ราคูเท็น ประเมินยอดขายออนไลน์เติบโต 9 เท่า ซื้อขายผ่านมือถือและแท็บเล็ตโตเพิ่ม

วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
17:33
จำนวนผู้ชม 80
Thai PBS
ราคูเท็น ประเมินยอดขายออนไลน์เติบโต 9 เท่า ซื้อขายผ่านมือถือและแท็บเล็ตโตเพิ่ม

ราคูเท็น ผู้ดำเนินเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและใหญ่เป็นอันดับที่สามของโลกเทียบจากยอดขาย รายงานว่า บริษัทคาดว่าความนิยมในการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างแพร่หลายจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอย่างน้อย 9 เท่าในปีนี้ ขณะที่อุปกรณ์เคลื่อนที่ อาทิ สมาร์ทโฟนกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างการเติบโตของยอดขายออนไลน์ในปัจจุบัน ราคูเท็นเชื่อว่าการใช้งานอุปกรณ์แท็บเล็ตที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ค้าออนไลน์อย่างมาก

กลุ่มบริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ตลาดดอทคอม (Tarad.com) เว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยได้เห็นสัญญาณการเติบโตว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มจะซื้ออุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์พีซี “เราเห็นได้จากสถิติว่าเมื่อผู้ใช้พีซีเริ่มใช้สมาร์ทโฟนเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์ยอดการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า และเพิ่มขึ้นอีก 1.5เท่าจากเดิมเมื่อเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนเพียงช่องทางเดียวและตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 1.5 เท่า เมื่อลูกค้าใช้แอพพลิเคชั่นของเรา”คุณเคนอิจิโร่ นะกะจิมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มอุปกรณ์เคลื่อนที่ บริษัท ราคูเท็นกล่าว “ความสะดวกและประสบการณ์การท่องเว็บที่มีคุณภาพจากการใช้แท็บเลตนั้นทำให้เราเชื่อว่าจะเห็นการเติบโตของยอดขายผ่านแท็บเลตในระดับใกล้เคียงกัน”

ABI Research (บริษัทวิจัยการตลาด เอบีไอ) แจ้งว่าภายในปี 2558 การช้อปปิ้งผ่านทางอุปกรณ์ไร้สายจะสร้างรายได้รวมทั่วโลกเป็นมูลค่ากว่า 163 พันเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12ของยอดรายได้จากการขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซทั้งหมดผลการวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ Forrester (บริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์)ที่ว่า m-commerce (การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านทางอุปกรณ์ไร้สาย) จะมีมูลค่าถึง31 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2559ปัจจุบันแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดย IMS ScreenDigest (ไอเอ็มเอส สกรีน ไดเจสท์) คาดการณ์ว่าภายในปี 2557จะมีการกระจายสินค้าแท็บเล็ตอีกกว่า 70 ล้านเครื่อง ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประเมินมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซภายในประเทศไทยราว 2แสนล้านบาทในปี 2553แต่กลับพบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่ประกอบธุรกิจออนไลน์

ถึงแม้ว่าผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญต่อการช้อปปิ้งตามหน้าร้านผู้ประกอบการควรพิจารณากลยุทธ์การใช้ช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงกับโซเชียล มีเดีย ในเดือนกรกฎาคม 2554 Hitwise (ฮิตไวซ์)ได้ทำการสำรวจและพบว่า “fan”หนึ่งคนในเฟสบุ๊คช่วยเพิ่มการแวะชมเว็ปไซต์ร้านค้าได้ถึง 20 ครั้งในเวลา 1 ปีผู้ประกอบการจึงควรวางแผนการใช้โซเชียล มีเดียประเภทต่างๆให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่เพียงเฉพาะเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์แต่รวมถึงการพัฒนาสินค้าและการบริการอีกด้วย

การขายสินค้าออนไลน์ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างช่องทางการขายให้แบรนด์ต่างๆสมบูรณ์ยิ่งขึ้นดังนั้นการใช้ช่องทางในการขายที่หลากหลายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”นะกะจิมา กล่าว “M-commerceนับว่าเป็นช่องทางการขายที่น่าตื่นเต้นและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ในการเลือกใช้ช่องทางดังกล่าวไม่ควรละเลยการบริการที่คำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเช่นเดียวกับการให้บริการในร้านค้าออฟไลน์ (ร้านที่มีหน้าร้านจริง)ดังนั้นผู้ประกอบการควรสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์ของตนเองผ่านทุกช่องทางทั้งร้านค้าออฟไลน์ (ร้านที่มีหน้าร้านจริง) อุปกรณ์ไร้สาย และ โซเชียล มีเดียเพื่อเสนอบริการให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางที่ต้องการ