ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น หลังวิกฤตหมอกควันในภาคเหนือ

ภูมิภาค
13:04
จำนวนผู้ชม 36
Thai PBS
ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น หลังวิกฤตหมอกควันในภาคเหนือ

กระทรวงสาธารณสุขแนะวิธีสังเกตหมอกควันหากมองเห็นเสาไฟฟ้าเพียงต้นที่ 2 ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้านทันที เพราะเสี่ยงอันตรายจากค่าฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐาน ขณะเดียวกันพบว่ามีประชาชนป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และ โรคตาแดงเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือยังคงมีความรุนแรง ซึ่งจากข้อมูลพบว่าช่วงวันที่ 1 ม.ค.-18 ก.พ.มีประชาชนในพื้นที่ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากหมอกควันไปกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบ โดยเฉพาะจังหวัดลำพูน พบผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้นจาก 112 คน เป็น 172 คน จังหวัดพะเยา เพิ่มจาก 100 คน เป็น 323 คน นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยด้วยอาการตาแดง แสบเคืองดวงตาในจังหวัดลำพูน เพิ่มจาก 534 คน เป็น 828 คน จังหวัดพะเยา เพิ่มจาก 16 คน เป็น 112 คน

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค มีข้อแนะนำไปถึงประชาชนในพื้นที่ให้สังเกตอันตรายจากหมอกควันง่ายๆ โดยให้เปรียบเทียบกับระยะการมองเห็นเสาไฟฟ้าตามท้องถนนที่ห่างกันต้นละประมาณ 40 เมตร หากประชาชนสามารถมองเห็นเสาไฟฟ้าในระยะ 3 ต้นขึ้นไป แสดงว่า ค่าฝุ่นละอองในอากาศยังอยู่ในค่ามาตรฐานสามารถทำใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่หากมองเห็นเพียงต้นที่ 2 แสดงว่า เสี่ยงได้รับอันตราย และ หากมองไม่เห็นแม้แต่เสาไฟฟ้าต้นแรกให้งดการทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดเพราะจะเกิดอันตราย โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาทิ โรคหัวใจ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคความดันโลหิตสูง ปอดบวม วัณโรค หอบ หืด

สำหรับสถิติปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือ 5 ปีย้อนหลัง ของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า มีปัญหารุนแรงมากที่สุดในปี 2552 และ 2553 โดยในเดือนมีนาคม ปี 2553 ที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มีค่าสูงถึง 505 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ สูงกว่าค่ามาตรฐาน 3 เท่า ขณะที่ปีที่แล้วในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคม มีค่าสูงกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ล่าสุดในรายงานสถานการณ์ประจำวันของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปัญหาหมอกควันมีแนวโน้มดีขึ้นแล้ว