ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

5 ข้อรู้จักและป้องกัน “ไวรัสนิปาห์”


Thai PBS Care

อธิเจต มงคลโสฬศ

แชร์

5 ข้อรู้จักและป้องกัน “ไวรัสนิปาห์”

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3603

5 ข้อรู้จักและป้องกัน “ไวรัสนิปาห์”

 

“ไวรัสนิปาห์” (Nipah Virus) กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในฐานะโรคระบาดร้ายแรง สร้างความกังวลให้หลายคนหวั่นคล้ายเหตุวิกฤตโรคระบาดโควิด-19

Thai PBS รวบรวมข้อควรรู้เพื่อเข้าใจ “ไวรัสนิปาห์” โรคระบาดนี้น่ากังวลแค่ไหน และข้อควรปฏิบัติ รวมถึงวิธีป้องกันเป็นอย่างไร ?

1. ไวรัสนิปาห์ มีที่มาอย่างไร ?

ไวรัสนิปาห์ไม่ได้เป็นโรคที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือค้นพบใหม่ หากแต่เป็นโรคที่รู้จักกันมานานราว 30 ปีแล้ว การระบาดของโรคนี้มักพบได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนเป็นหลักผ่านการสัมผัสมูลของสัตว์ โดยพบได้ในค้างคาวผลไม้ (Pteropus) หรือที่เรียกว่า flying fox การติดต่อสามารถแพร่ได้จากผลไม้ที่ปนเปื้อน หรือแพร่เชื้อติดต่อผ่านสุกร ม้า แมว แพะหรือแกะที่ได้รับเชื้อจากค้างคาวผลไม้อีกที และสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่งได้

ที่ผ่านมามีรายงานการระบาดครั้งแรกในประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2541 – 2542 และมีรายงานการระบาดที่สิงคโปร์ อินเดีย บังคลาเทศ ในช่วงปี 2542 – 2544 ก่อนที่จะมีรายงานการระบาดที่อินเดียในปี 2561 และอีกครั้งในปี 2568 นี้ อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่พบรายงานการระบาดในประเทศไทย
ทั้งนี้ การแพร่ระบาดในแต่ละครั้งอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันได้ โดยในกรณีของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์นั้นส่วนใหญ่ติดต่อจากสุกรสู่คน พบผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงสุกรเป็นหลัก ขณะที่การระบาดในบังคลาเทศและอินเดีย พบจากการรับประทานอินทผลัมที่ปนเปื้อนเชื้อจากค้างคาว และจากคนสู่คน

2. ไวรัสนิปาห์ อาการน่ากังวลเป็นอย่างไร ?

โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะมีอาการเริ่มแรกคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน มีผู้ป่วยบางรายที่พบอาการของระบบทางเดินหายใจร่วม นอกจากนี้ยังอาจมีอาการไข้ร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ ซึม สับสน การทรงตัวมีปัญหา
รวมถึงมีอาการแทรกซ้อนสำคัญคืออาการสมองอักเสบหรือที่เรียกกันว่าไข้สมองอักเสบ และปอดบวม ปอดอักเสบ หากมีอาการรุนแรงอาจมีภาวะหัวใจล้มเหลว และอาจเกิดอาการชักซึ่งส่งผลให้เสียชีวิตได้หากเข้ารับการรักษาไม่ทันท่วงที ทั้งนี้ อาการของโรคอาจแตกต่างกันตามสายพันธุ์ด้วย

รู้จัก ไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อสุดอันตรายจากสัตว์สู่คน

3. ไวรัสนิปาห์ ป้องกัน – รักษาอย่างไร ?

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์นั้นยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ใช้เพื่อการรักษาหรือป้องกันโดยเฉพาะ ยังคงใช้การรักษาตามอาการ เป็นการรักษาแบบประคับประคอง ยังคงมีการศึกษายาที่สามารถช่วยให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้นได้ ข้อแนะนำจึงเป็นเรื่องของการป้องกันโรคเป็นหลักโดยมีแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ ห้ามล่าหรือสัมผัสด้วยมือเปล่า ทั้งนี้ ในประเทศไทยนั้นมีค้างคาวผลไม้เพียงพันธุ์เดียวคือค้างคาวแม่ไก่ ในอดีตเคยมีการตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างดาวแม่ไก่แล้วพบเพียงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่ยังควรระมัดระวังไว้
2. ใส่ใจความปลอดภัยของอาหาร ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทาน เนื่องจากอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาว และควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทาน
3. ระวังดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นพิเศษ โดยระมัดระวังให้สัตว์อยู่ในความปลอดภัย ห่างไกลจากมูลค้างคาว งดการเลี้ยงสุกรใต้ต้นไม้ที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาว
4. งดการนำเศษอาหารที่มีรอยกัดมาเลี้ยงหมู หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงจะติดโรคได้
5. หากมีอาการของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เช่น มีไข้สูง ปวดหัว ซึมสับสน ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสที่มีความเสี่ยงชัดเจน

4. ไวรัสนิปาห์ อัตราการเสียชีวิตสูง แต่การแพร่ระบาดยังคงต่ำ

โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรง ปัจจุบันยังไม่มียารักษารวมถึงวัคซีนที่ใช้สำหรับป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงของโรค โดยโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง จากรายงานการระบาดที่ผ่านมา กรณีการระบาดในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 32 – 41 ขณะที่กรณีการระบาดในประเทศบังคลาเทสและอินเดีย มีอัตราการเสียชีวิตที่ร้อยละ 70

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโรคยังมีอัตราการกระจายโรคต่ำอยู่ที่ระหว่าง 0.2 – 0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ 0.2 – 0.8 คน ซึ่งต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ที่มีอัตราการกระจายโรคอยู่ที่ 1.5 – 2

ถึงตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการระบาดของไวรัสนิปาห์สามารถเกิดขึ้นได้ แต่การแพร่ระบาดค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับโรคทางเดินหายใจที่แพร่ระบาดได้ง่ายกว่า การติดต่อยังคงมาจากการสัมผัสเป็นส่วนใหญ่ ทั้งสัตว์ ผลไม้ สารคัดหลั่งที่ปนเปื้อน จึงไม่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ มีการติดต่อกันในวงจำกัดเท่านั้น เช่น กลุ่มครอบครัวรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย

5. ไวรัสนิปาห์ สถานการณ์ล่าสุดกับการระบาดในอินเดีย

หลังรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียหลายราย โดยมีการติดต่อสู่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐเวสต์เบงกอล ส่งผลให้เกิดประกาศเตือนภัยทั่วประเทศ พร้อมมาตรการกักกันเฝ้าระวังภายในพื้นที่

ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังโรค เริ่มจากหลายรัฐในอินเดียที่ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโรคไข้สมองอักเสบเฉียบพลัน (AES) ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์ เนื่องจาการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจะนำไปสู่การติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การดูแลได้

มาตรการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ขยายสู่หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชีย ทั้งประเทศที่ติดกันอย่างจีนที่ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งการเดินทางการตรุษจีน รวมถึงประเทศไทยก็มีการเฝ้าระวังโดยเพิ่มการตรวจคัดกรองที่สนามบิน ขณะที่เนปาลเพิ่มความเข้มงวดให้การตรวจสอบในพื้นที่ชายแดน ส่วนไต้หวันได้จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ต้องแจ้งให้ทราบ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถานการณ์ของโรคการแพร่ระบาดยังคงจำกัดอยู่ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น

อ้างอิง

  • ฝ่ายไวรัสระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
  • กระทรวงสาธารณสุข
     

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสนิปาห์นิปาห์โรคติดต่อโรคติดต่อร้ายแรงโรคระบาด
อธิเจต มงคลโสฬศ

ผู้เขียน: อธิเจต มงคลโสฬศ

เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล ไทยพีบีเอส สนใจเนื้อหาด้านสุขภาพจิต สาธารณสุข และความยั่งยืน รวมถึงประเด็นทันกระแสที่มีแง่มุมน่าสนใจซ่อนอยู่

บทความ NOW แนะนำ