ติดตามตอน 2 สำหรับสกู๊ปพิเศษ “ส่อง 10 เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์ปี 2026” กับเรื่องที่ 6-10 ต่อจากตอนที่แล้ว เพื่อการก้าวเข้าสู่โลกปี ค.ศ. 2026 “อย่างมีความคาดหวัง มีความหมายและไม่ประมาท” โดยผู้เขียนมิได้จัดลำดับความสำคัญของทั้ง 5 เรื่อง (เรื่องที่ 6-10) เพราะทุกเรื่อง มีความสำคัญทัดเทียมกัน
(6) กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ฝ่าพายุการเมืองสู่อวกาศ
ถ้าพายุการเมืองไม่รุนแรงเกินไป และการเตรียมการทางด้านวิทยาศาสตร์ไม่เกิดการสะดุด กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) หรือกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน ก็จะได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2026
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศล่าสุดของนาซา เพื่อให้ทำหน้าที่ขยายต่อจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope) โดยที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันเป็น กล้องโทรทรรศน์ชนิดรังสีอินฟราเรด ถูกออกแบบให้สามารถสำรวจอวกาศครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่าทั้งของฮับเบิลและเจมส์ เวบบ์ และจากการใช้รังสีอินฟราเรด จึงสามารถสำรวจอวกาศได้ละเอียดกว่ากล้องฮับเบิลและเจมส์ เวบบ์ เพราะสามารถตัดแสงสว่างรบกวนได้
ภารกิจหลักของกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน คือ การค้นหาคำตอบสำหรับ “คำถามใหญ่” เกี่ยวกับจักรวาล (กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล) และแหล่งที่เอื้อต่อการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต (ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ)
เป้าหมายที่จำเพาะลงไป คือ
*พลังงานมืด (dark energy) จากรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น ของสภาพและการขยายตัวของจักรวาล
*ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้
ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันมีศักยภาพในการค้นหาดาวเคราะห์มีมวลเพียงไม่กี่เท่าของดวงจันทร์ของโลกได้ และคาดว่า จะพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้มากถึงกว่า 500,000 ดวง สำหรับช่วงแรกๆ ของการทำงาน
*การค้นหาหลุมดำต้นกำเนิด (primoidal black hole) มีขนาดเล็ก แต่มีความโน้มถ่วงสูง ซึ่งมีผลทำให้เกิดการบิดงอของอวกาศกาล (spacetime) และจึงมีผลต่อสภาพแวดล้อมของกาแล็กซี

โครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 มีชื่อในปี ค.ศ. 2011 ว่า WFIRST (Wide-Filed Infrared Survey Telescope) แต่ในปี ค.ศ. 2020 ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ตามชื่อของ แนนซี เกรซ โรมัน (ค.ศ. 1925-2018) ซึ่งต่อมา ได้รับการยกย่องเป็น “Mother of Hubble Space Telescope” (“มารดาแห่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล) จากบทบาทของเธอในการพัฒนากล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันจะถูกส่งไปปักหลักอยู่ที่ตำแหน่งมีชื่อเรียกว่า L2 (แอล2 : Sun-Earth second Lagrange point : จุดลากรานจ์ที่สองดวงอาทิตย์-โลก) ซึ่งเป็นจุดพิเศษโคจรรอบทั้งดวงอาทิตย์และโลก อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร โดยมีกำหนดปฏิบัติการอยู่นาน 5 ปี แต่อาจขยายต่อไปอีก 5 ปี
ที่ผ่านมา โครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคจากทั้งการระบาดของโควิด-19 และหนักที่สุด ก็คือ มรสุมพายุการเมืองจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการตัดโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน ทั้งในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ (ค.ศ. 2017-2021) และในวาระที่สอง (ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ค.ศ.2025) ...
แต่ในที่สุด โครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน ก็ไม่ถึงกับถูกตัดทิ้ง ทว่า ก็ถูกตัดลดงบประมาณลง...
โดยนาซาก็ยังยืนยันว่า จะสามารถส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน ขึ้นปฏิทินภารกิจได้ตามกำหนดล่าสุดในเดือนกันยากัน ค.ศ. 2026
(7) ไทยเจ้าภาพประชุมร่วมมืออวกาศเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 32
ปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 ประเทศไทย โดย “จิสด้า” (GISTDA) จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ ความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่ 32 ที่กรุงเทพมหานคร
การประชุมใหญ่บนเวที “APRSAF” (Asia-Pacific Regional Space Agency Forum : เวทีความร่วมมือด้านอวกาศภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก) เป็นเวทีการประชุมประจำปีทางด้านอวกาศของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกใหญ่ที่สุด มีประเทศสมาชิกรวมกว่า 50 ประเทศ และองค์กรต่างๆ ทั้งระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศเป็นจำนวนมาก
ประเทศสมาชิก มีทั้งประเทศมหาอำนาจทางด้านอวกาศหรือมีศักยภาพทางด้านอวกาศ ดังเช่น สหรัฐอเมริกา , รัสเซีย , อังกฤษ , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , จีน , ญี่ปุ่น , อินเดีย และประเทศอื่นๆ ดังเช่น ยูเครน , ออสเตรเลีย , สิงคโปร์ , กัมพูชา และไทย
องค์การสมาชิกมีทั้งองค์กรระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมทั้งสถาบันการวิจัยและพัฒนาระดับมหาวิทยาลัย
การก่อตั้ง APRSAF มีประเทศญี่ปุ่นเป็นหัวเรือใหญ่ และเปิดเวที APRSAF ครั้งแรก (APRSAF-1) วันที่ 9-10 กันยายน ค.ศ. 1993 ที่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้น ก็เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาทุกปี
การประชุมใหญ่ APRSAF ครั้งล่าสุด คือ APRSAF-31 ระหว่างวันที่ 18-21 พฤศจิกายน ที่ประเทศฟิลิปปินส์มี “Theme” (“ประเด็นหลัก”) คือ “Empowering the Region through the utilization of the space Ecosystems in Action” (“ปฏิบัติการเสริมศักยภาพภูมิภาคด้วยระบบนิเวศอวกาศ”)
สำหรับการประชุมใหญ่บนเวที APRSAF-32 ที่ประเทศไทย โดย จิสด้า เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมได้มีกำหนดแล้วว่า จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ในกรุงเทพมหานคร
การที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ APRSAF-32 ก็แสดงว่า ประเทศไทย มีศักยภาพและความก้าวหน้าทางด้านอวกาศมากพอ (ดังเช่น การสร้างดาวเทียมชุดธีออส (Theos) โดยนักวิทยาศาสตร์ไทย) ...
และถ้าทุกอย่างดำเนินไปอย่าง “ราบรื่น” ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง ที่จะได้เห็นนักวิทยาศาสตร์และบุคคลสำคัญ จากประเทศดังเช่น สหรัฐอเมริกา , จีน , รัสเซีย , อังกฤษ , ฝรั่งเศส และยูเครน ได้มา “สุมหัวกัน” เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ , สังคม และสภาพแวดล้อมของโลกในประเทศไทย

(8) ควอนตัมคอมพิวเตอร์ : หรือ “บิดา” จะกลับมา ?
ปี ค.ศ. 2025 เป็นปีแห่งการ “ฉลอง” วาระครบรอบ 100 ปีของกำเนิดทฤษฎีควอนตัมอย่างเป็นรูปธรรมและใช้ประโยชน์ได้จริง ตามการประกาศขององค์การสหประชาชาติ
แล้วสำหรับปี ค.ศ. 2026 ล่ะ ?
ก็น่าจะเป็นปีที่ต้องหันกลับมา “ทำงาน” กันต่อล่ะ !
ทำงานต่อเรื่องอะไร ?
เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ “ทฤษฎีควอนตัม” ด้วย และกำลังเป็นเรื่องที่มีทั้ง “ความคาดหวัง” และ “ความสงสัย” ว่า ข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร ? เชื่อได้แค่ไหน ? คือเรื่องของ “ควอนตัมคอมพิวเตอร์”
เพราะอะไร?
เพราะมีการกล่าวถึง “ศักยภาพ” และ “ความคาดหวัง” ที่น่าทึ่ง จากควอนตัมคอมพิวเตอร์มากมาย ดังเช่น:-
* “รหัสลับ” ที่ไม่มีใครหรือเครื่องมือใด จะถอดรหัสได้ ซึ่งมีความสำคัญทั้งในเรื่องของ “การเงิน” “ธนาคาร” และ “ความมั่นคง” ของประเทศ
*ยาหรือการบำบัดโรคที่ “รักษา” ไม่ได้
*วัสดุมีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่มี หรือหาไม่ได้ ในธรรมชาติ
*แบตเตอรี่ที่ไม่มีวันหมด
*คำตอบเรื่องของ “สสารมืด” (dark matter) และ “พลังงานมืด” (dark energy)
*เรื่องกำเนิดและวาระสุดท้ายของจักรวาล รวมถึงเรื่องจักรวาลคู่ขนาน (parallel universe) ด้วย

ทำไมควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงสร้างความคาดหวังได้มากมาย และทำไมจึงต้องเป็น “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” ?
อย่างตรงๆ ถึงแม้ในโลกแห่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีน่าทึ่งมากมายในศตวรรษที่ยี่สิบถึงปัจจุบัน ซึ่งเมื่อกล่าวถึงคอมพิวเตอร์ เรื่องของคอมพิวเตอร์ก็ได้มีบทบาทอย่างสำคัญมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กับคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล เครื่องแรกของโลก คือ อีนิแอก (ENIAC) แล้วก็ตามมาด้วยความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของคอมพิวเตอร์กับชีวิตและกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ของมนุษย์ คอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่ใช้งานกันมา และใช้กันอยู่ ล้วนมิใช่ “ควอนตัมคอมพิวเตอร์”
แสดงว่า โลกยังไม่มี “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” เลย ใช่ไหม ?
คำตอบคือ ก็ไม่ใช่ !
เพราะควอนตัมกับคอมพิวเตอร์ ก็มีเกิดขึ้นมาแล้ว หรือ “เปิดตัว” กันแล้ว ดังเช่น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ “WILLOW” ของกูเกิล (Google) ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2024 และประเทศจีน ก็ได้เปิดตัวควอนตัมคอมพิวเตอร์ “HANYUAN-1” อย่างเชิงธุรกิจ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2024
แต่โดยภาพรวมถึงปัจจุบัน พัฒนาการและการใช้ประโยชน์ของควอนตัมคอมพิวเตอร์ก็ยังอยู่ใน “ระยะแรกๆ” ที่ยังไม่สมบูรณ์สำหรับการใช้งานกันอย่างแพร่หลายได้จริงๆ
ดิจิทัลคอมพิวเตอร์กับควอนตัมคอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร ?
อย่างสั้นๆ ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทำงานกับหน่วยแบบดิจิทัลตรงๆ เรียกเป็น “bit” ประกอบด้วยเลข 0 กับ 1 เท่านั้นส่วนควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้คุณสมบัติเชิงควอนตัมในเรื่องการอยู่ทับซ้อนกันได้ (superposition) และพัวพันกันได้ (entanglement) ของอนุภาค โดยทำงานกับหน่วยเรียก “cubit” (จาก quantum bit) ซึ่งก็ใช้หน่วยเลข 0 กับ 1 เป็นหลัก แต่เพิ่มส่วนเกิดจากการใช้ทั้งเลข 0 กับ 1 พร้อมกันได้อีกด้วย ซึ่งก็ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานวิเคราะห์และสังเคราะห์สถานการณ์ (โจทย์) ได้หลายแบบพร้อมๆ กัน จึงทำงานได้เร็วและมากกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาก
แต่ก็เพราะการทำงานได้หลายอย่างพร้อมๆ กันของควอนตัมคอมพิวเตอร์ จึงทำให้การพัฒนาและใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ยาก...และแพง...กว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาก เช่น ต้องทำงานที่ระดับอุณหภูมิต่ำใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ เพื่อให้ใช้คุณสมบัติเชิงควอนตัม เกี่ยวกับการอยู่ทับซ้อนกัน (superposition) และการพัวพันกัน (entanglement) ได้
แล้ว “บิดา” ตามชื่อเรื่อง “ควอนตัมคอมพิวเตอร์: หรือ” บิดา “จะกลับมา ?” หมายถึง “ใคร ?” หรือ “อะไร ?”
ผู้เขียนกำลังมองไปที่ประเทศอังกฤษ เพราะ
หนึ่ง : อังกฤษเป็นประเทศให้กำเนิดบุคคลที่ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งคอมพิวเตอร์” คือ ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage : ค.ศ. 1791 -1871) กับผลงานต้นแบบดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีชื่อเรียกว่า “Difference Engine” และพัฒนาต่อมาอีกเป็น “Analytical Engine”
สอง : มีรายงาน (Innovation Newa Network และสำนักข่าวอื่นๆ) ว่า ประเทศอังกฤษ กำลังทุ่มเทงบประมาณและการสนับสนุน สู่ “ความเป็นประเทศมหาอำนาจด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์อันดับที่สาม” รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาและจีน
ดังนั้น ผู้เขียนจึงมองความทุ่มเทของประเทศอังกฤษ เป็นเสมือนกับการพยายามกลับมาของ “บิดา” แห่งโลกคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่ว่า “บิดา” จะกลับมาได้จริงแค่ไหน แต่ที่แน่นอน ก็คือ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ก็จะได้รับแรงกระตุ้นสำคัญอย่างมีความหมาย !
(9) การพิมพ์สามมิติ : การผงาดของการพิมพ์ชีวภาพ
การพิมพ์สามมิติ หรือ 3D printing มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1945 ในเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ “Things Pass By” โดย เมอร์เลย์ ลีนสเตอร์ (Murray Leinstein) แต่มาเกิดขึ้นจริงกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่เปิดตัวเชิงพาณิชย์เครื่องแรกของโลก คือ SLA-1 (SLA : Stereolithography Apparatus) ของ ชักค์ ฮัลล์ (Chuck Hull) เมื่อปี ค.ศ. 1984
จากต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมา การพิมพ์สามมิติก็เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาก จากทั้งตัวระบบการทำงาน (ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์และใช้เลเซอร์) และหมึกพิมพ์เหมาะสำหรับ “ชิ้นงาน” ที่ต้องการ โดยใหญ่ๆ อาจแยกเป็น 2 ประเภท คือ หมึกพิมพ์สารอนินทรีย์ เพื่อใช้ผลิตวัตถุสิ่งของ กับหมึกพิมพ์ชีวภาพ เพื่อใช้สำหรับการพิมพ์สามมิติสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต
ถึงล่าสุด สถานการณ์ของการพัฒนาและใช้ประโยชน์การพิมพ์สามมิติเป็นอย่างไร ?
โดยภาพรวมอย่างเร็วๆ สำหรับเรื่องการพิมพ์สามมิติวัตถุสิ่งของเป็นวัตถุอนินทรีย์ การพิมพ์สามมิติก็กำลัง “เติบโต” อย่างเต็มที่ มีการใช้งานกันอย่างหลากหลายและมากมาย สำหรับการพิมพ์วัตถุขนาดเล็ก เช่น ชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลต่างๆ ถึงวัตถุขนาดใหญ่ เช่น ชิ้นส่วนของยานอวกาศ (ของนาซา) ...
รวมไปถึง...เรื่องที่ “ไม่น่ายินดีด้วย”...การใช้การพิมพ์สามมิติ ในการผลิตอาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดรน ในปฏิบัติการทางทหาร
แต่ก็มี “เรื่องดี” จากการพิมพ์สามมิติที่กำลังเป็น “ความหวังใหม่” เพื่อคุณภาพชีวิตด้วย คือ เพื่อการผลิตเนื้อเยื่อและอวัยวะ สำหรับเปลี่ยนให้กับ “ผู้ป่วย” หลากหลายโรคาพยาธิ ที่กำลังรอ “อวัยวะ” ใหม่...
ดังตัวอย่างข่าวดีข่าวใหญ่แรกๆ จากรายงานเมื่อปี ค.ศ. 2006 ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันเวชศาสตร์ฟื้นฟูเวคฟอเรสต์ (Wake Forest Institute for Generative Medicine) นอร์ท แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ได้ผ่าตัดเปลี่ยนกระเพาะปัสสาวะที่มีปัญหาให้กับเด็กจำนวนหนึ่ง ด้วยกระเพาะปัสสาวะใหม่ พิมพ์แบบสามมิติชีวภาพ ใช้หมึกพิมพ์มีเซลล์กระเพาะปัสสาวะของเด็กเอง
ผลปรากฏว่า เด็กที่ได้รับกระเพาะปัสสาวะใหม่ ตั้งแต่ปี (การผ่าตัด) ค.ศ. 1999 ทุกคน สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปรกติได้
มาเมื่อตั้งแต่กลางปี ค.ศ. 2025 ก็มี “เรื่องดี” จากการพิมพ์สามมิติอีกเรื่องหนึ่ง เป็นข่าวดังไปทั่วโลก คือ กรณีของนักปั่นจักรยานชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 75 ปี ชื่อ เดฟ ริชาร์ดส์ (Dave Richards) ซึ่งถูกรถชน เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 ใบหน้าครึ่งหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหักหลายซี่...
แล้ว เดฟ ริชาร์ดส์ ก็ได้รับการ “ใส่” หน้าใหม่ครึ่งหน้า จากหน้าพิมพ์สามมิติชีวภาพ
เรื่องของ เดฟ ริชาร์ดส์ เป็นข่าวดังทั่วโลก เพราะมีสำนักข่าวหลายแห่งสัมภาษณ์เขา และเขาก็ยินดีให้สัมภาษณ์ โดยเขาได้กล่าวว่า ในตอนแรกเขาก็ยังไม่กล้าพบปะผู้คน แต่หลังจากเห็นผลของการเปลี่ยนหน้าสามมิติชีวภาพ โดยเลียนแบบใบหน้าของเขาให้มากที่สุด เขาก็ “ดีใจ” และ “ขอบคุณ” ที่ได้รับหน้าใหม่สามมิติชีวภาพ

สำหรับสภาพการณ์ของการพิมพ์สามมิติในปี ค.ศ. 2026 จะเป็นอย่างไร ?
ชัดเจนที่สุด การพิมพ์สามมิติโดยทั่วไป ก็จะ “ยิ่ง” แพร่หลาย และมี “บทบาท” อย่างมาก
แล้วสำหรับการพิมพ์สามมิติชีวภาพล่ะ ?
โดยภาพรวม เมื่อเปรียบเทียบกับการพิมพ์สามมิติทั่วไปแล้ว การพิมพ์สามมิติชีวภาพก็ยังอยู่ในระยะของ “การวิจัยและพัฒนา”...
แต่ก็มี “สัญญาณ” ความก้าวหน้าที่ดี และแรงหนุนที่จะทำให้ “การรออวัยวะสำหรับเปลี่ยน” หมดไป เป็น “พลังงานบวก” ให้การพิมพ์สามมิติชีวภาพ “ผงาดสูงขึ้นไปอีก!”
(10) 5 ที่สุดประเทศวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ากับบริบทประเทศไทย
ดรรชนีชี้วัดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบของประเทศต่างๆ อย่างหนึ่ง คือ จำนวนรายงานผลการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการคุณภาพ
สำหรับการส่องแนวโน้มสภาพของประเทศไทย เราจะไปดูสภาพปัจจุบันเปรียบเทียบระดับโลก โดยส่องดูสภาพปัจจุบันและปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลระดับโลก
อย่างตรงๆ เราจะไปส่องดู 5 ประเทศที่มีผลงานวิจัยตีพิมพ์มากที่สุดถึงล่าสุด และบริบทของประเทศไทยว่า อยู่ที่อันดับใด แล้วมีปัจจัยอะไรที่เป็นปัญหาและอุปสรรคการยกระดับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย
แหล่งข้อมูลหลักที่ผู้เขียนใช้ คือ Nature Index (ของ Springer Nature บริษัทเจ้าของวารสาร Nature) เพราะเป็นฐานข้อมูลใหญ่ และได้รับความเชื่อถือสูงในระดับโลก

ตามข้อมูลล่าสุด จาก Nature Index ที่เป็นสรุปผลการสำรวจปี ค.ศ. 2025 (จากข้อมูลการสำรวจ 1 มกราคม ค.ศ. 2024-31 ธันวาคม ค.ศ. 2024) ได้ผลสรุปออกมา สำหรับ 5 ประเทศ (จากทั้งหมด 191 ประเทศ) มีผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์มากที่สุดดังต่อไปนี้
อันดับหนึ่ง : ประเทศจีน
อย่างน่าสนใจ ประเทศที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 มานาน คือ สหรัฐอเมริกา แต่จากการ “ปรับตัว” และ “การทุ่มเท” จากภาครัฐและเอกชน ดังเช่น การรวมศูนย์การวิจัยทางด้านเอไอ (AI) ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (มิใช่การรวมศูนย์การวิจัยภายใต้การควบคุมของภาครัฐเป็นหลัก) ทำให้ภายในเวลาไม่กี่ปี ประเทศจีนก็กลายเป็นประเทศอันดับหนึ่ง ในการตีพิมพ์รายงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์แทนสหรัฐอเมริกา
อันดับ 2 : สหรัฐอเมริกา
ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะสูญเสียอันดับหนึ่งในการตีพิมพ์รายงานการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์แก่ประเทศจีน แต่โดยภาพรวม สหรัฐอเมริกาก็ยังเป็นประเทศที่ผลิตผลงานการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่หลากหลายและ “ใหม่”
อันดับ 3 : เยอรมนี
นักวิทยาศาสตร์เยอรมนีมีรายงานผลการวิจัยตีพิมพ์ทางด้านวิทยาศาสตร์มากเป็นที่ 3 ของโลก แต่ก็เป็นอันดับหนึ่งของยุโรป
อันดับ 4 : สหราชอาณาจักร (อังกฤษ)
ถึงแม้จะอยู่ในอันดับ 4 แต่อังกฤษก็ยังเป็นประเทศที่มีนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า ในเรื่อง “วิทยาศาสตร์ใหม่”
อันดับ 5 : ญี่ปุ่น
ผลงานการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นโดดเด่นที่สุด เป็นผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ ตามด้วยเคมีและวิวทยาศาสตร์ชีวภาพ
แล้วประเทศไทยล่ะ ?
ตาม Nature Index ล่าสุด ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 40 โดยมีผลงานการวิจัยมากที่สุดทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ ตามด้วยวิทยาศาสตร์สุขภาพและเคมี
เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ประเทศที่ติดอันดับสูงกว่าประเทศไทย นอกเหนือไปจากที่ติดอยู่ 5 อันดับสูงสุดแล้ว ก็มี เกาหลีใต้ (อันดับ 7) , อินเดีย (อันดับ 8) , สิงคโปร์ (อันดับ 16) และ ไต้หวัน (อันดับ 19)
ปัญหาและอุปสรรคใหญ่สำหรับการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ที่ “เรื้อรัง” มานาน คือ งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐที่ยัง “น้อย” อยู่มาก และบทบาทของภาคเอกชน ในการวิจัยและพัฒนา ที่ก็ยัง “เกิดขึ้นน้อย!”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ส่อง 10 เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์ปี 2026 (ตอน 1)
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




















