"กิตติรัตน์" เร่งหาพื้นที่รับน้ำก่อนฝนมา คาดล็อตแรกใช้เงิน 9 หมื่นล้านบาท

สังคม
16:47
จำนวนผู้ชม 35
Thai PBS
"กิตติรัตน์" เร่งหาพื้นที่รับน้ำก่อนฝนมา คาดล็อตแรกใช้เงิน 9 หมื่นล้านบาท

นายกิตติรัตนฺ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมโครงการลงทุนเพื่อการบริหารน้ที่สามารถดำเนินการได้เร็ว เพื่อรับมือกับช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน โดยจะเน้นไปที่การป้องกันน้ำท่วมเป็นอันดับแรก เพราะการลงระบบป้องกันถาวรอาจไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

สำหรับโครงการแรกที่คาดว่าจะดำเนินการได้หลังจากที่ประธานสภานำเสนอร่างพรก.ทั้ง 2 ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์คือ โครงการสร้างกำแพงริมแม่น้ำแทนการใช้กระสอบทรายก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถต้านทานในช่วงน้ำหลากได้ โดยมีพื้นที่ระยะยทางยาวตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะมช้เงินลงทุนประมาณ 3 หม่ืนล้านบาท

"การสร้างกำแพงริมน้ำจะต้องมีความแข็งแรงทนทานสามารถต้านทานน้ำหนักน้ำได้ 1 ตันทุกๆ 1 เมตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำทะลักเหมือนกับการใช้กระสอบทรายที่ไม่สามารถต้านทาแรงดันของน้ำได้เหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งโครงการนี้น่าจะดำเนินการได้เร็วหลัง และน่าจะเดินหน้าได้ทันทีหลังจากครม.อนุมัติ และจะอนุมัติวงเงินเป็นคราวๆในโรงการที่พร้อม โดยไม่ต้องรอให้พร้อมทุกโครงการภายใต้กรอบวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท"

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า โครงการเร่งด่วนอีกด้านที่ต้องดำเนินการทันทีคือการจัดเตรียมพื้นที่รับน้ำ เพื่อสร้างระบบเก็บกักน้ำได้ทันก่อนที่จะสร้างระบบถาวร โดยฤดูฝนปีนี้ หากมีปริมาณฝนตกลงมามากและเกิดกว่าระดับการกักเก็บน้ำของเขื่อน ก็ต้องผลักดันน้ำให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 2 ล้านไร่ ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่แล้วพบว่ามีความพร้อม 1.5 ล้านไร่ที่เป็นเป็นไปตามแผนที่สอดรับกัน โดยมีหลายจุดไม่ใช่พื้นที่บริเวณเดียวกัน ซึ่งส่วนนี้ต้องมีการชดเชยค่าเวนคืนที่ดินประมณ 6 หมื่นล้านบาท

ทั้งยังกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปประสานงานกับเกษตรกรที่เเพาะปลูกพืชในพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม โดยดูแลไม่ใช้ปลูกพืชในช่วงน้ำหลากคือ กรกฎาคม-ตุลาคม จะได้ไม่เสียหายสูญเปล่า โดยจะดูแลให้เพาะปลูกตามปกติใน 2 ฤดูกาลและเว้นในช่วง 4 ดังกล่าว เพื่อให้เป็นพื้นที่รับน้ำ

นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงการจัดทำงบประมาณ 2556 ที่กำกนดกรอบวงเงินรายจ่ายไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาทนั้นจะไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนด้านน้ำ ซึ่งตามปกติจะมีวงเงินประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้การขาดดุลงบประมาณจากปีก่อน 3 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากการที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยหนี้เงินกู้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวม 2 ส่วน 8 หมื่นล้านบาทที่รัฐบาลสามารถลดภาระลงได้ และคาดว่าการขาดดุลจะทยอยลดลงได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆปี