สองแม่ลูกชาว จ.เชียงใหม่ เข้าเจรจาหาทางออกร่วมกับเจ้าหนี้ภายใน "ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท" สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยทำหน้าที่เป็นคนกลาง
พิษเศรษฐกิจ! ชาวเชียงใหม่แบกหนี้ พึ่ง "ศูนย์ไกล่เกลี่ยบังคับคดี" เจรจาเจ้าหนี้
ลูกหนี้รายนี้เป็นหนี้จากการผ่อนรถยนต์กระบะแต่หารายได้ไม่พอชำระค่างวด แม้จะคืนรถให้กับบริษัทไปแล้ว แต่ยังมียอดหนี้กว่า 4 แสนบาท และอาจถูกยึดบ้าน จึงขอใช้ช่องทางการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อลดยอดเงินลง แม้ข้อพิพาทนี้กำลังจะมีทางออก แต่ก็ยอมรับว่าครอบครัวก็ยังมีหนี้สินอื่นๆ อีกมาก
ปัญหาค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และราคาสิ่งของสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การหาเงินมาใช้หนี้เป็นไปได้ยาก เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ก็ต้องหยิบยืมเงินจากแหล่งอื่นมาหมุนเวียนปิดหนี้เก่า กลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่จบสิ้น นอกจากหนี้ในระบบแล้ว ยังมีหนี้นอกระบบ หรือ หนี้ที่หยิบยืมคนรู้จัก ทำให้ภาระดอกเบี้ยพอกพูนขึ้น
พิษเศรษฐกิจ! ชาวเชียงใหม่แบกหนี้ พึ่ง "ศูนย์ไกล่เกลี่ยบังคับคดี" เจรจาเจ้าหนี้
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีเกิดขึ้นทุกวันในสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ โดยลูกหนี้จะเป็นผู้ยื่นคำร้องเพื่อเข้ามาพบผู้ไกล่เกลี่ยและเจ้าหนี้ ซึ่งผู้ไกล่เกลี่ยส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีที่มีประสบการณ์สูง คอยช่วยพูดคุยและเจรจา บางเรื่องเป็นการเจรจาพูดคุยโดยตรง บางเรื่องก็เจรจาผ่านทางโทรศัพท์
อรรถโกวิท ชาวเหนือ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่
นายอรรถโกวิท ชาวเหนือ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบประมาณ 12,000–13,000 เรื่อง แต่มีบุคลากรตำแหน่งนิติกรเพียง 11 ท่าน ทำให้ภาระงานค่อนข้างหนัก ในแต่ละสัปดาห์จะมีการนัดขายทอดตลาดทรัพย์สินประมาณ 300–600 เรื่อง ในทุกๆวันพฤหัสบดี แต่ปริมาณผู้ซื้อในตลาดก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
พิษเศรษฐกิจ! ชาวเชียงใหม่แบกหนี้ พึ่ง "ศูนย์ไกล่เกลี่ยบังคับคดี" เจรจาเจ้าหนี้
สำหรับลักษณะหนี้ที่มีปัญหามากที่สุด คือ หนี้เงินกู้ยืมและบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อออมสิน อาคารสงเคราะห์ สหกรณ์ต่างๆ สินเชื่อรถยนต์ และ กยศ. ลูกหนี้หลายรายไม่สามารถชำระหนี้ได้ จนนำไปสู่กระบวนการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพักอาศัย โดย "ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท" เป็นกลไกที่ลูกหนี้ใช้เจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อหวังจะรักษาทรัพย์สินของตนเอง คือ บ้านและที่ดิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินชิ้นสุดท้าย
ในชั้นบังคับคดี เจ้าหนี้บางส่วนอาจคิดว่ามาถึงชั้นนี้แล้ว ก็ไม่อยากจะไกล่เกลี่ย เพราะกว่าที่ศาลจะมีคำพิพากษาใช้เวลาหลายปี แต่อยากจะเรียนเจ้าหนี้ให้ทราบว่า ความต้องการของเจ้าหนี้คือต้องการได้เงิน ฉะนั้น พอมาในชั้นไกล่เกลี่ยในการชำระหนี้ ถ้าลูกหนี้พอมี ก็น่าจะให้โอกาสเขาในการชำระหนี้ บางครั้งก็น่าเห็นใจลูกหนี้ตรงที่ว่าทรัพย์สินที่ถูกบังคับขายทอดตลาดอาจจะเป็นทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายของเขา ถ้าเขายังพอมีเงินที่จะชำระให้เจ้าหนี้ได้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็น่าจะมาพูดคุยกัน
พิษเศรษฐกิจ! ชาวเชียงใหม่แบกหนี้ พึ่ง "ศูนย์ไกล่เกลี่ยบังคับคดี" เจรจาเจ้าหนี้
ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ยังมีข้อแนะนำสำหรับลูกหนี้ว่า ควรประเมินความสำคัญและเร่งด่วนของหนี้สิน หากถูกฟ้องร้องและเข้าสู่กระบวนการศาลหรือชั้นบังคับคดี ควรรีบเจรจาไกล่เกลี่ย หากปล่อยจนถึงขั้นบังคับคดีและถูกขายทอดตลาด นอกจากจะต้องชำระหนี้แล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ กรมบังคับคดียังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดมหกรรมแก้หนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละครั้งก็มีประชาชนเดินทางมาขอรับคำปรึกษาและเข้าสู่กระบวนการแก้หนี้เป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงปัญหาหนี้ที่สูงขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง
ทางรอดหนี้สิน! ไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี-คลินิกแก้หนี้ มช.
ส่วนที่เชียงใหม่ 89 พลาซ่า บริเวณชั้น 2 ของห้างโลตัส เป็นที่ตั้งของ "คลินิกแก้หนี้" ตามโครงการ นิติ มช. แก้หนี้ถูกทาง สร้างสุขยั่งยืน ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดบริการทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 15.00–18.00 น. ให้คำปรึกษาโดยทนายความ หรือ คณาจารย์นิติศาสตร์ มช. รวมทั้งช่วยวางแนวทางแก้หนี้อย่างเป็นระบบ โดยจะรักษาความลับของผู้รับบริการ และ ไม่มีการรับเงินหรือทรัพย์สินไปชำระหนี้แทน หลักการสำคัญ คือ ไม่ต้องรู้กฎหมายก็เข้ามาปรึกษาได้ เพราะการแก้หนี้ที่ดี เริ่มจากการรู้ว่า “เรามีทางเลือกอะไรบ้าง”
ผศ.ชัยณรงค์ เหลืองวิลัย คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ผศ.ชัยณรงค์ เหลืองวิลัย คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ระบุว่า "คลินิกแก้หนี้" เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเล็งเห็นว่าปัญหาหนี้สินครัวเรือนเป็นวิกฤตของประเทศ เป็นการพัฒนาต่อยอดคลินิกกฎหมายให้คำปรึกษาประชาชนที่มีอยู่เดิม โดยปรับรูปแบบจากการรอให้ประชาชนเข้าไปขอรับคำปรึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นการ "ออกไปสู่ชุมชน" เพื่อลดภาระการเดินทางของชาวบ้าน และช่วยแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ทั้งยังได้รับความอนุเคราะห์จาก "89 พลาซ่า" ให้ใช้พื้นที่ฟรี 1 ปี เนื่องจากผู้บริหารเป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มช. และเล็งเห็นประโยชน์ในการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้ชาวบ้าน
ทางรอดหนี้สิน! ไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี-คลินิกแก้หนี้ มช.
สำหรับการเปิด "คลินิกแก้หนี้" ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา มีผู้เข้ามาปรึกษาแล้วประมาณ 15 ราย ปัญหาหลักๆ คือ หนี้จากปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย มีภาระค่าใช้จ่ายสูง แม้ปัญหาการถูกหลอกลวงหรือสแกมเมอร์ยังไม่พบมากนัก แต่มีประเด็นเรื่อง "ความไม่รู้" เช่น การแอบอ้างบัตรประชาชนไปค้ำประกันหรือทำสัญญาแทนผู้อื่น จนทำให้กลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว
ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยก็คือหนี้สินที่เกิดจากการโดนหลอกลวง มีชาวบ้านหลายคนประสบปัญหาหนี้สินเพียงเพราะเขาไม่รู้เท่าทัน เช่น ข้อมูลบัตรประชาชนถูกนำไปแอบอ้าง เอาไปทำสัญญา สุดท้ายต้องจบลงด้วยการเป็นหนี้ที่ไม่ได้ก่อ
คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ยังเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่ตั้งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาหนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพราะอาจฉวยโอกาสหลอกลวง ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น
ในกลุ่มของอินฟลูเอนเซอร์หลายท่านก็มีความตั้งใจดี หลายคนให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของหนี้สินและปัญหาบัตรเครดิต อธิบายเป็นขั้นเป็นตอนได้ดีมาก แต่ในกรณีบางคนที่รับคำปรึกษา ประชาชนต้องมีการส่งข้อมูลส่วนบุคคล บางกรณีอาจจะต้องระวังว่าประชาชนที่เป็นหนี้กำลังจะกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ไหม หากคนที่แอบแฝงมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แสวงหาประโยชน์ แล้วทำให้เขาไปเจอปัญหาที่หนักขึ้นด้วยการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนบุคคลไป นั่นเป็นเหตุผลที่เราตั้งโครงการให้คำปรึกษา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีการรับเงิน แต่จะจับมือท่านเดินไปแก้ปัญหาด้วยกัน
ภาณุพงศ์ แผนสิงห์ ทนายความ
ภาณุพงศ์ แผนสิงห์ ทนายความผู้ให้คำปรึกษาของโครงการ เล่าว่า นอกจากประชาชนที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายจะประสบปัญหาหนี้แล้ว กลุ่มผู้มีรายได้สูงก็มีความเสี่ยงติดกับดักหนี้เช่นกัน เนื่องจากใช้เงินเกินตัวและใช้บัตรเครดิตหลายใบในการหมุนเงิน จนหนี้ขั้นต่ำสูงเกินกว่ารายได้
พอเป็นคนที่มีรายได้สูง ก็จะอนุมัติบัตรเครดิตได้หลายใบ ทำให้สามารถใช้เงินแบบมือเติบ ไม่ได้คำนึงว่าจะมีเงินพอชำระหนี้ไหม กลายเป็นว่าเงินเดือนที่ได้มาเกือบทั้งหมดจะต้องเอาไปจ่ายบัตรเกือบทุกใบเลย คำแนะนำคือให้รีบปิดบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยสูงถึง 25% ต่อปี เพื่อตัดภาระดอกเบี้ยก้อนโต เพราะหากชำระขั้นต่ำ ระบบจะตัดแต่ดอกเบี้ย ทำให้เงินต้นไม่ลดลง แล้วค่อยทยอยปิดบัตรที่มีดอกเบี้ยต่ำลงมา หรือลองเจรจากับธนาคารเพื่อขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและผ่อนระยะยาวแทน
ทางรอดหนี้สิน! ไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี-คลินิกแก้หนี้ มช.
ทนายความยังให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการรวมหนี้ภาครัฐหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีเงื่อนไขว่าลูกหนี้ต้องมีสถานะเป็น NPL หรือผิดนัดชำระเกิน 120 วันขึ้นไป จึงจะมีโอกาสยื่นขอรวมหนี้บัตรต่างๆ เข้าด้วยกันได้ ส่วนผู้ที่ยังไม่เป็น NPL จึงไม่เข้าเงื่อนไขการรวมหนี้ ทำให้ต้องรอจนกว่าจะผิดนัดชำระและถูกฟ้องร้อง ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียประวัติเพิ่มขึ้น
