ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ส่อง 10 เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์ปี 2026 (ตอน 1)


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

แชร์

ส่อง 10 เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์ปี 2026 (ตอน 1)

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3555

ส่อง 10 เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์ปี 2026 (ตอน 1)

อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นของคนที่ “ตื่น” อยู่เสมอ !​

“ส่อง 10 เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์” เป็นสกู๊ปพิเศษที่ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านไป “ส่อง” โลกวิทยาศาสตร์และที่เกี่ยวเนื่องในปี ค.ศ. 2026 ทั้งระดับโลกและประเทศไทยว่า มีเรื่องอะไรบ้างน่าสนใจเป็นพิเศษ ที่จะมีความสำคัญและผลกระทบ เพื่อการก้าวเข้าสู่โลกปี ค.ศ. 2026 “อย่างมีความคาดหวัง มีความหมายและไม่ประมาท” แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนละ 5 เรื่อง โดยผู้เขียนมิได้จัดลำดับความสำคัญของทั้ง 10 เรื่อง เพราะทุกเรื่อง มีความสำคัญทัดเทียมกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

(1) โดนัลด์ ทรัมป์ : ปีการทดสอบและผลกระทบ

ปี ค.ศ. 2026 เป็นปีที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วาระที่ 2 และก็จะเป็นปีแห่งการทดสอบความเป็นตัวตนของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการบริหารประเทศมีอำนาจมากที่สุดในโลกปัจจุบัน แล้วก็...ที่สำคัญ (สำหรับวงการวิทยาศาสตร์) ...บทบาทและผลกระทบต่อวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและของโลก

นายโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความเป็นตัวตนของตนเอง ที่แตกต่างไปจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน เป็นประธานาธิบดีที่ขยันทำงานตั้งแต่วันแรกของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นวาระที่ 2 ในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2025 เพราะในวันแรก ก็ลงนามในคำสั่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศ (executive order) มากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ ทุกคน และเมื่อถึงสิ้นปี ค.ศ. 2025 ก็ลงนามในคำสั่งดังกล่าวมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ ทั้งหมดด้วย

ปี ค.ศ. 2026 จะเป็นปีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะได้ทั้งการเห็นผลและการทดสอบความพยายามที่เขาได้ดำเนินการไปแล้วในปี ค.ศ. 2025 และที่เขาจะเดินหน้าต่อตามแนวทางของเขา ภายในสหรัฐอเมริกาและระดับโลก

สำหรับ บทบาทและผลกระทบทางด้านวิทยาศาสตร์ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีจุดยืนชัดเจน และกล้าที่จะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว โดยภาพรวม ในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระที่สอง เขาก็ดำเนินการ “ปฏิรูป” ใหญ่ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ คือ เทคโนโลยี รวมทั้งด้านอวกาศดังเช่น นาซา (NASA) ด้วย โดยตัด-ลด-งบประมาณและกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศประมาณครึ่งหนึ่ง รวมไปถึงการเปลี่ยนนโยบายของประเทศในเรื่อง พลังงานที่เขาเห็นว่า เรื่อง “พลังงานสะอาด” “ภาวะโลกร้อน” เป็นเรื่อง “ไม่จริง !” และหันกลับมาส่งเสริมแหล่งพลังงานที่มีอยู่ คือ เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการลงนามในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี (20 มกราคม ค.ศ. 2025) ถอนสหรัฐอเมริกาออกจาก “ข้อตกลงปารีส” (“Paris Agreement”)

การตัดลดงบประมาณและกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกคัดค้านอย่างหนัก จากวงการวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาว่า จะมีผลทำให้วิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่ “ก้าวหน้า” และเป็น “แหล่งผลิตบุคลากรคุณภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ใหญ่ที่สุดของโลก” เสื่อมถอยลงไปหรือไม่ ?

การคาดการณ์โดยทั่วไปสำหรับปี ค.ศ. 2026 มี 2 แนวคิดใหญ่

หนึ่ง : วิทยาศาสตร์ (ทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คือ เทคโนโลยี) ก็คงต้อง “อ่อนแอลง” ตาม “กำลัง” ที่ถูกตัด

สอง : วิทยาศาสตร์ (ทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คือ เทคโนโลยี) ได้เติบโตและแข็งแรงพอ ที่จะต้าน “พายุ” จาก “การเมือง” ได้

แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาดูกันต่อไป !

เมื่อปี ค.ศ. 2025 นาฬิกาวันสิ้นโลกถูกปรับตั้งเวลา 89 วินาทีก่อนเที่ยงคืน

(2) นาฬิกาวันสิ้นโลก : ที่ขอบเหววันโลกาวินาศ

การปรับตั้งเวลาใหม่ของนาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Cloclk) ที่ยังละสายตากันไม่ได้ !

การตั้งเวลาใหม่สำหรับ นาฬิกาวันสิ้นโลก เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตามองกันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ เพราะสามปีที่แล้ว (ปี ค.ศ. 2023, 2024 และ 2025) นาฬิกาวันสิ้นโลก ถูกตั้งเข้าใกล้ “เวลาวันโลกาวินาศ” คือ “เที่ยงคืน” อย่างที่ไม่ขยับถอยห่างจากเที่ยงคืน ให้ “หายใจหายคอกัน” สะดวกขึ้นเลย นับตั้งแต่กำเนิดของนาฬิกาวันสิ้นโลกเมื่อ 78 ก่อนในปี ค.ศ. 1947

ในการปรากฏตัวครั้งแรกของนาฬิกาวันสิ้นโลกเมื่อปี ค.ศ. 1947 นั้น นาฬิกาวันสิ้นโลกถูกตั้งไว้ที่ 7 นาทีก่อน เที่ยงคืน

ตั้งแต่นั้นมา นาฬิกาวันสิ้นโลกก็ถูกปรับตั้งเวลาใหม่ทุกปี เพื่อเป็นตัวบ่งชี้บอกสภาวะของโลกว่า เข้าใกล้ความหายนะระดับโลกาวินาศแค่ไหน

สำหรับปัจจัยตัวแปรสำหรับการปรับตั้งเวลาของนาฬิกาวันสิ้นโลก เมื่อแรกเริ่มมีปัจจัยเดียว คือ ภัยนิวเคลียร์ ต่อมา จึงมีการเพิ่มขึ้นอีก 3 ปัจจัย คือ (1) สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะโลกร้อน (2) เทคโนโลยีชีวภาพ ดังเช่น พันธุวิศวกรรม การตัดต่อยีน การสร้างสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่ และ (3) เทคโนโลยีสร้างความปั่นป่วน (disruptive technology) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ

สำหรับในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา คือ ค.ศ. 2023, 2024 และ 2025 นาฬิกาวันสิ้นโลกถูกปรับตั้งเวลาเข้าใกล้เที่ยงคืนอย่างต่อเนื่อง

เริ่มจากปี ค.ศ. 2023 นาฬิกาวันสิ้นโลก ถูกปรับตั้งเวลาเป็นที่ 90 วินาทีก่อนเที่ยงคืน

ปี ค.ศ. 2024 นาฬิกาวันสิ้นโลกยังอยู่ที่เดิม คือ 90 วินาทีก่อนเที่ยงคืน

ปี ค.ศ. 2025 นาฬิกาวันสิ้นโลกถูกปรับตั้งเวลาเข้าใกล้เที่ยงคืนเข้าไปอีก เป็น 89 วินาทีก่อนเที่ยงคืน พร้อมกับ คำเตือนจากองค์กรผู้ตั้งและรับผิดชอบการปรับตั้งเวลาของนาฬิกาวันสิ้นโลก คือ “Bulletin of the Atomic Scientists” ว่า “โลกกำลังเข้าใกล้ขอบเหวแห่งวันโลกาวินาศ” แล้ว อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แล้วเวลาใหม่ของนาฬิกาวันสิ้นโลกสำหรับปี 2026 จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยสำหรับการปรับตั้งเวลาใหม่ของนาฬิกาวันสิ้นโลก !

จากการประเมินแนวโน้มทั้ง 4 ปัจจัยถึงล่าสุด โดยภาพรวม สรุปได้ว่า

(1) ภัยนิวเคลียร์ สถานการณ์สำหรับปี 2026 ดูจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์สำหรับปี 2025 นัก นั่นคือ น่ากังวลอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่น่าจะเลวร้ายกว่าปี 2025

(2) สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะโลกร้อน มีแนวโน้มจะเลวร้ายกว่าปี 2025 จากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาโดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ จาก “ข้อตกลงปารีส” ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2026 และมีคำเตือนจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Met Office) ตามรายงานโดย EURO NEWS เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2025 ว่า ปี 2026 มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นปีที่สี่ ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศโลก จะถึงจุด 1.4 องศาเซลเซียสเหนือก่อนยุคอุตสาหกรรม

(3) เทคโนโลยีชีวภาพ พันธุวิศวกรรม การตัดต่อยีน โดยภาพรวม สภาพการณ์ยังไม่เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ใน ปี 2025 แต่ก็ยังถูกจับตาในเรื่องของ “bioterrorism” (การก่อการร้ายชีวภาพ) ที่อาจเกิดจากประเทศขนาดเล็ก ซึ่งถูกคุกคามโดยประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์และจึงตอบโต้โดยอาวุธชีวภาพ

(4) เทคโนโลยีสร้างความปั่นป่วน ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรงมากขึ้น ทั้งในเชิงบวกและลบ ดังเช่น ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ

โดยภาพรวม ปัจจัยมีผลต่อการปรับตั้งเวลานาฬิกาวันสิ้นโลกสำหรับปี 2026 มากที่สุด คือ ภัยนิวเคลียร์ ปัจจัยอันดับรองลงมา คือ ภัยสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีสร้างความปั่นป่วนในระดับเดียวกัน โดยมีภัยเทคโนโลยีชีวภาพอยู่ในอันดับที่สี่

แล้วเวลาใหม่ของนาฬิกาวันสิ้นโลกจะเป็นอะไร วันที่ 27 มกราคม 2026 ก็จะทราบกันว่าโลกจะยังอยู่ที่เดิม ขยับถอยห่างออกมา หรือขยับใกล้ขอบเหววันโลกาวินาศเข้าไปอีก

(3) เอไอปี 2026 : พรมแดนศัตรูหรือมิตรมนุษย์ ?

ทำไมเอไอ (AI) จึงยังเป็น “เรื่องใหญ่วิทยาศาสตร์” ในปี ค.ศ. 2026 ?

ในโลกพัฒนาการของคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเริ่มต้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ดิจิทัลเครื่องแรก คือ ENIAC (อีนิแอก) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1942) จนกระทั่งถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด “ความฝัน” ของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ คือ พัฒนาคอมพิวเตอร์ที่คิดได้แบบมนุษย์ คือ ปัญญาประดิษฐ์ ก็ดูจะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างคาดกันไม่ถึง จุดชนวน “AI Boom” (“เอไอบูม”) กับ ChatGTP ของ OpenAI ในปี ค.ศ. 2022

แต่แล้ว เอไอบูม ก็สะดุดอย่างแรง กับกระแสความกังวลว่า เอไอจะก้าวหน้า “เหนือมนุษย์”

เสียงเตือนดังเป็นพิเศษ คือ เสียงของ จอห์น ฮอปพีลด์ (John Hopfield) ผู้พัฒนา “โครงข่ายประสาทเทียมแบบเชื่อมโยง” ต้นแบบของเอไอชั้นสูง และเจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) ผู้ได้ชื่อเป็น “ก็อดฟาเธอร์แห่งเอไอ”

จอห์น ฮอปฟีลด์ ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก “หยุดการทดลองเอไอยักษ์” (“Pause Giant AI Experiment”) ลงวันที่ 22 เดือนมีนาคม ค.ศ. 2023

เจฟฟรีย์ ฮินตัน ลาออกจาก Google เดือนมีนาคม ค.ศ. 2023 เพื่อจะได้ออกมาเตือนภัยเอไออย่างอิสระ

อย่างเป็นรูปธรรม Goldman Sachs องค์กรให้การปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน ได้รายงานเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2023 ว่า เอไอ จะทำให้คนตกงานถึง 300 ล้านตำแหน่ง ภายในปี ค.ศ. 2030

กระแสการสะดุดของเอไอเกิดขึ้นชัดเจนจากปี ค.ศ. 2023 แต่เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 2024 กระแสของเอไอก็ได้รับพลังเสริมเชิงบวก เมื่อทั้ง จอห์น ฮอปฟีลด์ และ เจฟฟรีย์ ฮินตัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี ค.ศ. 2024 จากผลงานการพัฒนาเอไอ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทั้ง ฮอปฟีลด์ และฮินตัน ก็ยังยืนยันในการ “เตือนภัยเอไอ” หลังได้รับรางวัลโนเบล แต่โดยภาพรวม เรื่องของเอไอก็ยังเดินหน้าต่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 2026 ด้วยทีท่า “ประนีประนอม”

แล้วทำไม เอไอจึงกลับมาเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตามองกันสำหรับปี ค.ศ. 2026 ?

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมีรายงานใหม่จากสถาบันหรือองค์กรประมวลประเมินบทบาทและผลกระทบของเอไอต่อมนุษย์ที่ “ขัดแย้ง” กับรายงานซึ่งมีมาก่อน เช่น แรนด์ คอร์ปอเรชัน (RAND Corporation) ซึ่งรายงานผลการศึกษาขนาดใหญ่เกี่ยวกับเอไอ เป็นรายงานพาดหัวข่าวใหญ่ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2025 ว่า “AI Is Making Jobs , Not Repalcing Them” (“เอไอกำลังสร้างงาน มิใช่แย่งงาน”)

แล้วประเด็นใหญ่สำหรับเรื่องของเอไอสำหรับปี ค.ศ. 2026 จะเป็นอะไร?

จากการประมวลและประเมินสภาพความเคลื่อนไหวและผลกระทบของเอไอ ประเด็นใหญ่ที่กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือ “เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ของมนุษย์กับเอไอ”...

โดยมีประเด็นจำเพาะลงไป เช่น

*การพัฒนาเอไอ : เพื่อใคร ? เพื่ออะไร?

*การประยุกต์ใช้ : อย่างไร ? แค่ไหน ?

*เอไอทำให้คน “ตกงาน” หรือ “สร้างโอกาสใหม่” ?

*กฎหมายเอไอ : ความจำเป็น ? เพื่อการควบคุมหรือส่งเสริมการพัฒนาและการใช้งานเอไอ ?

(4) อาร์ทีมิส 2 สู่ดวงจันทร์

ในที่สุด โครงการอาร์ทีมิส 2 (Artemis II) โดยยานโอไรออน (Orion) ของนาซา ก็ดูจะได้ฤกษ์ออกเดินทางจากโลกสู่ดวงจันทร์จริงๆ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ซึ่งก็จะเป็นการเดินทางโดยมีมนุษย์ไปด้วยเป็นครั้งแรก หลังการเดินทางครั้งล่าสุด เมื่อ 54 ปีก่อน (ค.ศ. 1972) ที่มนุษย์ได้เดินทางลงสู่ดวงจันทร์กับอะพอลโล17

ยานโอไรออนพร้อมมนุษย์ มีกำหนดเดินทางสู่ดวงจันทร์ครั้งแรก ระหว่างปี ค.ศ. 2019-2021 แต่ก็ถูกเลื่อนออกมาเป็นในปี ค.ศ. 2023 แล้วก็ถูกเลื่อนออกมาอีกเป็นเดือนกันยายน ค.ศ. 2025 แล้วจึงมาถึงกำหนดล่าสุด คือ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026

เป้าหมายของโครงการอาร์ทีมิส 2 คือ ทดสอบระบบการเดินทางออกจากโลกสู่ดวงจันทร์ ด้วยยานโอไรออน พร้อมผู้โดยสารจำนวน 4 คน ไปโคจรรอบดวงจันทร์ แล้วก็เดินทางกลับคืนสู่โลกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 โดยไม่มีการลงสู่ดวงจันทร์ของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า เป้าหมายสำคัญของ อาร์ทีมิส 2 ก็เพื่อเป็นการทดสอบระบบและเตรียมการนำมนุษย์ลงสู่ดวงจันทร์ สำหรับการเดินทางครั้งต่อไปของ อาร์ทีมิส 3 ซึ่งมีกำหนด (ถึงล่าสุด) จะเป็นกลางปี ค.ศ. 2027

นอกเหนือไปจากการทดสอบระบบเพื่อนำมนุษย์ลงสู่ดวงจันทร์จริงๆ กับอาร์ทีมิส 3 แล้ว นาซาก็เปิดโอกาสให้ผู้สนใจ ส่งชื่อเดินทางไปสู่ดวงจันทร์กับอาร์ทีมิส 2 ด้วย โดยให้ส่งชื่อแก่นาซา (ทางเว็บไซต์ go.nasa.gov/artemisnames) ภายในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2026 แล้วทุกคนก็จะได้ บอร์ดดิ้งพาส (Boarding Pass) เป็นที่ระลึก ส่วนรายชื่อทั้งหมด จะบรรจุอยู่ในการ์ดหน่วยความจำดิจิทัล (SD digital memory card) เดินทางไปกับยานโอไรออนสู่ดวงจันทร์ด้วย

นักบินอวกาศ 4 คน จะเดินทางรอบดวงจันทร์ในภารกิจ Artemis II

สำหรับผู้เดินทางไปสู่ดวงจันทร์กับอาร์ทีมิส 2 ทั้งหมด 4 คน เป็นผู้หญิง 1 คน เป็นผู้ชาย 3 คน โดยเป็นมนุษย์อวกาศของนาซา 3 คน คือ

(1) รีด ไวส์แมน (Reid Wiseman)

(2) วิกเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover)

(3) คริสตินา คุกต์ (Kristina Coch)

อีกหนึ่งคน เป็นมนุษย์อวกาศของแคนาดา ชื่อ เจเรมี แฮนเซน (Jeremy Hansen) ซึ่งถ้าทุกอย่างดำเนินไปตามแผน เขาก็จะเป็นมนุษย์คนแรกที่ไม่ใช่คนอเมริกัน ได้เดินทางไปจากวิถีโคจรรอบโลก

แล้วมนุษย์อวกาศทั้ง 4 คน จะได้เดินทางขึ้นจากโลกกับอาร์ทีมิส 2 ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 จริงๆ หรือไม่?

ก็ต้องรอดูกันก่อนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 เพราะก็มีรายงานจากนาซาว่า ถ้าอาร์ทีมิส 2 ไม่ได้เดินทางสู่ดวงจันทร์ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตามแผน กำหนดการเดินทางครั้งต่อไป จะเป็นภายในเดือนเมษายน 2026

นาซาเองก็ไม่ต้องการเลื่อนเวลาโครงการอาร์ทีมิส 2 นำมนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ รวมไปถึงแผนของอาร์ทีมิส 3 ที่จะนำมนุษย์ลงสู่ดวงจันทร์หลังความสำเร็จของ อาร์ทีมิส 2 เพราะนาซาก็มีคู่แข่งสำคัญ คือ จีน ที่กำลังเร่งรัดแผนจะส่งมนุษย์ไปลงสู่ดวงจันทร์ให้ได้ ภายในปี ค.ศ. 2030

MMX - Martian Moon exploration

(5) ยานญี่ปุ่นสำรวจ 2 ดวงจันทร์ดาวอังคาร

ในปี ค.ศ. 2026 ประเทศญี่ปุ่น โดยองค์การอวกาศแจ็กซา (JAXA) มีแผนจะส่งยานเอ็มเอ็มเอกซ์ (MMX : Martian Moon exploration) ไปสำรวจดาวอังคาร ดวงจันทร์สองดวงของดาวอังคาร และเก็บตัวอย่างดินหินจากพื้นผิวดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่า คือ โฟโบส (Phobos) กลับมาศึกษาบนโลก

เป้าหมายใหญ่ของโครงการ นอกเหนือไปจากการสำรวจดาวอังคารและดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงแล้ว คือ เพื่อศึกษากำเนิดที่มาของดวงจันทร์ของดาวอังคารว่า จะเหมือนกับกำเนิดของดวงจันทร์ของโลกหรือไม่ กล่าวคือ ดาวอังคารถูกชนโดยวัตถุอวกาศขนาดใหญ่ในอดีต แล้วชิ้นส่วนที่หลุดออกไป รวมตัวกันเป็นดวงจันทร์ของดาวอังคาร

โครงการส่งยานเอ็มเอ็มเอกซ์ไปสำรวจดาวอังคารและดวงจันทร์ของดาวอังคาร มีกำเนิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2015 และได้ดำเนินการพัฒนาโครงการตลอดมา โดยความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส และเยอรมนี จนกระทั่งพร้อมที่จะดำเนินการใจปัจจุบัน

ตามแผนล่าสุด ยานเอ็มเอ็มเอกซ์จะเดินทางออกจากโลกในปี ค.ศ. 2026 ถึงดาวอังคารปี ค.ศ. 2027 แล้วก็เดินทางกลับคืนสู่โลก รวมเวลาปฏิบัติการทั้งหมด 5 ปี

ยานเอ็มเอ็มเอกซ์จะเดินทางถึงดาวอังคาร เพื่อเข้าสู่วิถีโคจรรอบดาวอังคาร และศึกษาดาวอังคารก่อน จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติการสำรวจดวงจันทร์ทั้งสองดวงของดาวอังคาร

เนื่องจากดวงจันทร์ทั้งสองดวง มีขนาดเล็ก คือ โฟโบสมีขนาดเพียง 22.2 กิโลเมตร และไดมอส (Deimos) มีขนาดเพียง 12.6 กิโลเมตร ทำให้ยานเอ็มเอ็มเอกซ์ ไปสำรวจดวงจันทร์ทั้งสองดวง โดยการโคจรรอบดวงจันทร์ทั้งสองดวงไม่ได้

ดังนั้น การสำรวจดวงจันทร์ทั้งสองดวงจึงดำเนินการโดยที่ยานเอ็มเอ็มเอกซ์ยังโคจรรอบดาวอังคารอยู่ แต่ก็สามารถศึกษาดวงจันทร์ทั้งสองดวงอย่างใกล้ชิดได้

ในการศึกษาตามเป้าหมายใหญ่ คือ กำเนิดที่มาของดวงจันทร์ของดาวอังคารว่า เคยเป็นส่วนหนึ่งของดาวอังคาร หรือเป็นวัตถุอิสระคล้ายดาวเคราะห์น้อย (ขนาดใหญ่) ที่ถูกแรงดึงดูดโน้มถ่วงของดาวอังคาร ดึงดูดให้กลายเป็นดวงจันทร์บริวารของดาวอังคาร แผนปฏิบัติงานของเอ็มเอ็มเอกซ์ จึงมีทั้งระบบการสำรวจดวงจันทร์ทั้งสองดวงจากอวกาศ และ ตัวยานเอ็มเอ็มเอกซ์เอง จะลงจอดบนดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่า คือ โฟโบส หนึ่งหรือสองครั้ง เพื่อเก็บตัวอย่างดินหินจากผิวของโฟโบส และที่ลึกลงไปมากกว่าสองเซนติเมตรกลับมาศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์บนโลก

นอกเหนือไปจากการเก็บตัวอย่างดินหินบนดวงจันทร์โฟโบสแล้ว ก็ยังมี รถโรเวอร์ขนาดเล็กชื่อ ไอดีฟิกซ์ (Idefix) มีน้ำหนักเพียง 30 กิโลกรัม ถูกปล่อยจากยานเอ็มเอ็มเอกซ์ เพื่อลงสำรวจศึกษาดวงจันทร์โฟโบสด้วย

ประเทศญี่ปุ่น เคยส่งยานโนโซมิ (Nozomi) หรือ Planet-B (ดาวเคราะห์-บี) เพื่อไปสำรวจดาวอังคาร เมื่อปี ค.ศ. 1998 เป้าหมายเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร แต่ปฏิบัติการไม่สมบูรณ์ (เกิดปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง) ญี่ปุ่นจึงตั้งความหวังไว้มากกับโครงการส่งยานเอ็มเอ็มเอกซ์สู่ดาวอังคาร

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS Sci & Tech Thai PBS Sci And Tech ScienceSpace
 รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

ผู้เขียน:  รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

นักวิทยาศาสตร์ และนักอนาคตศาสตร์ เจ้าของคอลัมน์ ​"วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต"

บทความ NOW แนะนำ