ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

รู้จักอาวุธนิวเคลียร์ แล้ว “ไทย” เข้าใกล้ หรือยังห่างจากการครอบครองแค่ไหน?


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

นายกานต์ ปานชี

แชร์

รู้จักอาวุธนิวเคลียร์ แล้ว “ไทย” เข้าใกล้ หรือยังห่างจากการครอบครองแค่ไหน?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3649

รู้จักอาวุธนิวเคลียร์ แล้ว “ไทย” เข้าใกล้ หรือยังห่างจากการครอบครองแค่ไหน?

“ถ้าเป็นไปได้ พรรคทางเลือกใหม่ หมายเลข 10 จำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพกองทัพให้ประเทศไทย มีอาวุธนิวเคลียร์ หรือปรมาณูนิวเคลียร์ให้ได้ ภายในเวลา 2-3 ปีนี้ ถ้าเป็นไปได้ประเทศไทยต้องมีนิวเคลียร์ไม่น้อยกว่า 10 ลูก เอาไว้คานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในอนาคตน อย่างน้อยเขาก็ไม่กล้ารังแกเรา”

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งจากคลิปของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ พระราม 7” เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งเดือนกุมพาพันธ์ 2569 ที่ได้มีการกล่าวเป็นวิดีโอเอาไว้บนแพลตฟอร์ม Facebook ส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569

ซึ่งหากในอนาคตอาจมีการเริ่มดำเนินเรื่องต่ออย่างจริงจังเพื่อทำการเจรจากับประเทศมหาอำนาจ เพื่อการขอนำอาวุธนิวเคลียร์มาประจำการในประเทศไทย หรืออาจจะเป็นการติดต่อเจรจากับชาติที่มีการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อขอการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์มาไว้ในครอบครองก็เป็นได้ สู่คำถามที่น่าสนใจว่า แล้ว “ไทย” เข้าใกล้ หรือยังห่างจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มากแค่ไหน ? เราพาไปหาคำตอบกัน

ภาพจาก ALEXANDER ZEMLIANICHENKO, POOL, AFP

พาไปรู้จัก “อาวุธนิวเคลียร์” ในปัจจุบัน ทำงานอย่างไร?

ในเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ที่มีการใช้งาน หรือที่ถูกเรียกกันว่า “หัวรบ” ทั้งหมดนั้นจะขึ้นอยู่กับประเทศที่มีการใช้งาน ว่าจะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่มีน้ำหนักเท่าไหร่ หรือมีพลังอานุภาพเท่าไหร่ หรือว่าจะเป็นแบบไหน

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ระเบิดนิวเคลียร์เองก็จะมีส่วนประกอบที่เหมือนกับระเบิดขนาดทั่วไป ประกอบไปด้วยเชื้อปะทุหลัก และตัวจุดชนวนภายใน เพียงแต่จะแตกต่างตรงที่ว่า ระเบิดนิวเคลียร์จะมีความละเอียดอ่อน และต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้

     • ส่วนปฐมภูมิ : ระเบิดฟิชชั่นขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นชนวนภายใน
     • ส่วนทุติยภูมิ : เชื้อเพลิงฟิวชั่น ที่จะทำหน้าที่เป็นเชื้อปะทุขนาดใหญ่
     • เปลือกหุ้ม : เปลือกหุ้มของหัวรบนิวเคลียร์ต้องได้รับการออกแบบและประกอบอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเชื้อปะทุนั้นถูกผลิตขึ้นจากธาตุที่มีสารกัมมันตรังสีสูงมาก จึงต้องมีการใช้งานแร่ “ยูเรเนียม-238” หรือ “ตะกั่ว” ที่สามารถสะท้อนและป้องกันกัมมันตรังสีได้

ซึ่งหลักการทำงานของมันถ้าให้อธิบายแบบง่าย ๆ จะเป็นดังนี้

     ขั้นที่ 1 “การแตกตัว” : เมื่อขีปนาวุธได้มีการส่งหัวรบมาถึงที่หมายแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์จะทำการปลดล็อกสลัก และจุดระเบิดภายใน เพื่อทำให้เกิดการปล่อยรังสีเอ็กซ์เรย์ออกมา เพื่อสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ไปยังขั้นต่อไป
     ขั้นที่ 2 “การบีบอัด” : เมื่อรังสีมหาศาลถูกปล่อยออกมาจากชนวนระเบิด และบีบอัดส่วนทุติยภูมิ หรือถังเชื้อเพลิงภายในจนเกิดความร้อนสูง และมีความแน่นหนาสูงมาก
     ขั้นที่ 3 “การหลอมรวม” : เมื่อเกิดปฏิกิริยาบีบอัดจนเกิดความร้อนสูงจนถึงจุดวิกฤต เชื้อเพลิงที่ถูกบีบอัดจะปล่อยพลังงานมหาศาลกลับออกมา จนกลายเป็นแรงระเบิดอันมหาศาลจนสามารถถล่มเมืองใหญ่ ๆ ได้ทั้งเมือง

ภาพจาก Nuclear weapons - the facts

อาวุธนิวเคลียร์เคยถูกใช้งาน และทดสอบมาแล้วกี่ครั้ง?

โดยอาวุธพลังทำลายล้างสูงนี้ ถูกทดสอบครั้งแรก เมื่อเดือนกรกฎาคม 1945 ณ ทะเลทราบนิวเม็กซิโกในสหรัฐอเมริกา และเคยถูกใช้งานเพียงแค่ 2 ครั้งในหน้าประวัติศาสตร์โลก ณ เมืองฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 และ เมืองนางาซากิ ในวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ประเทศญี่ปุ่น โดยอเมริกาได้มีการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์จำนวน 2 ลูก ก็เพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแบบไม่มีเงื่อนไข

แต่ทว่าเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1949 สหภาพโซเวียต ได้มีการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของตัวเองขึ้นมาในชื่อ “ RDS-1 ” ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อย่างอังกฤษ และฝรั่งเศส เริ่มมีความต้องการในการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมา ซึ่งภายในช่วงสงครามเย็น มีการรายงานว่าหลากหลายประเทศทั้งมหาอำนาจหลัก และมหาอำนาจรอง ได้มีการทดลองและประจำการอาวุธนิวเคลียร์เอาไว้มากมาย รวมกว่า 2,100 ครั้งตลอดที่ผ่านมา

ภาพจาก RDS-1 - Wikipedia

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ระเบิดนิวเคลียร์ “Little Boy” ที่ทิ้งในเมือง ฮิโรชิมะ มีการบรรทุกเชื้อเพลิงยูเรเนียมเอาไว้เพียง 64 กิโลกรัม แต่กลับสามารถสร้างพลังทำลายล้างได้ถึง 16 กิโลตัน หรือเทียบเท่าระเบิด TNT ถึง 16,000 ตัน กับระเบิด “Fat Man” ที่ถูกทิ้งลงในเมือง นางาซากิ มีการบรรทุกเชื้อเพลิงพลูโตเนียมเอาไว้ 6.2 กิโลกรัม แต่สามารถปล่อยพลังทำลายล้างได้ถึง 21 กิโลตัน หรือเทียบเท่า TNT กว่า 21,000 ตัน ซึ่งนับว่ามีพลังทำลายล้างมากที่สุดในช่วงแรก

ซึ่งเมื่อเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ลูกอื่น ๆ ของสหรัฐอเมริาก ที่ได้มีการทดลองมาตั้งแต่สงครามเย็นได้เริ่มต้นขึ้น ตัวอย่างเช่น “Operation Cross 1946” ที่สามารถบันทึกแรงระเบิดเอาไว้ได้ 23 กิโลตัน กับ “Operation Dominic 1962” ที่สามารถบันทึกแรงได้ 600 กิโลตัน และ “The Castle Bravo 1954” ที่ว่ากันว่าเป็นความผิดพลาดของอเมริกา แต่สามารถบันทึกแรงระเบิดเอาไว้ได้ถึง 15 เมกะตัน หรือเป็นแรง TNT ราว 15,000,000 ตัน ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Castle Bravo - Wikipedia

แต่ทว่าการทดสอบทั้งหมดที่ว่ามา กลับเทียบไม่ได้กับการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก อย่าง AN602 “Ivan” หรือที่รู้จักกันในชื่อสากลว่า “Tsar Bomba” ที่ถูกทดสอบเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1961 และสามารถบันทึกแรงระเบิดได้มากถึง 50 เมกะตัน และสามารถรับรู้ได้ถึงแม้จะห่างไปหายร้อยกิโลเมตร

จากบันทึกของการทดสอบของระเบิดในครั้งนี้ ได้มีการรายงานเอาไว้ด้วยว่า พวกเขาจำเป็นที่จะต้องติดตั้งร่มสำหรับชะลอความเร็วเอาไว้ที่ด้านท้ายของระเบิด เพื่อชะลอความเร็วของระเบิดก่อนจะตกถึงพื้น และทำให้นักบินสามารถรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย

และภายหลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดของโซเวียตครั้งนี้ ทางอเมริการวมถึงโซเวียต และพันธมิตร จึงได้มีการร่วมกันจดอนุสัญญาการห้ามเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาได้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ที่แรงเทียบเท่า หรือมากกว่าระเบิดลูกนี้อีกแล้ว

ภาพถ่ายระเบิด Tsar Bomba ที่สามารถถ่ายได้จากระยะ 161 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลาง ภาพจาก Tsar Bomba - Wikipedia

ตัวอย่างเช่นหัวรบแบบทั่วไป ที่จะมีการบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์เอาไว้เพียง 1 หัวต่อ 1 ขีปนาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นหัวรบที่มีพลังสูง อย่างเช่น 

• W80 (อเมริกา) - 150 กิโลตัน
• RT-2PM2 (รัสเซีย) - 550 กิโลตัน
หรือจะเป็นหัวรบแบบมัดรวม หรือ MIRV (Multiple Independently Targetable Reentry Vehicles) ที่ได้มีการมัดรวมหัวรบเอาไว้มากมาย ตั้งแต่ 3-10 ลูกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ การทำลายล้างทวีคูณขึ้นอย่างน่าสะพรึง เช่น
• W87 (อเมริกา) - 300-475 กิโลตัน
• W88 (อเมริกา) - 475 กิโลตัน
• E-36M2 (รัสเซีย) - 550-750 กิโลตัน
• UR-100N (รัสเซีย) - 1 เมกะตัน

แต่ในยุคปัจจุบัน นอกจากหัวรบนิวเคลียร์ที่หลายประเทศให้ความสำคัญกันแล้ว ก็ยังมีในเรื่องของ “ขีปนาวุธ” ที่จะนำพาหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหลายของพวกเขาไปยังเป้าหมายได้ ซึ่งมีอยู่หลากหลายประเภท ตั้งแต่ขีปนาวุธร่อนทั่ว ๆ ไป หรือ Criuse Missile แบบ GLCM (ปล่อยจากภาคพื้น), ALCM (ปล่อยจากอากาศ), SLCM (ปล่อยจากใต้น้ำ) และแบบสำหรับขีปนาวุธทิ้งตัว หรือ Ballistic Missile ตั้งแต่ MRBM (ระยะกลาง), IRBM (ระยะไกล), ICBM (ข้ามทวีป), SLBM (จากใต้น้ำ)

ซึ่งหลายประเทศ มักจะนิยมจรวดแบบ Ballistic-Missile มากที่สุด เนื่องจากสามารถยิงได้ในระยะที่ปลอดภัย 100% อย่างเช่นแบบ SLBM ที่สามารถใช้กับเรือดำน้ำได้ และแบบ ICBM ที่สามารถยิงได้จากพื้นที่ของตัวเอง เพื่อทำลายพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ห่างไกลได้
ตัวอย่างเช่นรายชื่อขีปนาวุธ ดังนี้

• ขีปนาวุธร่อน [Cruise Missile]
o 9M730 Burevestnik - รัสเซีย  (ไม่จำกัด)
o ASMP-A - ฝรั่งเศส (500 กม.)
o PJ-10 Bramos - อินเดีย (600 กม.)

• ขีปนาวุธทิ้งตัว [Ballistic Missile]
o LGM-30 Minuteman III - อเมริกา (14,000 กม.)
o UGM-133 Trident II - อเมริกา (12,000 กม.)
o RS-24 Yars - รัสเซีย (11,000 กม.)
o RS-28 Sarmat - รัสเซีย (18,000 กม.)
o RSM-54 Bulava - รัสเซีย (10,000 กม.)
o Dongfeng-4 - จีน (5,500 กม.)
o Dongfeng-41 - จีน (15,000 กม.)
o Jù Làng 2 - จีน (7,200 กม.)
o Hwasong-19 - เกาหลีเหนือ (18,000 กม.)
o Agni-V - อินเดีย (8,000 กม.)
o Jericho III - อิสราเอล (11,500 กม.)

ภาพจาก NTI Education Tutorial

ผลกระทบของระเบิดนิวเคลียร์มีอะไรบ้าง?

สิ่งที่จะเกิดขึ้น หากต้องเผชิญกับการถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะลูกใหญ่ หรือลูกเล็ก จะแบบฟิวชั่น หรือแบบฟิชชั่น เพราะนอกจากพลังทำลายล้างอันมหาศาลของระเบิด ก็คือกัมมันตรังสี ที่ถูกปล่อยฟุ้งออกมาจากเชื้อปะทุภายหลังจากการระเบิด และจะปนเปื้อนรอบพื้นที่ของการระเบิด

ซึ่งสิ่งที่นำพาสารกัมมันตรังสีมาแพร่ใส่พวกเรา มาจากเชื้อปะทุหลัก ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากแร่ “ยูเรเนียม-235” ภายในลูกระเบิด และธาตุอื่น ๆ อีกจำนวนมหาศาล ที่จะสามารถแพร่กัมมันตรังสีออกมาปนเปื้อน และทะลุทะลวงทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก, ไม้, คอนกรีต หรือเนื้อหนัง และจะอยู่แบบนั้นไปอีกยาวนานกว่า 100 ปี ไปจนถึง 50,000 ปี แล้วแต่จำนวนตัวเลขของจำนวนของกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมา

โดยสำหรับผู้คนที่อยู่ใกล้พื้นที่ศูนย์กลางของระเบิด หรือ “Ground Zero” ถึงแม้ว่าจะสามารถรอดจากแรงระเบิดมาได้ และต้องพบกับอาการตาบอดชั่วคราวหรือถาวร หรืออาการผิวหนังไหม้จากความร้อนของระเบิด แต่กัมมันตรังสีที่ผู้คนในบริเวณนั้นได้รับ จะอยู่ในระดับที่รุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่นาน จากโรคที่เรียกกันว่า “โรคแพ้รังสี” ซึ่งอาการจะมีทั้ง คลื่นไส้, อาเจียน, ท้องเสียรุนแรง, ผมร่วง, ระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

และกับผู้คนที่อาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ Ground Zero ถึงอาจจะสามารถหลีกหนีแรงปะทะจากระเบิดโดยตรงได้ แต่ก็ยังต้องเสี่ยงกับภัยจากกัมมันตรังสี ที่จะถูกพัดพาไปตามลมในบริเวณนั้น ซึ่งจะมีการแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย และส่งผลกระทบให้ต่อมหรืออวัยวะบางอย่างของเราได้รับความเสียดาย จนก่อให้เกิดมะเร็งในเวลาต่อมา ตัวอย่างเช่นมะเร็งเม็ดเลือดขาว, มะเร็งต่อมไทรอยด์ และมะเร็งกระดูกได้ในอีกหลายปีต่อมา หรือบ้างก็อาจจะส่งผลต่อระบบสืบพันธ์ุของมนุษย์ ทำให้ทารกที่จะเกิดมา อาจจะมีความผิดปกติด้านพันธุกรรมได้

ภาพรูปบรรทุกขีปนาวุะนิวเคลียร์ ภาพจาก ANDREY SMIRNOV, AFP

จาก “อาวุธนิวเคลียร์” สู่ “ระบบป้องกัน”

รู้หรือไม่ว่า ในกลยุทธ์การทำสงครามในปัจจุบัน นอกจากแนวคิดการใช้งานระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะมหาอำนาจใหญ่หรือมหาอำนาจรอง ก็ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวกับการป้องกันภัยร้ายจากขีปนาวุธสำหรับแบกหัวรบนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาด้วยการทูต หรือการออกแบบอาวุธเฉพาะทาง เพื่อสกัดการโจมตีของอาวุธพวกนี้ด้วยเช่นกัน…

ระบบ Ballistic Missile Defense (BMD) เป็นระบบปฏิบัติการ และมาตรการของกองทัพหลากหลายชาติ อย่างเช่นอเมริกา, จีน, รัสเซีย, เกาหลีใต้, ยุโรป และกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ได้มีการใช้งานกันอย่างทั่วหน้า เพื่อรับรองความปลอดภัย ของตัวเอง หากมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์จากข้าศึก

ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่มีมาตรการ BMD จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบป้องกันภัยทางอากาศ หรือ SAM (Surface-to-Air Missile) ให้กลายเป็น Anti-Ballistic Missile (ABM) เพื่อให้สามารถทำการสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว หรือขีปนาวุธอื่น ๆ ที่มีขีดความสามารถในการบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้ แต่บางประเทศก็ได้มีการพัฒนาจรวดรุ่นพิเศษ มาเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธข้าวทวีปเหล่านี้โดยเฉพาะด้วยเช่นกัน

โดยในประเทศที่มีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว หรือ Ballistic-Missile อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา และบรรดาชาติพันธมิตรในกลุ่ม NATO เอง หรือแม้แต่รัสเซียกับจีนเอง ก็ได้มีการสร้างฐานของระบบป้องกัน เอาไว้ในประเทศตัวเองหลากหลายแบบ ตัวอย่างเช่น

• ฐานเรดาร์ตรวจจับภัยทางอากาศ และขีปนาวุธ
o ระบบ AEGIS Ashore
o ระบบ Therminal High Altitude Area Defense (THAAD)
o ระบบ Prithvi Air Defense (PAD)

• ฐานยิงขีปนาวุธพื้น-อากาศ [SAM]
o ระบบ MIM-104 Patriot (สหรัฐอเมริกา)
o ระบบ LSAM (เกาหลี)
o ระบบ Arrow “Hetz” (อิสราเอล)
o ระบบ HQ-9 (จีน)
o ระบบ HQ-16 (จีน)
o ระบบ HQ-19 (จีน)
o ระบบ HQ-22 (จีน)
o ระบบ S-300 (รัสเซีย)
o ระบบ S-400 (รัสเซีย)

• เรือรบ AEGIS หรือเรือรบที่มีระบบรองรับ
o เรือลาดตระเวนชั้น Ticonderoga กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
o เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
o เรือพิฆาตชั้น Kongo กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น
o เรือพิฆาตชั้น Atago กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น
o เรือพิฆาตชั้น Maya กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น
o เรือพิฆาตชั้น Sejong the Great กองทัพเรือเกาหลีใต้
o เรือพิฆาตชั้น Daring กองทัพเรืออังกฤษ
o เรือพิฆาตชั้น Horizon กองทัพเรือฝรั่งเศส / อิตาลี
o เรือฟรีเกตชั้น FREMM กองทัพเรือฝรั่งเศส / อิตาลี

“ระบบป้องกันภัยทางอากาศ MIM-104 Patriot” ภาพจาก File:MIM-104 Patriot.JPG - Wikimedia Commons

ขั้นตอนการป้องกันหากถูกโจมตีจากอาวุธนิวเคลียร์

หลักการทำงานของ BMD (Ballistic-Missile Defense) และ ABM (Anti-Ballistic Missile) โดยหลักแล้วจะมีแบ่งออก 3 ขั้นตอนประกอบด้วย

1. การตรวจจับและระบุเป้าหมาย : เมื่อขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ของข้าศึกถูกยิงขึ้น เรดาร์ของประเทศที่เฝ้าระวังภัยจะมีการทำงานอย่างหนัก และประสานข้อมูล เพื่อติดตามและพยายามระบุเป้าหมายของขีปนาวุธลูกนั้นที่กำลังเข้ามา พร้อมกับแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในเมืองเพื่อให้รีบทำการอพยพหรือหนีเข้าที่กำบังโดยทันที

2. การติดตามและควบคุมการยิง : เมื่อสามารถระบุเป้าหมาย และประเมินออกมาแล้วว่าเป็นภัย ทางหน่วยเรดาร์จะเริ่มทำการติดต่อประสานงานกับหน่วยงาน หรือยูนิตป้องกันภัยทางอากาศของตัวเองหรือพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นฐานบนภาคพื้น หรือฐานยิงในทะเล

3. การสกัดกั้นและทำลาย : ภายหลังจากการระบุเป้าหมายของขีปนาวุธ และคำนวณเส้นทางเรียบร้อย ที่บริเวณของฐานยิงสกัดกั้นที่เป็นทั้งฐานทัพทางบก หรือฐานทัพทางทะเล จะมีการเริ่มทำปฏิบัติการ BMD กันอย่างเคร่งครัด และทำการยิงขีปนาวุธสำหรับสกัดกั้นหัวรบโดยเฉพาะขึ้นไปเพื่อทำลายภัยคุกคามเหล่านั้นในทันที

โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ที่ว่ามา จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาทีเท่านั้น เนื่องจากความเร็วของจรวดมิสไซล์ที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่หมายถึงความยากในการสกัดกั้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประเทศที่มีการใช้งานระบบป้องกันนี้ จำเป็นที่จะต้องสกัดขีปนาวุธลูกนี้ให้ได้ ภายในระยะ Midcourse และ Terminal ของขีปนาวุธทิ้งตัว

“ระบบป้องกันภัยทางอากาศ AEGIS Ashore” ภาพประกอบจาก Aegis Ashore Missile Defense System

แล้ว “ไทย” เข้าใกล้ หรือยังห่างจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แค่ไหน?

จากการสืบค้นหาข้อมูล และการสัมภาษณ์ข้อมูลจาก นายอนาลโย กอสกุล นักวิเคราะห์ และนักสังเกตการณ์ทางทหารจากเว็บไซต์ และเพจ Facebook “Thai Armed Forces” ซึ่งทาง Thai PBS Verify เอง ก็เคยได้มีการเล่าคำตอบข้อสงสัยนี้เอาไว้แล้วส่วนหนึ่งเช่นกัน

โดยนายอนาลโยได้มีการให้ข้อมูลไว้ว่า ประเทศไทยมีความเป็นไปได้ในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์น้อยกว่า 0.5% หรืออาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำไป เนื่องจากว่าเหล่ามหาอำนาจ และประเทศที่มีการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่มีทางที่จะขายอาวุธนิวเคลียร์ให้กับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พันธมิตร หรือไม่ได้สนิทสนมด้วย

เพราะด้วยความที่ประเทศที่ได้มีการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน แทบจะทั้งหมด ล้วนใช้งานหัวรบนิวเคลียร์ที่มีการพัฒนา, ทดลอง, ผลิต และใช้งานในประเทศตัวเองกันทั้งสิ้น อย่างเช่น

• มหาอำนาจหลัก
o สหรัฐอเมริกา [ตั้งแต่ปี 1945]
o รัสเซีย   [ตั้งแต่ปี 1949]
o อังกฤษ  [ตั้งแต่ปี 1952]
o ฝรั่งเศส  [ตั้งแต่ปี 1960]
o จีน   [ตั้งแต่ปี 1964]

• มหาอำนาจรอง
o อินเดีย  [ตั้งแต่ปี 1974]
o อิสราเอล  [ตั้งแต่ปี 1976]
o ปากีสถาน  [ตั้งแต่ปี 1998]
o เกาหลีเหนือ  [ตั้งแต่ปี 2006]

แผนภูมิ Infographic แสดงจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของแต่ละประเทศ ภาพจาก Statista

ยกเว้นในบางกรณีอย่างเช่นสหราชอาณาจักร ที่เคยได้มีการเข้าประจำการระเบิดและขีปนาวุธนิวเคลียร์จากสหรัฐอเมริกา เพื่อกดดันสหภาพโซเวียตที่คอยพัฒนาและทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของตัวเองในช่วงสงครามเย็น หรือจะเป็นเกาหลีเหนือที่ไม่ได้อยู่ในอนุสัญญานิวเคลียร์ใด ๆ และสามารถทำตามใจชอบได้ แต่จะถูกต่างชาติจับจ้องอยู่ไปอีกเป็นสิบปี

หรือถ้าเป็นในกรณีที่ไทยจะพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ด้วยตัวเอง สิ่งที่เป็นปัญหาในการพัฒนามากที่สุดก็คือ “งบประมาณ” และ “เวลาที่ต้องใช้” โดยมีการประเมินตัวเลขของงบประมาณที่จะต้องใช้ในการพัฒนาโครงการมาเบื้องต้นอยู่ราว 5-6 แสนล้านบาทไทย และใช้เวลาอีกราว 20-30 ปี ในการพัฒนา และเริ่มทำโครงการใหม่ตั้งแต่ 0 ซึ่งเทียบเท่างบประมาณกลาโหมดั้งเดิมราว 3 เท่า และยังไม่ได้รวมถึงงบประมาณในส่วนอื่น อย่างเช่นการทำขีปนาวุธและเครื่องบิน เพื่อนำระเบิดไปส่ง หรือปล่อยยังเป้าหมายได้

และด้วยงบประมาณที่มากขนาดนั้น ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อยกระดับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทย ไปได้อีกหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา สวัสดิการประชาชน และการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเอง หรือการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศได้อย่างสบาย ๆ

กับในเรื่องของกฎหมายภายในอนุสัญญานิวเคลียร์ที่ประเทศไทย เคยได้มีการเซ็นร่วมกับนานาประเทศเอาไว้กว่า 190 ประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เหล่าประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ อย่างสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน ต้องการที่จะควบคุมประเทศที่ต้องการ หรือกำลังจะมีการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง ไม่ให้สร้างความวุ่นวายจากการใช้งานอาวุธนิวเคลียร์เพื่อข่มขู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค หรือแว้งกัดตัวเองมหาอำนาจในภูมิภาคเอง

และเพื่อควบคุมสมดุลของอาวุธนิวเคลียร์บนโลก ให้มีเพียงแค่มหาอำนาจเท่านั้นที่จะใช้งานเพื่อการทูต และการกดดันเพียงเท่านั้น ตามเนื้อความ และข้อบังคับของ “สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ NPT (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons)” ของสหประชาชาติ ที่คาดว่าหากไทยมีการดำเนินโครงการ ทั่วโลกจะเล่นงานไทย ด้วยมาตราดังนี้

• มาตรา 2 (พันธกรณีของรัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์) : ประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (NNWS) สัญญาว่าจะไม่รับโอน ผลิต หรือแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครอง

• มาตรา 3 (มาตรการความปลอดภัย - Safeguards) : รัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ต้องยอมรับการตรวจสอบจาก IAEA เพื่อยืนยันว่าวัสดุนิวเคลียร์ถูกนำไปใช้ในทางสันติเท่านั้น ไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปทำระเบิด

• มาตรา 4 (สิทธิในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สันติ) : ยืนยันว่าทุกรัฐภาคีมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการพัฒนาและใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่การสงคราม และมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางเทคโนโลยี

• มาตรา 6 (การเจรจาลดอาวุธ) : ทุกรัฐภาคี โดยเฉพาะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ สัญญาว่าจะเจรจาด้วยความสุจริตใจเพื่อยุติการแข่งขันสะสมอาวุธและนำไปสู่การลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์

• มาตรา 7 (เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์) : ให้สิทธิกลุ่มประเทศต่างๆ ในการจัดทำสนธิสัญญาเพื่อกำหนดให้ภูมิภาคของตนเป็น "เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์" (เช่น สนธิสัญญากรุงเทพฯ ในอาเซียน)

แต่ทว่าแน่นอนในเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเพราะการจัดซื้อ หรือเริ่มต้นการพัฒนานิวเคลียร์ด้วยตัวเอง จะถูกต่างชาติโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจทางอาวุธนิวเคลียร์จับจ้อง และพยายามแทรกแซงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของไทยในทันที ตามอนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาเพื่อตรวจสอบ และกดดันให้ไทยยุติการโครงการของไทย ไม่ว่าจะด้วยการกดดันทางการทูต ไปจนถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยไปอีกหลายร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน หรืออาจจะประเมินไม่ได้

หรือในกรณีที่แย่ที่สุดนั่นก็คือการปฏิบัติการพิเศษทางการทหารของประเทศมหาอำนาจหรือเพื่อนบ้าน เพื่อปิดฉากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไทยด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่นในกรณีของอิรัก ที่พยายามพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 แต่ก็ต้องถูกโจมตีจนตั้งระงับโครงการไปในปี 1981 โดยประเทศอิสราเอล ภายใน Operation Opera 1981 หรือในกรณีของอิหร่าน ที่ได้มีความพยายามในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเอง แต่กลับถูกอเมริกาลอบโจมตีจนได้รับความเสียหายอย่างหนักใน Operation Midnight Hammer 2025 ที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกเลยทีเดียว

บทความ “ส่องปฏิบัติการ Midnight Hammer 2025” โดย Thai PBS

อย่างสุดท้ายคือ “ความจำเป็นของไทย ในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” ถ้าให้เปรียบเทียบกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อรับประกันความได้เปรียบของตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุดหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 กับรัสเซียและจีน ทีไ่ด้มีการพัฒนานิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษและฝรั่งเศส ที่ได้มีการครอบครองนิวเคลียร์ เพื่อช่วยอเมริกาคานอำนาจกับโลกคอมมิวนิสต์ และประเทศมหาอำนาจรองอื่น ๆ ที่ต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง เพื่อรับประกันความปลอดภัยของตัวเอง ต่อมหาอำนาจ หรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่มีแววจะเป็นภัยคุกคาม

แต่สำหรับประเทศไทย ที่ถึงแม้อาจจะเคยมีปัญหากับประเทศรอบข้าง อย่างกัมพูชาที่เคยมีการเปิดศึกมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา หรือมาเลเซียกับ สปป.ลาว ที่เราสามารถทำ MOU และปักปันเขตแดนให้ชัดเจน เพื่อยุติความขัดแย้ง กับเมียนมา ที่ถึงแม้ว่าจะมีแววว่าจะเป็นภัยคุกคาม แต่ก็ยังมีปัญหาภายในบ้านตัวเอง จากสงครามกลางเมืองที่ยังไม่จบ

ดังนั้นจึงประมาณการได้ว่า ประเทศไทย ยังอาจไม่มีความจำเป็นในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และที่สำคัญจะมีหลากหลายองค์กรเข้ามาเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส รวมถึงพันธกิจของประเทศไทย หากมีการดำเนินกิจการนิวเคลียร์ขึ้นมาจริง ๆ


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : Thai PBS Verify, statista, tutorials.nti, bbc, digital.newint, scispec, youtube, youtube

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ระเบิดนิวเคลียร์นิวเคลียร์อาวุธนิวเคลียร์NuclearNuclear weaponเทคโนโลยีThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech TechTechnology
นายกานต์ ปานชี

ผู้เขียน: นายกานต์ ปานชี

นักศึกษาฝึกงาน ผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีกองทัพ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

บทความ NOW แนะนำ