พนักงานในประเทศไทย เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีส่วนบุคคลในการทำงาน
ผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางใหม่ในการทำงาน (New Way of Work Study) ประจำปี 2555 ของวีเอ็มแวร์ ชี้ว่า 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยเลือกใช้อุปกรณ์พกพาส่วนบุคคล (personal portable device) และแอพพลิเคชั่นสำหรับการทำงาน การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยวีเอ็มแวร์ อิงค์ (NYSE: VMW) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเวอร์ช่วลไลเซชั่นและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ โดยมีการสอบถามความคิดเห็นจากบุคลากรกว่า 200 คนในประเทศไทย
ผลสำรวจครั้งนี้ระบุว่าประเทศไทยครองอันดับที่สามในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่น ตามหลังเกาหลีใต้ 95% และจีน 94% จาก 10 ประเทศที่มีการสำรวจความคิดเห็น
ดร. ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน บริษัทวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “ผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางใหม่ในการทำงานแสดงให้เห็นว่าคนไทยหันมาใช้อุปกรณ์พกพาในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นบริษัทต่างๆ ควรจะปรับเปลี่ยนนโยบายไอทีเพื่อก้าวให้ทันกับแนวโน้มดังกล่าว เช่น อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วส่งผลให้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องจัดหาบริการสนับสนุนด้านไอทีแก่พนักงาน เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาจากทุกอุปกรณ์”
การผนวกรวมเทคโนโลยีไอทีสำหรับผู้บริโภคเข้ากับระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรคือสิ่งสำคัญ
เมื่อถามว่าพนักงานได้รับบริการสนับสนุนจากแผนกไอทีของบริษัทสำหรับอุปกรณ์พกพาส่วนบุคคลหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถาม 35% ระบุว่าตนเองไม่ได้รับบริการสนับสนุนใดๆ ขณะที่ 63% กล่าวว่าตนเองจะยังคงใช้ซอฟต์แวร์แบบปรับแต่งหรือแอพพลิเคชั่นบนเว็บตามที่ตนเองต้องการสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะได้รับการสนับสนุนหรือคำยินยอมจากแผนกไอทีของบริษัทหรือไม่ก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นตัวเลขสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีการสำรวจ
“ความจริงก็คือ พนักงานต้องการควบคุมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ส่วนบุคคลที่ใช้ในการทำงาน ไม่ว่าบริษัทจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงไว้วางใจเลือกใช้เทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์กันมากขึ้นเพื่อขยายขีดความสามารถของพนักงานในการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการทำงาน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลของบริษัท” ดร. ชวพล กล่าวเสริม
อิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจให้แก่พนักงาน
ผู้ตอบแบบสอบถามในเมืองไทยกว่า 3 ใน 4 คน 79% ระบุว่าตนเองต้องการใช้อุปกรณ์พกพาในการทำงาน เพราะมีความคุ้นเคยและมีการปรับแต่งตามความต้องการส่วนบุคคล 56% และมีฟังก์ชั่นที่มากกว่า41%
ผลจากการใช้อุปกรณ์พกพาสำหรับการทำงาน 85% ระบุว่าพวกเขารู้สึกพึงพอใจมากขึ้นในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ขณะที่ 81% กล่าวว่าพวกเขาทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่าเดิม
ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตนเองใช้ความชื่นชอบส่วนตัวในการเลือกใช้อุปกรณ์พกพาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจและโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับการทำงานด้วยเช่นกัน โดย 77% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเมืองไทยระบุว่าตนเองพอใจที่จะทำงานให้กับนายจ้างที่เปิดโอกาสให้เลือกใช้ซอฟต์แวร์แบบปรับแต่งหรือแอพพลิเคชั่นบนเว็บได้อย่างอิสระสำหรับการทำงาน ขณะที่ 68% ระบุว่าตนเองจะมองว่านายจ้างที่เปิดโอกาสดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีความก้าวหน้าและมีการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น
“ประโยชน์ทางด้านจิตวิทยาของอุปกรณ์และนโยบายไอทีที่ยืดหยุ่นเป็นเรื่องที่นายจ้างควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ แต่ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ตอบแบบสอบถาม 68% กล่าวว่าตนเองจะให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทในการประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าหากว่าเขาสามารถใช้ซอฟต์แวร์แบบปรับแต่งหรือเว็บแอพพลิเคชั่นตามที่ตนเองต้องการ” ดร. ชวพล กล่าว “ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างๆ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดหาแอพพลิเคชั่นและบริการให้แก่ผู้ใช้ และปรับใช้โซลูชั่นคลาวด์ คอมพิวติ้งที่เหมาะสม เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์ที่หลากหลายที่ผู้ใช้เลือกใช้ในการทำงาน”
สรุปข้อมูลที่พบจากการศึกษา
•ผู้ตอบแบบสอบถาม 90% นำอุปกรณ์ส่วนบุคคลไปใช้ในที่ทำงาน ขณะที่ 68% ระบุว่าบริษัทของตนทราบเรื่องนี้
•ผู้ตอบแบบสอบถาม 63% จะยังคงใช้อุปกรณ์หรือแอพพลิเคชั่นที่ตนเองต้องการ แม้กระทั่งในกรณีที่ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือคำยินยอมจากแผนกไอที โดยตัวเลขดังกล่าวนับเป็นตัวเลขสูงสุดในภูมิภาค
•เมื่อได้รับอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์พกพาส่วนบุคคลในที่ทำงาน
o85 % ระบุว่าตนเองมีความสุขในการทำงานเพิ่มมากขึ้น
o81 % ระบุว่าตนเองสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น และ
o81 % ระบุว่าตนเองมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทำงานให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด
•เมื่อได้รับอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์แบบปรับแต่งหรือแอพพลิเคชั่นบนเว็บในที่ทำงาน:
o79 %ระบุว่าตนเองมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยตัวเลขดังกล่าวนับเป็นตัวเลขสูงสุดอันดับ 3 ในภูมิภาค
o77 %ระบุว่าตนเองเปิดกว้างมากขึ้นต่อการทำงานร่วมกับบริษัทดังกล่าว และ
o74 %ระบุว่าตนเองสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งประสานงานและติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้น
