ใกล้เลือกตั้ง 2569 เข้ามาทุกที การออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงถือเป็นกลไกสำคัญหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ระบอบการปกครองหนึ่งที่ให้สิทธิ์เสียงกับประชาชน ให้อำนาจกับประชาชนผ่านผู้แทนเพื่อมาบริหารประเทศ
Thai PBS รวบรวมเรื่องราวน่ารู้ของ “ประชาธิปไตย”เพื่อเข้าใจและมองเห็นความหมายของประชาธิปไตยให้รอบด้านขึ้น
ประชาธิปไตยฉบับกรีกโบราณ อำนาจยังไม่ใช่ของทุกคน
คำว่า democracy หรือประชาธิปไตยในภาษาอังกฤษ มีที่มาจากภาษากรีกโบราณ ที่มาจากคำว่า demokratia เกิดจากคำว่า demos ที่แปลว่า “ประชาชน” รวมกับคำว่า kratos ที่แปลว่า “อำนาจ” จึงมีความหมายรวมเป็นการปกครองของประชาชน|
อย่างไรก็ตาม คำว่า demos หรือ “ประชาชน” ในบริบทของประชาธิปไตยยุคกรีกโบราณนั้น ไม่ได้หมายถึงคนทุกคน แต่ยังคงหมายถึงคนกลุ่มใดกลุ่มนึงเท่านั้น ทั้งกลุ่มคนชนบท คนยากจน กระทั่งประชาชนที่มีสถานะเป็นพลเมือง
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากกรีกโบราณ แม้จะมีร่องรอยการปกครองที่มีลักษณะคล้ายกันในพื้นที่อื่น ๆ ของโลกอยู่บ้าง แต่ยังคงไม่ได้มีหลักฐานที่แข็งแรงมากนัก ทำให้กรีกได้รับการยอมรับในฐานะที่ถือเป็นจุดกำเนิดของประชาธิปไตยโดยมีปรากฏผ่านหลักฐานมากมาย ทั้งบทกวีที่เผยถึงแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
จุดเริ่มต้นมีตั้งแต่การตรากฎหมาย ข้อกำจัดของการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ซึ่งพบในบางนครรัฐ ก่อนที่หมุดหมายของประชาธิปไตยที่ผู้คนให้การยอมรับกันมากที่สุดจะมาถึงและมีชื่อเรียกกันว่า “ประชาธิปไตยเอเธนส์” จากการปฏิวัติระบอบการปกครองของ “ไครธีนิส” (Cleisthenes) ผู้ที่ได้ชื่อว่าบิดาของประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมีการประชุมสภากันทุกวัน มีระบบโครงสร้างการปกครองที่ก้าวหน้า มีแม้กระทั่งกฎให้แม่ทัพทหารมีวาระ 1 ปี เท่ากับวาระของสมาชิกสภา กระนั้นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในช่วงเวลาดังกล่าง ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ชายชาวเอเธนส์ โดยยังจำกัดสิทธิ์เสียงของเด็ก ผู้หญิง ทาส และในบางช่วงเวลายังมีการออกกฎห้ามผู้ที่มีพ่อหรือแม่เป็นพลเมืองของเมืองอื่น ทำให้การใช้สิทธิ์เสียงยังคงอยู่ในวงจำกัด แต่ก็ถือเป็นระบอบการปกครองที่มีความเป็นประชาธิปไตยและก้าวหน้าที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว
คาดการณ์กันว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในสมัยกรีกโบราณมีราว 10 – 20 % เท่านั้น แต่ยังมากว่าสังคมประชาธิปไตยในอีก 1,000 ปีถัดมาอย่างในรัฐเพนซิลเวเนียช่วงศวรรษที่ 18 ที่มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงได้เพียง 2 – 8 % เนื่องจากยังคงจำกัดสิทธิของสตรี ชนพื้นเมืองและทาส

เลือกตั้งครั้งแรกของโลก ไม่ได้เกิดขึ้นกับนักการเมือง
การเลือกตั้ง (Election) ถือเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ทว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของโลกที่มีการบันทึกไว้นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีการเลือกตั้งในลักษณะของการเมืองการปกครอง เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยในยุคกรีกโบราณนั้นจะมีการประชุมสภา และการโหวตออกเสียงในเรื่องต่าง ๆ แต่การเลือกผู้คนมาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ยังคงใช้ระบบสุ่ม เนื่องจากเชื่อว่าการโหวตยังไม่มีความชอบธรรม อาจมีชนชั้นสูงกุมอำนาจมากกว่า ขณะที่การสุ่มให้ผลที่ยุติธรรมทั้งยังเชื่อว่าเป็นผลมาจากการชี้นำของพระเจ้าด้วย
การเลือกตั้งยังมีขึ้นในเฉพาะกลุ่มในยุคกรีกโบราณ เช่น การเลือกตั้งพระสันตะปาปาในโรม และเลือกจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Emperor) รวมทั้งการเลือกตั้งกษัตริย์ที่เลือกโดยกลุ่มศักดินาในเบงกอลช่วงยุคกลาง
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งแรกในระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นในยุคกรีกโบราณในช่วง 754 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการให้พลเมืองทุกคนลงคะแนนเสียง แต่คำว่า พลเมืองทุกคน ยังมีความหมายจำกัดอยู่ที่คนบางกลุ่มเท่านั้น
จนหลายศตวรรษต่อมา การเลือกตั้งครั้งแรกจึงเกิดขึ้น เป็นผลมาจากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในทวีปยุโรปและแถบอเมริกาเหนือ
บัตรเลือกตั้งใบแรกของโลกเป็นอย่างไร ?
บัตรเลือกตั้งในปัจจุบัน เราคุ้นเคยกันดีในรูปแบบของกระดาษ แต่ในอดีตการออกเสียงในสภายุคกรีกโบราณนั้นมีรูปแบบและรายละเอียดที่แตกต่างออกไป
ระบอบประชาธิปไตยในยุคนั้นของเอเธนส์ยังคงเป็นแบบสภา โดยมีตัวแทนจากหลากหลายชนเผ่ามารวมกัน มีสภาหลายแบบที่ทำหน้าที่ต่างกัน มีตั้งแต่การตัดสินนโยบายต่าง ๆ รวมไปถึงการตัดสินคดีความ จะใช้การโหวตผ่านการยกมือ ขณะที่การตัดสินคดีอาญา จะมีการใช้คณะลูกขุนจำนวนมากถึง 200 – 5,000 คน และใช้การออกเสียงลับโดยใช้ก้อนหิน 2 ก้อน เป็นก้อนปกติกับก้อนที่เจาะรูแทนการออกเสียง
แต่สิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นบัตรเลือกตั้งที่มีการใช้สิทธิ์ออกเสียงของคนจำนวนมากคือการทำประชามติเพื่อการเนรเทศและขับไล่ โดยระบบนี้มีชื่อ มาตรการกระเบื้องแตก (Ostracism) โดยคำว่า Ostracism มาจากคำว่า Ostraka ซึ่งหมายถึง เศษกระเบื้อง ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือลงประชามติเพื่อขับไล่ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นทรราชหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง
ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบกระดาษถูกนำมาใช้ครั้งแรกในกรุงโรมช่วง 139 ปีก่อนคริสตกาล แต่ยังคงไม่ใช่วิธีการมาตรฐาน และไม่ปรากฏหลักฐานการใช้บัตรกระดาษมากนัก ทั้งนี้ คำว่าบัตรเลือกตั้ง ภาษาอังกฤษเรียกว่า ballot มาจากภาษาอิตาลีคำว่า ballotta ที่หมายถึงลูกบอลที่ใช้ในการลงคะแนน เนื่องจากรูปแบบการคะแนนเสียงต่าง ๆ ในอดีตยังมีการใช้สิ่งของที่มีลักษณะทรงกลมกันอยู่ การลงคะแนนยังคงเป็นลักษณะของการเลือกลูกบอลสีต่างกัน เช่น สีขาวสำหรับเห็นด้วย สีดำสำหรับคัดค้าน แล้วใส่ลงในกล่อง โดยมักใช้ในกลุ่มหรือสมาคมลับต่าง ๆ ที่แพร่หลายในช่วงยุคกลางถึงยุคฟื้นฟูวิทยาการ
ล่วงถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาถึงจะเริ่มมีการคิดค้นและพัฒนาบัตรเลือกตั้งแบบกระดาษ จากกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ผู้เลือกตั้งต้องเตรียมไปเอง ผ่านอุปสรรคที่มีบางพื้นที่ไม่ยอมรับการเลือกตั้งด้วยกระดาษก่อนมีการแก้ไขข้อกฎหมาย จนถึงการพัฒนาแบบฟอร์มของบัตรเลือกตั้ง เกิดการพัฒนาข้อปฏิบัติต่าง ๆ ตามมา เช่น การหย่อนบัตรด้วยตัวเองของผู้ลงคะแนน การมีที่กั้นเพื่อความเป็นส่วนตัวและความลับในการออกเสียง
สิ่งเหล่านี้ใช้เวลายาวนานหลายปีกว่าจะออกมาเป็นบัตรเลือกตั้งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน และจนถึงตอนนี้ก็ยังคงมีการพัฒนาบัตรเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง บางประเทศมีการใช้การเลือกตั้งผ่านเครื่องมือคอมพิวเตอร์ บางแห่งใช้บัตรกระดาษแบบเจาะรู ทั้งหมดก็เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความโปร่งใสที่สุดนั่นเอง

ผู้หญิงได้รับสิทธิเลือกตั้งกลุ่มแรก ๆ ของโลก คือลูกหลานของกลุ่มกบฏ
ก่อนหน้าที่ผู้หญิงทุกคนได้รับสิทธิ์เลือกตั้งนี้ เคยมีการให้สิทธิ์เลือกกับผู้หญิงแต่มีเงื่อนไข เช่น ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของที่ดิน เป็นผู้มีการศึกษา หรืออยู่เป็นส่วนหนึ่งของสมาคมหรือองค์กรของผู้ชายเป็นผู้จัดการดูแล บางแห่งมีการให้สิทธิและยกเลิกสิทธิเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ผู้หญิงกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับสิทธิ์ให้เลือกตั้งคือลูกหลานผู้หญิงของกลุ่มกบฏเรือเบาตี้ (H.M.S. Bounty) ที่ล่องเรือมาตั้งรกรากที่เกาะพิตแคร์น (Pitcairn Islands) ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1838 เนื่องจากพื้นที่เกาะดังกล่าวตกเป็นพื้นที่อาณานิคมของอังกฤษที่ให้การยอมรับการเลือกตั้งของผู้หญิงอังกฤษในพื้นที่อาณานิคม
หลังจากนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีผ่านการเคลื่อนไหวมากมาย จากเดิมที่ผู้หญิงจะสิทธิ์เลือกตั้งตามเงื่อนไข สู่สิทธิ์เลือกตั้งเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยชาติแรกของโลกที่ให้สิทธิ์ผู้หญิงทุกคนที่บรรลุนิติภาวะสามารถเลือกตั้งได้เท่าเทียมกับผู้ชายคือนิวซีแลนด์ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1893 ก่อนที่ขยายสู่อีกหลายแห่งทั่วโลก
ประชาธิปไตยที่สุดในโลก มีที่ไหนบ้าง ? เป็นอย่างไร ?
ประชาธิปไตยตลอดระยะเวลาหลายปีมีพัฒนาการองค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านแนวคิดเชิงวิชาการเกิดเป็นตัวชี้วัดที่ประกอบไปด้วย กระบวนการเลือกตั้งและแนวคิดพหุนิยมทางการเมือง การทำงานของรัฐบาล การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน วัฒนธรรมทางการเมือง และเสรีภาพของพลเรือน สิ่งเหล่านี้เมื่อนำมาให้คะแนนตั้งแต่ 1 – 10 ก็สามารถเปรียบเทียบความเป็นประชาธิปไตยของแต่ละประเทศได้ สิ่งเหล่านี้จัดทำโดย Economist Intelligence สถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ที่รวบรวมข้อมูลจากทั่วโลก
ประเทศที่มีประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก
ประเทศที่ได้ชื่อเป็นอันดับ 1 มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดมาหลายปี ได้แก่ ประเทศนอร์เวย์ ที่ครองอันดับ 1 มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2010 ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ นิวซีแลนด์ ที่ทำอันดับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2020 โดยมีคะแนนดีขึ้นเรื่อย ๆ ขณะอันดับ 3 คือ สวีเดน ซึ่งเคยเป็นประเทศที่ครองแชมป์ประชาธิปไตยสูงสุดในช่วงปี 2006 – 2008 ทั้งนี้ ประเทศที่คะแนนอยู่ในระดับ 9 คะแนนนั้นมีเพียง 9 ประเทศในโลกเท่านั้น
ทวีปที่มีประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก
ทวีปที่มีประชาธิปไตยที่สุด เมื่อเฉลี่ยแล้วผลปรากฏว่าเป็นทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนียที่ 7.46 คะแนน แต่ครอบคลุมพื้นที่เพียง 3 ประเทศคือออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และปาปัวนิวกีนีเท่านั้น ตามต่อมาด้วยทวีปยุโรปมีประเทศรวมแล้วราว 45 ประเทศ มีบางประเทศที่ไม่ปรากฏข้อมูล โดยมีคะแนนเฉลี่ยที่ 7.41 อย่างไรก็ตาม ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่มีประชาธิปไตยที่สุดในโลก ก็มีอยู่ในทวีปยุโรปมากขึ้น 9 ประเทศด้วยกัน
ประเทศที่มีประชาธิปไตยน้อยที่สุดในโลก
ประเทศที่มีประชาธิปไตยน้อยที่สุดเท่าที่มีข้อมูลได้แก่ ประเทศอัฟกานิสถาน ที่ 0.25 คะแนน ต่อด้วยประเทศเมียนมา ที่ 0.96 คะแนน และเกาหลีเหนือ ที่ 1.08 คะแนน
ทวีปที่มีประชาธิปไตยน้อยที่สุดในโลก
ในส่วนของทวีปที่มีระดับความเป็นประชาธิปไตยน้อยที่สุดในโลกได้แก่ ทวีปแอฟริกกา ที่ 3.92 คะแนน ซึ่งหลายประเทศยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการทั้งแบบทหารและพลเรือน ซึ่งมีการเลือกตั้งแบบไม่โปร่งใส่ เกิดปัญหาการคอร์รัปชันและมีรัฐประหารเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีคะแนนประชาธิปไตยอยู่ที่ 6.27 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเกือบทั้งหมด ทั้งเมียนมา ลาวที่ 1.71 คะแนน กัมพูชาที่ 2.94 คะแนน ยกเว้นเพียงมาเลเซียที่มี 7.11 คะแนน

อายุที่มีสิทธิ์เลือกตั้งน้อยที่สุดในโลกอยู่ที่ 16 ปี
ในอดีตช่วงก่อนทศวรรษที่ 17 การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจะมีการกำหนดอายุชั้นต่ำของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ที่ 21 ปี ก่อนที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็น 18 ปี อย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีหลายประเทศที่ปรับให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอายุน้อยลง โดยประเทศที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีอายุ 17 ตัวอย่างเช่น ติมอร์ตะวันออก กรีซ อินโดนีเซีย เกาหลีเหนือ
ขณะที่ประเทศที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งน้อยที่สุดคือ 16 ปี ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรีย เบลเยี่ยม เยอรมนี (ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งและพื้นที่) คิวบา เอกวาดอร์ มอลตา และนิการากัว
ทั้งนี้ แนวคิดการลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นมีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเป็นผลมาจากความเชื่อเกี่ยวกับสิทธิที่มากขึ้น ทั้งยังมองถึงการให้สิทธิ์และเสียงกับคนรุ่นใหม่ โดยการปรับอายุจาก 18 ลงมาเป็น 16 ปีนั้นมีการเคลื่อนไหวในช่วงราวทศวรรษที่ 1990 เคยมีการเสนอแก้ไขกฎหมายในหลายประเทศ การเลือกตั้งท้องถิ่นบางแห่งจึงมีการให้สิทธิ์กับผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไปด้วย
มีการศึกษาวิจัยพบว่า การให้เลือกตั้งในช่วงอายุ 16 ปี มีส่วนช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมประชาธิปไตยได้เร็วขึ้น ทั้งยังมีส่วนช่วยทำให้เกิดพฤติกรรมที่ทำจนเป็นนิสัย (habitual behavior) ส่งผลให้เกิดการรักษาพฤติกรรมการออกไปใช้สิทธิ์เสียงเลือกตั้งตลอดชีวิต ในมุมกลับกัน การกำหนดอายุให้น้อยมีข้อกังวลในประเด็นของการถูกครอบงำโดยผู้ปกครอง เกณฑ์อายุ 18 ปี มีความพร้อมเพียงพอที่จะรับผิดชอบ ผ่านการบรรลุนิติภาวะที่ต้องมีความรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและการเมืองการปกครองแล้วนั่นเอง
ผู้ใช้สิทธิ์ที่อายุมากที่สุดในโลก
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไปแล้วไม่มีการกำหนดอายุสูงสุดไว้ มีเพียงนครรัฐวาติกันที่มีสถานะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก การเลือกพระสันตะปาปามีการจำกัดอายุของพระคาดินัลไม่เกิน 80 ปีเท่านั้น
สำหรับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่อายุมากที่สุดในโลกนั้น ไม่ได้มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ โดยที่ผ่านมาผู้ที่ได้รับการขนาดนามจากสื่อว่า ผู้ใช้สิทธิ์ที่อายุมากที่สุดของอินเดียคือ Shyam Saran Negi ซึ่งได้ฉายาว่า “ผู้ลงคะแนนเสียงคนแรกของอินเดีย (India's first voter)” โดยเขาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกในอินเดียหลังได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 1951 และได้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทุกครั้ง จนกระทั่งถึงปี 2022 เป็นครั้งแรกที่เขาเลือกลงคะแนนเสียงผ่านระบบไปรษณีย์ก่อนที่ในอีก 3 วันถัดมา เขาจะเสียชีวิตลงด้วยวัย 105 ปี ทั้งนี้ ในช่วงปี 2014 เขาเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งอีกด้วย
เขาเคยกล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้งไว้ว่า “ผมไม่เคยพลาดการลงคะแนนเสียงแม้แต่ครั้งเดียว เสียงโหวตของคนหนุ่มสาวคือสิ่งสำคัญ เพราะมันคือหนทางที่ผู้คนจะเลือกผู้ที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวต่อไป”
อ้างอิง
- วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 39
- history.com
- THE UNIVERSITY OF IOWA Department of Computer Science
- The Economist



















