ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ทำไมนักวิจัยไทยสมองไหล? ย้ายไปต่างประเทศ ส่องปัญหาสู่แนวแก้ไข


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

พุทธานุภาพ ศิลแสน The Principia

แชร์

ทำไมนักวิจัยไทยสมองไหล? ย้ายไปต่างประเทศ ส่องปัญหาสู่แนวแก้ไข

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3578

ทำไมนักวิจัยไทยสมองไหล? ย้ายไปต่างประเทศ ส่องปัญหาสู่แนวแก้ไข

ปัญหาสมองไหลในประเทศไทยปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และแรงงานทักษะสูงที่เลือกไปทำงานต่างประเทศ ขณะเดียวกันระบบการศึกษา การวิจัย และตลาดแรงงานในประเทศยังไม่สามารถรองรับหรือดึงศักยภาพของบุคลากรเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ประเทศไทยค่อย ๆ สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ถือได้ว่าเป็นประเด็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขไม่แพ้ปัญหาปากท้อง

จากการที่รวบรวมความเห็นจากนักศึกษาปริญญาเอก นักวิจัยหลังปริญญาเอก และอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์ทำวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งไม่ประสงค์ที่จะเปิดเผยชื่อ ประกอบกับการมาเทียบกับการทำวิจัยในไทยแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำมาสรุปเป็นประเด็นดังต่อไปนี้

1. แรงผลักดันสำคัญ

ปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางความก้าวหน้าของนักวิจัยไทยคือ ‘ทรัพยากรและงบประมาณที่ไม่เพียงพอและไม่ต่อเนื่อง’ ทำให้นักวิจัยขาดแคลนเครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการสร้างสรรค์ผลงานระดับแนวหน้า ซึ่งเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว ไทยยังขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ

อีกประการหนึ่งคือเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ไม่สมเหตุสมผลกับความรู้ความสามารถ รวมถึงภาระงานอื่น ๆ เช่น งานสอนที่ล้นตัวจนเบียดบังเวลาทำวิจัย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องระเบียบราชการและขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคมากกว่าการสนับสนุน ส่งผลให้นักวิจัยขาดโอกาสในการสร้างผลงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและไม่เห็นความมั่นคงในเส้นทางอาชีพในระยะยาว

2. ระบบงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และระเบียบราชการ

ระบบราชการและระเบียบงบประมาณของไทยถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์และความเร็วในการทำงานวิจัย โดยเฉพาะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ซับซ้อน ล่าช้า และมีขั้นตอนการอนุมัติหลายระดับ ซึ่งทำให้นักวิจัยพลาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างประเทศเนื่องจากวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องการอาจล้าสมัยไปแล้วก่อนจะได้รับการอนุมัติ

นอกจากนี้ระบบงบประมาณแบบปีต่อปีหรือการต้องส่งผลลัพธ์ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ยังบีบบังคับให้นักวิจัยต้องตั้งโจทย์งานวิจัยที่สอดคล้องกับวงเงินและเวลาที่มี แทนที่จะเน้นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมจริง ส่งผลให้การทำวิจัยพื้นฐานหรือโครงการระยะยาวเป็นไปได้ยากมากในบริบทของไทย

นักวิจัยยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น การแบ่งจ่ายงบประมาณเป็นงวดที่ต้องรอการอนุมัติความก้าวหน้าก่อนถึงจะเบิกงวดถัดไปได้ ทำให้งานวิจัยต้องชะงักตัวลง บ่อยครั้งที่นักวิจัยต้องแก้ปัญหาด้วยการสำรองเงินจ่ายไปก่อนเพื่อให้การทดลองดำเนินต่อไปได้ แต่ก็มักจะพบปัญหาใบเสร็จไม่สามารถเบิกย้อนหลังหรือข้ามงวดได้เนื่องจากติดระเบียบด้านวันที่ อีกทั้งในบางสถาบัน งบประมาณสำหรับสายงานด้านทฤษฎีนั้นมีน้อยและไม่แน่นอน ส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องในการทำงานและบั่นทอนกำลังใจของนักวิจัยเป็นอย่างมาก

3. สิ่งแวดล้อมที่โหยหา แต่ยังหาไม่ได้ในประเทศ

นอกเหนือจากปัจจัยด้านรายได้ สิ่งที่นักวิจัยไทยในต่างแดนโหยหาคือ ‘ระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจและมืออาชีพ’ ซึ่งประกอบด้วยการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่สายเทคนิคที่เข้าใจงานวิจัยจริง ๆ เพื่อปลดล็อกนักวิจัยออกจากงานจิปาถะ มีความต้องการนวัตกรรมการทำงานที่เปิดกว้างสำหรับการถกเถียงอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีกำแพงเรื่องลำดับชั้นหรือระบบอาวุโสมาเป็นตัวปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

ยิ่งไปกว่านั้นการขาดสะพานเชื่อมที่แข็งแรงระหว่างห้องแล็บกับภาคอุตสาหกรรมในไทย ทำให้การทำงานวิจัยดูเหมือนการทำไปเพื่อสะสมคะแนนผลงานมากกว่าการแก้ปัญหาให้สังคมจริง ๆ นักวิจัยต้องการอยู่ในจุดที่สามารถเห็นผลกระทบงานตัวเองผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาทางวิชาการให้เป็นภาษาธุรกิจ เพื่อให้นักวิจัยสามารถทุ่มเทเวลาไปกับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้อย่างแท้จริง

4. โครงการดึงตัวนักวิจัยกลับไทย (Reverse Brain Drain)

ปัญหาที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่การผลิตคนเพิ่มหรือพยายามดึงคนกลับ โดยที่มิได้มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมรองรับ รวมถึงมีสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทนที่ยังไม่สามารถดึงดูดใจได้พอเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาได้รับในต่างประเทศ นักวิจัยหลายท่านมองว่าเส้นทางอาชีพในไทยยังขาดความชัดเจน และหากกลับมาแล้วมองไม่เห็นความก้าวหน้าในสายอาชีพ หรือสภาพแวดล้อมไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต หลายคนจึงเลือกที่จะทำงานในต่างแดนต่อไป แม้แต่ในกรณีของนักเรียนทุนรัฐบาล บางส่วนยังเลือกที่จะยอมชดใช้ทุนแทนการกลับมาทำงานในประเทศ เนื่องจากรายได้ในต่างประเทศเพียงพอที่จะจ่ายคืนทุนและยังให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นอกจากเรื่องตัวเงินแล้วโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยยังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้คนลังเล เนื่องจากระบบการให้ทุนบางครั้งดูไม่สมเหตุสมผล อุปกรณ์การทำวิจัยขาดแคลนและไม่ทันสมัยพอที่จะทำงานวิจัยระดับแนวหน้าได้ การขาดแคลนสถาบันวิจัยที่มีคุณภาพและตลาดแรงงานที่มั่นคงทำให้คนเก่งขาดความมั่นใจในความมั่นคงระยะยาว สรุปได้ว่าโครงการดึงคนเก่งมักล้มเหลวเพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอหรือสิ่งที่หมักหมมอยู่ แต่พยายามดึงคนกลับมาสู่สภาพแวดล้อมที่ยังไม่พร้อมจะส่งเสริมศักยภาพของพวกเขา

5. นโยบายการเมืองที่เปลี่ยนแปลงบ่อยกับความเชื่อมั่น

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องของนโยบายและงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการวิจัยระยะยาวที่ต้องใช้เวลา 10-20 ปี เช่น โครงการด้านอวกาศ ดาราศาสตร์ หรือฟิสิกส์พลังงานสูง นักวิจัยสะท้อนว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือผู้บริหาร โครงการที่เคยริเริ่มไว้อาจถูกทำให้ล่าช้า ถูกลดงบประมาณ หรือแม้แต่ถูกยกเลิกเพื่อนำงบไปลงกับนโยบายใหม่ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นมากกว่า ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักวิจัยไม่กล้าที่จะวางแผนงานวิจัยขนาดใหญ่ในประเทศไทย เพราะเกรงว่าทรัพยากรที่ลงแรงไปจะสูญเปล่าหากนโยบายเปลี่ยนทิศทาง

การขาดเสถียรภาพทางการเมืองยังส่งผลต่อการตัดสินใจกลับประเทศไทยของคนเก่งในต่างแดน เนื่องจากโครงการวิจัยระดับแนวหน้า จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากรัฐที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลและมั่นคง เมื่อภาพลักษณ์ทางการเมืองดูไม่มีเสถียรภาพ นักวิจัยจึงขาดความเชื่อมั่นว่ารัฐจะสามารถสนับสนุนอาชีพและโครงการของเขาได้ตลอดรอดฝั่ง หลายคนมองว่าการทำงานในประเทศที่มีระบบการเมืองนิ่งกว่าจะช่วยให้พวกเขามีสมาธิกับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้มากกว่าการต้องคอยลุ้นกับกระแสการเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

6. โมเดลความสำเร็จที่ควรศึกษา

โมเดลที่นักวิจัยส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือประเทศจีน ซึ่งโดดเด่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระดับโลกกลับมาทำงานในอุตสาหกรรมในประเทศ และยังมีตัวอย่างจากไต้หวันและเกาหลีใต้ที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาและดึงคนเก่งกลับอย่างเป็นระบบ รวมถึงมาเลเซียที่เน้นการสร้างมหาวิทยาลัยคุณภาพสูง การดึงบริษัทชั้นนำมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้คนไทยในต่างแดนอยากกลับมาทำงานในบ้านเกิด ซึ่งประเทศเหล่านี้มีบริบทความท้าทายในอดีตที่คล้ายคลึงกับไทยแต่สามารถสร้างระบบนิเวศวิจัยที่มั่นคงได้สำเร็จ

หัวใจสำคัญที่ไทยควรศึกษาจากประเทศเหล่านี้คือการสร้างความพร้อมจากภายใน โดยต้องทำให้สิ่งแวดล้อมทางการวิจัยในประเทศตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานทางวิชาชีพก่อน แล้วบุคลากรที่มีศักยภาพจะกลับมาเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่นโยบายการดึงตัวแบบชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีมุมมองที่น่าสนใจว่า ไทยอาจไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณไปดูงานในต่างประเทศเสมอไป แต่ควรเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของนักวิจัยไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศโดยตรงว่าพวกเขาต้องการเงื่อนไขหรือทรัพยากรด้านใดบ้างเพื่อให้กลับมาทำงานในไทย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้นโยบายที่ออกมาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

7. กลไกให้คนเก่งช่วยพัฒนาไทยโดยไม่ต้องย้ายกลับถาวร

ในมุมมองของนักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องย้ายกลับมาถาวรในทุกกรณี โดยเฉพาะในช่วงแรกของโครงการ หรือในกลุ่มสายงานที่สามารถทำงานทางไกลได้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากคนไทยที่ทำงานในองค์กรชั้นนำระดับโลก เช่น องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) หรือ องค์การอวกาศสหภาพยุโรป (ESA) เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในการสร้างเครือข่าย การให้คำปรึกษา หรือการส่งนักศึกษาไทยไปฝึกงานและเรียนต่อผ่านคอนเน็กชันที่พวกเขามีอยู่ ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นทางลัดที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพได้โดยใช้ทรัพยากรในประเทศน้อยลง นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้สร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านงานวิจัยเพื่อให้คนไทยในต่างประเทศสามารถร่วมงานกับทีมในไทยได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตามแม้การทำงานจากต่างแดนจะเป็นไปได้ในเชิงที่ปรึกษาหรือการประสานงาน แต่นักวิจัยที่ผู้เขียนได้ไปสัมภาษณ์เน้นย้ำว่าในระยะยาวจำเป็นต้องมีบุคลากรที่พำนักอยู่ในไทยถาวร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติการวิจัยจริงในพื้นที่ ซึ่งทำได้ยากหากตัวผู้เชี่ยวชาญไม่ได้อยู่ด้วย และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ ๆ ในประเทศ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนนักวิจัยที่พำนักในไทยต้องมีมากถึงระดับหนึ่งก่อน เพื่อให้สามารถริเริ่มงานวิจัยที่มีพลังภายในประเทศได้ มิเช่นนั้นการมีคนเก่งช่วยจากต่างแดนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างยั่งยืน

8. บทบาทของรัฐในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม

รัฐควรทำหน้าที่เป็นตัวกลางและผู้สนับสนุนเชิงนโยบาย โดยการสร้างพื้นที่หรือแพลตฟอร์มให้บริษัทเอกชนและนักวิจัยได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาและโจทย์วิจัยกันอย่างจริงจัง รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลความเชี่ยวชาญของนักวิจัยทั่วประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญได้ตรงจุดเมื่อต้องการแก้ปัญหาที่ลึกซึ้ง นอกจากนี้ รัฐควรสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ หันมาทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ของตัวเองมากขึ้นผ่านนโยบายจูงใจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนด้านนวัตกรรมหรือร่วมทุนกับภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนค่านิยมของบริษัทไทยที่มักไม่เน้นการทำ R&D ให้เห็นความสำคัญของการใช้นักวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐควรให้ความสำคัญกับความสมดุลของประเภทงานวิจัย โดยต้องสนับสนุนทั้งงานวิจัยประยุกต์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมโดยตรง และงานวิจัยเชิงทฤษฎีหรือพื้นฐานที่เป็นรากฐานขององค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือในลักษณะ MOU ระหว่างมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยแห่งชาติ และภาคเอกชน จะช่วยให้นักวิจัยเข้าถึงงบประมาณและเครื่องมือทดลองของอุตสาหกรรมได้ ส่งผลให้นักวิจัยไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรและสามารถผลิตผลงานที่ตอบโจทย์ทั้งการตีพิมพ์วิชาการและการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ควบคู่กันไป

9. ข้อเสนอแบบ Quick Win

สิ่งที่นักวิจัยต้องการให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือการปฏิรูประบบงบประมาณและระเบียบการเบิกจ่ายให้มีความยืดหยุ่นและลดขั้นตอนที่ซับซ้อน โดยเสนอให้ลดขั้นตอนการอนุมัติที่ต้องผ่านลายเซ็นหลายชั้น ซึ่งมักทำให้นักวิจัยพลาดจังหวะในการแข่งขันระดับสากล และทำให้เครื่องมือหรือวัสดุที่ซื้อมาล้าสมัยไปก่อนจะได้ใช้งาน นอกจากนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงระบบงบประมาณให้รองรับโครงการระยะยาวแทนการประเมินผลแบบปีต่อปี เพื่อให้นักวิจัยสามารถโฟกัสกับการสร้างนวัตกรรมที่ลึกซึ้งและการทำวิจัยระดับแนวหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพะวงเรื่องการบริหารจัดการเอกสารหรือการเบิกจ่ายที่ยุ่งยากในทุกงวด

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการยกระดับค่าตอบแทนและสวัสดิการให้ทัดเทียมกับระดับสากล โดยมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดเงินเดือนสำหรับนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoc) ให้ไม่ต่ำกว่า 60,000 บาท เพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดงานในต่างประเทศได้ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศวิจัยที่เอื้อต่อการทำงานจริง เช่น การเพิ่มสัดส่วนงบประมาณด้านการวิจัยต่อ GDP ให้มากขึ้น การจัดหาซอฟต์แวร์และวารสารวิชาการลิขสิทธิ์ให้พร้อมใช้งานโดยนักวิจัยไม่ต้องสำรองเงินจ่ายเอง และการลดภาระงานสอนหรือพ่วงตำแหน่งบริหาร เพื่อให้นักวิจัยได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

10. เสียงสะท้อนสุดท้ายถึงผู้กำหนดนโยบาย

ใจความสำคัญที่นักวิจัยทุกคนสื่อสารตรงกันคือความปรารถนาที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด โดยระบุว่านักวิจัยไทยเก่ง ๆ ในต่างแดนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากละทิ้งประเทศ แต่ที่ต้องอยู่ต่างประเทศเพราะมีโอกาสทางอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า หลายคนพร้อมจะกลับมาหากประเทศไทยมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานวิจัยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเสนอว่ารัฐไม่จำเป็นต้องดึงทุกคนกลับมาแบบถาวร แต่ควรเน้นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคนไทยในองค์กรระดับโลกเพื่อสร้างทางลัดในการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมของไทย

สิ่งที่นักวิจัยต้องการฝากถึงผู้กำหนดนโยบายคือการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการสนับสนุนที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการเพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสม การทำให้ระบบจัดการทุนโปร่งใสและเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงการเพิ่มตำแหน่งงานทั้งในภาครัฐและเอกชน พวกเขาอยากให้รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และการวิจัยในฐานะเครื่องมือหลักที่จะทำให้ประเทศผลิตเทคโนโลยีได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า แม้ผลของการลงทุนด้านนี้อาจไม่เห็นผลทันตาในระยะสั้น แต่คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้คนไทยทำงานได้เต็มศักยภาพเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

บทสรุปที่สำคัญที่สุดคือ รัฐต้องเปลี่ยนจากการควบคุม มาเป็นการสนับสนุนและสร้างความเชื่อมั่นผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายบนแผ่นกระดาษ การลดความหวาดระแวงในระบบตรวจสอบ การให้ค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ และการรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย คือสัญญาณความจริงใจที่นักวิจัยต้องการเห็น หากรัฐบาลไทยสามารถสร้างบ้านที่พร้อมให้ได้ทำงานที่เข้มข้นและมีคุณค่าได้จริง ภาวะสมองไหลจะเปลี่ยนเป็นพลังสมองไหลกลับที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างก้าวกระโดดอย่างแน่นอน

 

*ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย นักศึกษาปริญญาเอก 9 คน นักวิจัยหลังปริญญาเอก 4 คน อาจารย์มหาวิทยาลัย 2 คน


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัยไทยนักวิจัยไทยสมองไหลนักวิจัยสมองไหลนักวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Science
พุทธานุภาพ ศิลแสน The Principia

ผู้เขียน: พุทธานุภาพ ศิลแสน The Principia

นักฟิสิกส์ผู้รักในการเล่าเรื่องและแบ่งปัน เพราะวิทยาศาสตร์เป็นของทุกคน

บทความ NOW แนะนำ