โกงสอบท้องถิ่น ลากให้ถึงตัวการใหญ่ ต้องสอบ 3 เส้นทาง: เงิน–ข้อมูล–อำนาจ


คอลัมน์พิเศษ

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Thai PBS
แชร์

โกงสอบท้องถิ่น ลากให้ถึงตัวการใหญ่ ต้องสอบ 3 เส้นทาง: เงิน–ข้อมูล–อำนาจ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4175

โกงสอบท้องถิ่น ลากให้ถึงตัวการใหญ่ ต้องสอบ 3 เส้นทาง: เงิน–ข้อมูล–อำนาจ

ถ้าตัวเลข “ตรวจ 15,000 คน พบคะแนนไม่ตรง 5,000 คน” ถูกต้อง นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นข้อสงสัยต่อระบบเปลี่ยนผลสอบระดับอุตสาหกรรม

ถ้าต้องการจัดการคดีโกงสอบท้องถิ่นให้ถึง “เครือข่าย” และ “ตัวการใหญ่” จริง รัฐต้องไม่เริ่มจากการไล่เพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านผิดปกติทีละคนเท่านั้น

เพราะหากข้อมูลที่ปรากฏว่า ตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 15,000 คน แล้วพบคะแนนไม่ตรงกับผลประกาศราว 5,000 คนเป็นจริง นี่ไม่ใช่การคีย์ข้อมูลผิด ไม่ใช่ผู้สมัครบางคนทุจริตในห้องสอบ แต่เป็นข้อสงสัยต่อระบบที่อาจถูกออกแบบให้เปลี่ยนผลสอบได้เป็นจำนวนมาก

การจัดการจึงต้องไม่ใช่คดีเจ้าหน้าที่รายคน แต่ต้องยกระดับเป็น คดีเครือข่าย โดยสอบพร้อมกัน 3 เส้นทาง คือ เส้นทางเงิน เส้นทางข้อมูล และเส้นทางอำนาจ

แช่แข็งสถานะ แต่ไม่เหมารวมลงโทษ

มาตรการแรกที่ควรทำทันทีคือ ให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบเข้าสู่สถานะ “ผลสอบอยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์” ความหมายไม่ใช่ตัดสินว่าโกงทั้งหมด แต่เป็นการหยุดความเสียหายชั่วคราว

ผู้ที่ยังไม่บรรจุควรถูกระงับการบรรจุไว้ก่อน ผู้ที่บรรจุแล้วควรถูกจำกัดการย้าย การเลื่อนตำแหน่ง และการใช้อำนาจสำคัญ หากจำเป็นต้องทำงานต่อควรให้อยู่ในงานธุรการหรือหน้าที่ที่ไม่กระทบประชาชนโดยตรง

หลักสำคัญคือไม่เหวี่ยงแหลงโทษคนสุจริต แต่ก็ไม่ปล่อยให้คนที่อาจได้ตำแหน่งจากการซื้อผลสอบเข้าไปใช้อำนาจ ทำลายหลักฐาน โยกย้ายตัวเอง หรือสร้างความเสียหายซ้ำ

ตั้งวอร์รูม ไม่ปล่อยให้หน่วยงานต้นเรื่องสอบตัวเอง

คดีนี้ใหญ่เกินกว่าจะให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจัดการลำพัง โดยเฉพาะหน่วยงานต้นเรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบ

ต้องมี “วอร์รูมคดีสอบท้องถิ่น” ที่รวมอย่างน้อย 5 ฝ่าย คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ป.ป.ช., ตำรวจหรือ DSI, ปปง. และอัยการ เพื่อรวมอำนาจตรวจสอบคดีอาญา คดีทุจริต เส้นทางทรัพย์สิน และการวางรูปคดีตั้งแต่ต้น

ปัญหาของคดีใหญ่ในระบบราชการไทยคือ หน่วยงานเยอะ แต่ความรับผิดชอบกระจาย มหาดไทยส่งให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช.บอกอยู่ระหว่างไต่สวน กรมฯ บอกต้องรอผลตรวจ ตำรวจรอพยานหลักฐาน สุดท้ายตัวการใหญ่มีเวลาตั้งหลัก

เปิดประตูสารภาพ ๑๕ วัน เพื่อแตกเครือข่าย

ถ้ามีผู้ซื้อผลสอบจำนวนมาก แต่ทุกคนเลือกเงียบ คดีนี้จะขึ้นไปไม่ถึงตัวการใหญ่ รัฐจึงควรเปิดมาตรการ “พยานผู้ให้ความร่วมมือ” ภายในกรอบเวลา เช่น ๑๕ วัน

ผู้สมัครหรือผู้ที่บรรจุแล้วซึ่งออกมาให้ข้อมูลพร้อมหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงิน แชต รายชื่อนายหน้า เบอร์โทรศัพท์ กลุ่มไลน์ สถานที่นัดหมาย หรือชื่อผู้ประสานงาน ควรถูกพิจารณาเป็นผู้ให้ความร่วมมือ แต่ไม่ใช่นิรโทษกรรม

ส่วนคนที่ไม่ออกมา แต่ถูกตรวจพบภายหลัง ต้องรับโทษเต็ม วิธีนี้จะเปลี่ยนผู้ซื้อผลสอบบางส่วนให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลในการลากไปถึงคนขาย เพราะนายหน้าระดับล่างมักรู้ว่าเงินไปหาใคร ใครรวมรายชื่อ และใครรับประกันผล

ไล่เส้นทางเงินก่อน เพราะเงินโกหกยากกว่าเอกสาร

คดีซื้อผลสอบไม่มีทางไม่มีเงิน หากมีการเรียกรับเงินรายละ ๓๐๐,๐๐๐–๖๐๐,๐๐๐ บาท หรือมากกว่านั้น เงินต้องไหลผ่านบางช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเงินสด บัญชีม้า บัญชีญาติ บัญชีบริษัทติวเตอร์ หรือบัญชีเครือข่ายนายหน้า

ต้องตรวจรายการโอนเงินก้อนใหญ่ก่อนและหลังสอบ การแบ่งโอนหลายงวด บัญชีที่รับเงินจากผู้สมัครหลายราย การถอนเงินสดผิดปกติ ทรัพย์สินใหม่ของเจ้าหน้าที่ ผู้รับจ้าง นายหน้า และคนใกล้ชิด รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้สอบผ่านผิดปกติกับบัญชีปลายทางเดียวกัน

ถ้าเจอบัญชีที่รับเงินจากผู้สมัครหลายราย บัญชีนั้นคือ “โหนดกลาง” ของเครือข่าย การไล่เส้นทางเงินมักพาไปถึงตัวใหญ่ได้เร็วกว่าการสอบปากคำทีละคน เพราะเอกสารอาจอ้างได้ว่าเป็นความผิดพลาด แต่เงินอธิบายยากกว่า

ไล่เส้นทางข้อมูล ใครแตะไฟล์ ใครแตะกระดาษ

หัวใจอีกด้านของคดีนี้คือเส้นทางข้อมูล ต้องทำ Digital Forensics เต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่เปิดไฟล์ดู ต้องยึดและสำเนาข้อมูลแบบนิติวิทยาศาสตร์จากคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ เครื่องสแกน Flash Drive อีเมล คลาวด์ ไลน์ ฮาร์ดดิสก์ และอุปกรณ์ของผู้รับจ้างกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ต้องตอบให้ได้ว่า ไฟล์คะแนนถูกสร้างเมื่อไหร่ ถูกแก้กี่ครั้ง ใครเป็นผู้แก้ล่าสุด เปิดจากเครื่องไหน เชื่อมต่อ Flash Drive ใด คะแนนเปลี่ยนก่อนหรือหลังเสนอคณะกรรมการ ภาพกระดาษคำตอบต้นฉบับตรงกับคะแนนประกาศหรือไม่ และมีกระดาษคำตอบชุดใดหาย ถูกแทนที่ หรือถูกสแกนซ้ำหรือไม่

จุดนี้จะลากไปถึงคนปฏิบัติการหลังบ้าน ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผลสอบ ถ้าจับไม่ได้ว่าใครแตะไฟล์ คดีจะเหลือแค่ข้อสงสัย แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไฟล์ถูกแก้ที่ไหน เมื่อไหร่ โดยใคร คดีจะเริ่มเดินถึงคนสั่งการ

ไล่เส้นทางอำนาจ ใครออกแบบระบบให้แก้ได้

คดีนี้ต้องไม่หยุดที่คนแก้ไฟล์ เพราะคำถามใหญ่กว่านั้นคือ ใครออกแบบระบบให้แก้ได้ ต้องเปิดเอกสารสำคัญอย่างน้อย ๖ ชุด ได้แก่ TOR การจัดสอบ รายชื่อผู้ร่าง TOR รายชื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง สัญญาจ้างผู้รับจ้าง รายชื่อกรรมการตรวจรับงาน และบันทึกการประชุมหรือการส่งมอบไฟล์ผลสอบ

ถ้า TOR ให้ผู้รับจ้างถือทั้งกระดาษคำตอบ สแกน ประมวลผล และจัดทำบัญชีผู้สอบผ่าน นั่นคือช่องโหว่เชิงโครงสร้าง คำถามคือ เป็นความผิดพลาด ความไม่รู้ หรือการจงใจเปิดประตู

ใครเขียน TOR ใครอนุมัติ ใครตรวจรับ ใครรับ Flash Drive ใครสั่งใช้ไฟล์ประกาศผล และใครได้ประโยชน์จากการปล่อยให้ผู้รับจ้างถือกุญแจหลายดอกพร้อมกัน นี่คือเส้นทางอำนาจที่ต้องไล่ให้ถึง
ใช้แผนผังเครือข่าย ไม่ใช่สอบแบบแยกคน

คดีนี้ควรใช้ Social Network Analysis จากข้อมูลหลายชุด ทั้งรายชื่อผู้สอบคะแนนผิดปกติ จังหวัด ตำแหน่ง สนามสอบ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร กลุ่มไลน์ นายหน้า ติวเตอร์ เจ้าหน้าที่ และผู้รับจ้างที่แตะข้อมูล

จากนั้นต้องวาดแผนผังว่าใครเชื่อมกับใคร ใครเป็นจุดรวมเงิน ใครเป็นจุดรวมรายชื่อ ใครเป็นจุดแก้ข้อมูล ใครเป็นตัวกลางระหว่างผู้สมัครกับผู้รับจ้าง และใครอยู่ใกล้ผู้มีอำนาจ

ตัวการใหญ่มักไม่ได้รับเงินเอง ไม่ได้ถือไฟล์เอง และไม่ออกหน้าเอง แต่จะเห็นได้จากคนกลางหลายสายที่วิ่งเข้าหาคนกลุ่มเดียวกัน

แยกผู้กระทำผิดเป็นชั้น แล้วจัดการไม่เหมือนกัน

ผู้ซื้อผลสอบต้องเพิกถอนผลและดำเนินคดี แต่เปิดช่องให้เป็นพยานหากให้ข้อมูลก่อน นายหน้าและติวเตอร์ต้องถูกยึดโทรศัพท์ บัญชี แชต และไล่เส้นทางเงินทันที

ผู้รับจ้างและทีมประมวลผลต้องถูกตรวจนิติวิทยาศาสตร์ไฟล์ทั้งหมด ใครแตะข้อมูลต้องอธิบายได้ ข้าราชการผู้กำกับ ตรวจรับ หรือรับรองข้อมูล ต้องถูกสอบวินัยร้ายแรงควบคู่คดีอาญา หากปล่อยปละ ละเว้น หรือรับรองข้อมูลเท็จ

ส่วนผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือผู้สั่งการ ยังไม่ควรกล่าวหาลอย ๆ แต่ต้องตรวจเส้นทางเงิน เส้นทางคำสั่ง การแต่งตั้งคน และการแทรกแซงการสอบสวน หากมีหลักฐานต้องไปให้ถึง

ต้องมีไทม์ไลน์ ไม่ใช่คำว่า “อยู่ระหว่างดำเนินการ”
ต้องมีกรอบเวลา และกำหนดเป็นมาตรการเร่งด่วน

  • ๒๔ ชั่วโมง : ล็อกไฟล์ กระดาษคำตอบ อุปกรณ์ บัญชี และสั่งห้ามทำลายเอกสาร
  • ๗ วัน : เปิดระบบให้ผู้เข้าสอบตรวจภาพกระดาษคำตอบของตัวเอง โดยปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น
  • ๑๕ วัน : เปิดช่องพยานผู้ให้ความร่วมมือ
  • ๓๐ วัน : เปิดผังเครือข่ายชุดแรก: นายหน้า–บัญชีรับเงิน–ผู้รับจ้าง–เจ้าหน้าที่แตะไฟล์
  • ๖๐ วัน : ชี้มูลกลุ่มแรก และแยกคดีเป็นชุด ได้แก่ คดีเงิน คดีข้อมูล คดีจัดซื้อจัดจ้าง และคดีผู้สั่งการ

บทสรุป

คดีนี้ต้องถูกเปลี่ยนจาก “สอบสวนผู้สอบผ่านผิดปกติ” ให้เป็น การรื้อเครือข่ายขายตำแหน่งราชการท้องถิ่น

อย่าจับแค่คนซื้อผลสอบ แต่ต้องจับคนขายอนาคตราชการไทย ถ้าแก้คะแนนได้ 5,000 คน แปลว่าไม่ได้มีแค่คนโกง แต่มีระบบที่ยอมให้โกง

ถ้าคดีนี้จบแค่เพิกถอนรายชื่อบางส่วน ตัวการใหญ่จะรอด อีกไม่กี่ปีระบบแบบเดิมก็อาจกลับมาใหม่ในชื่อการสอบชุดใหม่

การโกงสอบไม่ใช่แค่การโกงคะแนน แต่คือการปล่อยให้คนที่เริ่มต้นด้วยการทุจริตเข้าไปถืออำนาจรัฐ ถ้าจะลากให้ถึงตัวการใหญ่ ต้องหยุดรำมวย แล้วชกพร้อมกันทั้งสามทาง: เงิน ข้อมูล และอำนาจ

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โกงสอบโกงสอบท้องถิ่น
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ