การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยในการคัดเลือกผู้แทนที่เหมาะสมเข้าไปบริหารประเทศ ผ่านนโยบายและข้อกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเราในทุกมิติ แต่แม้จะตระหนักถึงความสำคัญเพียงใด เมื่อวันเลือกตั้งใกล้เข้ามา หลายคนกลับ เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและไร้พลังใจ ที่จะออกไปใช้สิทธิของตนเอง ในทางจิตวิทยาเรียกภาวะความเฉื่อยชาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนี้ว่า 'Voter Apathy'

Voter Apathy ความเฉื่อยชาที่สั่นคลอนประชาธิปไตยทั่วโลก
ภาวะเฉยเมยต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นปรากฏการณ์ระดับสากลที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศที่มีรากฐานประชาธิปไตยแข็งแกร่ง
วินเซนต์ พอนส์ (Vincent Pons) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจาก Harvard Business School เผยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในกลุ่มประเทศตะวันตก โดยผลการสำรวจพบว่าการเลือกตั้งหลายครั้งมีผู้มาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด
สอดคล้องกับรายงานจาก The Irish Times เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไอร์แลนด์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 ซึ่งระบุว่าปัจจัยหลักที่ทำให้คนเพิกเฉยต่อการเลือกตั้ง คือการขาดความสนใจทางการเมือง ความลังเลในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ไปจนถึง ความเชื่อที่ว่าคะแนนเสียงของตนเองนั้น “ไม่มีความหมาย”
จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 1,426 คน พบว่ามี 324 คนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ โดยเหตุผลส่วนใหญ่คือการไม่ได้พำนักอยู่ในเขตเลือกตั้ง (ร้อยละ 27) ตามด้วยภาระหน้าที่จากการทำงาน และอาการเจ็บป่วย (ร้อยละ 9) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือมีผู้ถึงร้อยละ 12 ที่อ้างว่าขาดความสนใจทางการเมือง และร้อยละ 6 ที่เชื่อว่าเสียงของพวกเขาไม่มีพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนอะไรได้

Voter Apathy เบื้องหลังความนิ่งเฉย เราแค่ “เบื่อ” จริงหรือ?
งานวิจัยด้านจิตวิทยาวิเคราะห์ว่า ภาวะนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘การกระจายความรับผิดชอบ’ (Diffusion of Responsibility) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ยิ่งเราอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก ความรู้สึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมจะยิ่งลดน้อยลง เพราะเกิดความชะล่าใจว่า “ถึงเราไม่ทำ ก็คงมีคนอื่นทำแทน” นำไปสู่การนิ่งเฉยในที่สุด
นอกจากปัจจัยทางจิตวิทยาแล้วยังมี “อุปสรรคเชิงระบบ” เช่น ขั้นตอนการลงทะเบียนที่ซับซ้อน หรือความยากลำบากในการเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งบั่นทอนความกระตือรือร้นของผู้คน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในวารสาร American Political Science Review (APSR) พบว่า การแก้ไขด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการส่งอาสาสมัครลงพื้นที่ให้ข้อมูลการลงทะเบียนแบบเคาะถึงประตูบ้าน (Door-to-Door) สามารถเพิ่มอัตราการลงทะเบียนเลือกตั้งจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 21 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญคือ “ความไม่ไว้วางใจในระบบ” ความเคลือบแคลงใจต่อพรรคการเมือง หรือปัญหาคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนเกิดความ "หมดศรัทธา" และตกอยู่ในวงจรความเชื่อที่ว่าการเลือกตั้งไร้ความหมาย

Voter Apathy ยิ่งเบื่อ ยิ่งต้องออกไปเลือกตั้ง
การลงคะแนนเสียงไม่ใช่เพียงเรื่องของความพึงพอใจ แต่คือการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตัวเราเอง ยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง ยิ่งต้องออกไปใช้สิทธิเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะการ "นอนหลับทับสิทธิ" นอกจากจะสูญเสียโอกาสในการกำหนดอนาคตแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสิทธิทางการเมืองตามกฎหมาย ดังนี้
- เสียสิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.
- เสียสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส., สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
- เสียสิทธิในการได้รับเลือกเป็นกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน
- ถูกจำกัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง และตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
Voter Apathy ความเฉื่อยชาทางการเมือง หรือความรู้สึก "หมดศรัทธา" ที่หลายคนเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การเลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่คนไทยทุกคนจะร่วมกันออกแบบอนาคตที่ตอบโจทย์ชีวิตเราจริง ๆ หากคุณยังลังเลหรือต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าคูหา สามารถมาร่วมวิเคราะห์ เจาะลึก และติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้ไปกับ Thai PBS ที่เว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/Election69
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ห่วงภาวะ “เลือกตั้งไร้ความหมาย” ทบทวนแผลเก่า เลือกตั้งปี 66
- ปรากฏการณ์ยอดแชร์ข้อมูล “รหัสเขตเลือกตั้ง”
- เลือกตั้งล่วงหน้าพบผิดปกติเพียบ
ที่มา: CNBC, Raconteur
คอลัมน์ต่อยอด l เสริมความคิด ต่อยอดความรู้ สื่อสารความเข้าใจ โดย ศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส (CCM)



















