ้าน
โดยทางการฟินแลนด์ยังคงคำแนะนำพื้นฐานที่ 72 ชั่วโมง ในขณะที่สวีเดนและนอร์เวย์ได้ตัดสินใจปรับเพิ่มกรอบระยะเวลาความปลอดภัยขึ้นเป็น 1 สัปดาห์ หรือ 7 วันเต็ม เนื่องจากประเมินว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ของภาครัฐ
เนื้อหาในคู่มือนอร์ดิกฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ภัยทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักความสำคัญอย่างยิ่งยวดไปที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyberattacks) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซงและโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ระบบธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า ข้อมูลสาธารณสุข และห่วงโซ่อุปทานการขนส่งสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต
"ญี่ปุ่น" ลดภาระส่วนกลาง ส่งต่อความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
ทางด้านภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังอยู่ในกระบวนการบูรณาการหน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเตือนภัยพลเรือนในลักษณะเดียวกัน โดยเน้นย้ำความจำเป็นของการสำรองปัจจัย 4 สำหรับ 3-7 วัน ซึ่งข้อแนะนำของญี่ปุ่นจะผูกโยงเข้ากับภัยธรรมชาติเชิงโครงสร้าง เช่น แผ่นดินไหวรุนแรงในร่องลึกก้นสมุทรนันไก หรือภัยจากการปะทุของภูเขาไฟ
ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่า ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานส่วนกลางจำเป็นต้องทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดไปกับการระงับเหตุเฉพาะหน้า การดับเพลิง และการค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
การที่ประชาชนทั่วไปสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเสบียงของตนเองจึงถือเป็นการลดภาระเชิงระบบ และช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ทารก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงได้อย่างทันท่วงที
"ไทย" จำเป็นต้องเตรียมเสบียงตามโลกหรือไม่ ?
สำหรับประเทศไทย เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญที่มีห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่นสูง โอกาสขาดแคลนอาหารในวงกว้างอาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่ประเด็นที่คนไทยไม่ควรมองข้ามคือ "วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว" เช่น น้ำท่วมใหญ่หรือดินโคลนถล่มฉับพลันที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งภัยเหล่านี้สามารถตัดขาดไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ได้ทันที
การยึดเกณฑ์มาตรฐานสากล "72 ชั่วโมง" ด้วยการจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินประจำบ้าน เช่น น้ำดื่ม ปลากระป๋อง ยาสามัญ และไฟฉาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเพื่อพึ่งพาตนเองใน 3 วันแรกก่อนความช่วยเหลือจะเข้าถึง
นอกจากนี้ สิ่งที่คนไทยยุคสังคมไร้เงินสดต้องเพิ่มความระมัดระวังมากที่สุดคือ "ภัยคุกคามทางไซเบอร์" ที่อาจส่งผลให้ระบบโมบายแบงก์กิ้งหรือระบบสแกนจ่ายเงินล่มชั่วคราว
การปรับตัวรับมือภัยยุคใหม่ที่จับต้องได้ดีที่สุดสำหรับครัวเรือนไทยในตอนนี้ จึงไม่ใช่การตุนเสบียงปริมาณมหาศาล แต่คือการ "สำรองเงินสดติดบ้านไว้จำนวนหนึ่ง" ให้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายหมุนเวียนค่าน้ำคู่อาหารในยามฉุกเฉิน 3 วัน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างภูมิคุ้มกันตนเองที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังรณรงค์อยู่ในปัจจุบัน
โลกตื่นตัวรับ "ภัยคุกคามยุคใหม่" แนะ ปชช.เตรียมเสบียง 72 ชม.แรก
เกณฑ์สากล "72 ชั่วโมง" คือเรื่องปกติ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติระหว่างประเทศระบุว่า ตัวเลข "72 ชั่วโมง" หรือ "3 วัน" ไม่ใช่ตัวเลขใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อภัยสงคราม แต่เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลขั้นพื้นฐานที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติทั่วโลก รวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) และสภากาชาดสากล ใช้เป็นฐานข้อมูลการรณรงค์มานานหลายทศวรรษ
ความเปลี่ยนแปลงประการสำคัญในปัจจุบันคือ "บริบทของภัยคุกคาม" ที่เปลี่ยนผ่านจากภัยธรรมชาติรูปแบบเดิม ไปสู่ภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats) ที่การโจมตีทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถก่อให้เกิดความระส่ำระสายในสังคมเมืองหลวงได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การที่หลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกันในช่วงเวลานี้ จึงเป็นยุทธวิธีสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม (Social Resilience) เพื่อลดความตื่นตระหนก และเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความพร้อมรับมืออย่างมีสติและเป็นระบบตามหลักการสากล
อ่านข่าว :
คุม "ชัยรัตน์" แอดมิน Godd Dam ค้นห้องพักย่านบางเขน - ฝากขัง 29 ต.ค.
