Profile icon

ตรวจสอบนโยบาย “ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ของไทย” จาก “เต้ มงคลกิตติ์” นักวิชาการชี้ไม่คุ้มค่า-เกิดขึ้นจริงไม่ได้

DateClock icon19:04|การเมือง
Thai PBS Verify ตรวจสอบความเป็นไปได้ของนโยบาย "จัดซื้อ-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ต่ำกว่า 10 ลูก" ของ "เต้ มงคลกิตติ์" จากพรรคทางเลือกใหม่ พบ อดีต-ปัจจุบัน ไทยไม่มีนโยบายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารระบุ ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นจริง

ไทยจะมี “นิวเคลียร์” ไม่น้อยกว่า 10 ลูก ได้จริงหรือไม่ ?

ถ้าเป็นไปได้ พรรคทางเลือกใหม่ หมายเลข 10 จำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพกองทัพให้ประเทศไทย มีอาวุธนิวเคลียร์ หรือปรมาณูนิวเคลียร์ให้ได้ ภายในเวลา 2-3 ปีนี้ ถ้าเป็นไปได้ประเทศไทยต้องมีนิวเคลียร์ไม่น้อยกว่า 10 ลูก เอาไว้คานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในอนาคต อย่างน้อยเขาก็ไม่กล้ารังแกเรา  

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งจากคลิปของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ พระราม 7” เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ได้มีการกล่าวเป็นวิดีโอเอาไว้บนแพลตฟอร์ม Facebook ส่วนตัวของเขาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งมีใจความโดยละเอียดว่า

จากสถานการณ์วิกฤตสงครามของโลก ตอนนี้ก็มีโอกาสสูงที่ประเทศมหาอำนาจจะห้ำหั่นใส่กัน กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เป็นการเปิดฉากกันระหว่าง ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา กับเวนาซุเอล่า

ใครจะไปคาดคิดล่ะครับว่าประธานาธิบดีเวเนซูเอล่าและเมียเนี่ยจะถูกทรัมป์ส่งหน่วยลับ ไปจับถึงในประเทศ ไปขึ้นศาลที่สหรัฐอเมริกา แล้วตอนนี้ทางทรัมป์ก็มีการขู่ไปที่โคลอมเบียอีก ว่าจะมีการดำเนินการทางทหาร ซึ่งตอนนี้ทางรัสเซีย หรือจีนเอง ประเทศมหาอำนาจที่อยู่คนละฝ่ายกับอเมริกาก็เริ่มไม่พอใจเป็นอย่างมาก เริ่มรู้สึกว่าทรัมป์อาจจะเป็นอันตรายต่อประเทศตัวเองก็ได้

ดังนั้น ในสภาวะที่อาจจะเกิดสงครามขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2569 จนถึงปัจจุบันและอนาคตด้วย มีโอกาสสูงมาก เพราะฉะนั้นไทยจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพกองทัพ ผมเนี่ยในฐานะที่เคยเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพ แล้วก็เล็งเห็นนะฮะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ เพราะฉะนั้นไทยจึงจำเป็นที่จะต้องทุ่มงบประมาณ ทุ่มศักยภาพทุกอย่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพกองทัพอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันตนเอง และป้องกันภัยจากอริ หรือจะเป็นศัตรูทุกรูปแบบ จากสงครามตัวแทน

ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ พรรคทางเลือกใหม่ หมายเลข 10 จำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพกองทัพให้ประเทศไทย มีอาวุธนิวเคลียร์ หรือปรมาณูนิวเคลียร์ให้ได้ ภายในเวลา 2-3 ปีนี้ ถ้าเป็นไปได้ประเทศไทยต้องมีนิวเคลียร์ไม่น้อยกว่า 10 ลูก เอาไว้คานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในอนาคต อย่างน้อยเขาก็ไม่กล้ารังแกเรา 

เพราะถ้ารังแกเรา เรามี 10 ลูก เราก็สามารถกามิกาเซ่ใส่เขาได้เหมือนกัน มึงตายกูก็ตายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างไรก็ตาม ถ้าเขายิงมาเราก็ต้องสู้ หรือสู้แบบสุดตัว ต่อให้เขายิงมา เป็นพันลูก เรามีสิบลูกก็ยังดีวะ

“เต้ พระราม 7 หรือ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ไลฟ์สดพูดถึงนโยบายครอบครองนิวเคลียร์หากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี (ภาพจาก : Facebook มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์)

แต่ประเทศไทยของเรา หรือกองทัพไทยของเรา สามารถครอบครอง และประจำการอาวุธขั้นสูงอย่างระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ได้จริงหรือไม่ ?

คลิปจากโพสต์ของ “เต้ พระราม 7”

สถานภาพของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในไทยเป็นอย่างไร ?

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)

จากการสืบค้นข้อมูลของ Thai PBS Verify พบว่า สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)  ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านนิวเคลียร์โดยเฉพาะแห่งเดียวของประเทศไทย ได้มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ถึงเรื่องวิสัยทัศน์, พันธกิจ และอำนาจหน้าที่ กับกลยุทธ์ไว้ในเว็บไซต์หลักเช่นกัน ซึ่งมีใจความว่า  

“เป็นศูนย์กลางการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม เเละการบริการเพื่อใช้ประโยชน์เทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อความยั่งยืนในประเทศเเละภูมิภาคอาเซียน”

สทน

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)

พันธกิจ และอำนาจหน้าที่ของ สทน.

  • วิจัย พัฒนา เทคโนโลยีนิวเคลียร์ เเละผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ
  • ให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจเเละสังคม
  • พัฒนาบุคลากรเเละโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาให้บริการ 
  • ดำเนินงานด้านความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัย และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี
  • สร้างการรับรู้เพื่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในภาคเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

กลยุทธ์ของ สทน.

  • สร้างงานวิจัยเพื่อสร้างฐานวิชาการที่เข้มเเข็งเเละยกระดับงานบริการให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม เเละสิ่งเเวดล้อมเพิ่มขึ้น
  • ยกระดับสมรรถนะกำลังคนให้มีศักยภาพสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์เเละสร้างซ่อมโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เเละพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการบริการในอนาคต
  • พัฒนาเเละสร้างความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรทั้งในเเละต่างประเทศเพื่อขยายงานบริการด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์
  • พัฒนาระบบนิเวศในการทำงานที่สร้างสรรค์เเละยั่งยืน เเละยกระดับการสื่อสารเพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้สังคม ภาคีเครือข่าย เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เเละความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เเละรังสีในพื้นที่เป้าหมายเเละในระดับภาพรวมของประเทศ

แต่ไม่มีนโยบาย หรือแนวคิดใด ๆ เลยที่ สทน. จะมีการนำนิวเคลียร์มาใช้งานเป็นอาวุธเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ สถาบันนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพของไทย ได้มีการกล่าวอย่างชัดเจนในวิสัยทัศน์, พันธกิจ และอำนาจหน้าที่ กับกลยุทธ์ของพวกเขาในเว็บไซต์หลักของพวกเขาเองเช่นกัน ซึ่งในเนื้อความดังนี้

“องค์กรชั้นนำมาตรฐานระดับนานาชาติ ในการกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสี ด้วยธรรมาภิบาล เพื่อความมั่นคงและปลอดภัย ของประเทศชาติ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม”

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติภาพ

ขณะที่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติภาพ (สปส.) ระบุถึง พันธกิจ และภารกิจ ขององค์กรไว้ ดังนี้

พันธกิจของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติภาพ

  • กำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้เป็นไปตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัย และการพิทักษ์ความปลอดภัย
  • เฝ้าระวังภัย เตรียมพร้อม และรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอย่างมีประสิทธิภาพ
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยทางนิวเคลียร์และรังสี รวมถึงพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลความปลอดภัย
  • เสริมสร้างเครือข่าย พันธกรณี และความตกลงระหว่างประเทศด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสี
  • เผยแพร่ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัยจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้แก่ประชาชน

วิสัยทัศน์และพันธกิจ ของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติภาพ (สปส.)

ภารกิจของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติภาพ

  • ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • รับผิดชอบงานเลขานุการของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
  • กำกับดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
  • เสนอแนะนโยบาย แนวทาง และแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ
  • ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและมาตรฐานด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี และพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
  • ประสานและดำเนินการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศและดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณีหรือความตกลงระหว่างประเทศ
  • ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน หรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งวิสัยทัศน์ และแก่นหลักของสถาบันนิวเคลียร์แห่งชาติแห่งประเทศไทย คัดค้านแนวคิดหรือนโยบายใด ๆ ในการนำนิวเคลียร์มาใช้งานเป็นอาวุธ ร่วมกับนานาชาติ

พรรคการเมืองอื่น ๆ มีนโยบายนิวเคลียร์หรือไม่ ?

จากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม Thai PBS Verify พบว่านโยบายของพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ได้มีการพูดถึงแผนการจัดการสำหรับหน่วยงานกลาโหม มีเพียงการพูดถึงเรื่องการจัดการสวัสดิการทหาร, แผนการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน หรือแผนการมอบผลตอบแทนให้กับผู้เข้าสมัครเป็นทหารด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้มีพรรคไหน ที่ได้มีการพูดถึงนโยบายนิวเคลียร์หรืออาวุธขั้นสูงอื่น ๆ เหมือนกับพรรคทางเลือกใหม่เลยแม้แต่น้อย

นโยบายกลาโหมของ “พรรคประชาชน”

พรรคประชาชน มีนโนบายไปที่การแก้ไขกฎหมายการเกณฑ์ทหาร เพื่อหันไปใช้ระบบกองทหารอาสา หรือด้วยการสมัครทหารเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อการสร้างกำลังพลที่มีคุณภาพจริง ๆ และเพื่อขจัดต้นตอทุจริตภายในระบบราชการ ดั่งคำที่ว่า

คุณภาพของกองทัพและความมั่นคงของประเทศขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความมุ่งมั่นของพลทหารเป็นสำคัญ จากการศึกษาของ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร พบข้อเท็จจริงว่าพลทหารที่สมัครใจมีความแตกต่างจากทหารเกณฑ์ที่ถูกบังคับผ่านการจับสลากอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

  • ประสิทธิภาพการทำงาน : พลทหารสมัครใจมีระเบียบวินัยสูงกว่า มีสถิติปัญหาการใช้ยาเสพติดต่ำกว่า และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในฐานะ “ทหารอาชีพ”
  • ขจัดต้นตอการทุจริต : การบังคับเกณฑ์ทหารเป็นบ่อเกิดของการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร รวมถึงปัญหา “ทหารผี” ที่ผู้บังคับบัญชาโอนเงินเดือนพลทหารเข้ากระเป๋าตนเองแลกกับการปล่อยตัวกลับบ้าน
  • ปกป้องเกียรติภูมิ : ยุติการนำพลทหารไปเป็น “พลทหารรับใช้” หรือใช้แรงงานในกิจการส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา ซึ่งบั่นทอนศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของกองทัพ

Infographic นโยบายกองทัพของพรรคประชาชน

เราจะเปลี่ยนระบบบังคับสู่ความสมัครใจ 100% โดยมีมาตรการเบื้องต้น ดังนี้

  1. ใช้ระบบทหารอาสา: อาศัยอำนาจตาม ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2565 เพื่อรับสมัครพลทหารมาทดแทนการตรวจเลือก (เกณฑ์ทหาร) แบบเดิม
  2. ปรับรูปแบบการทำงานแบบมืออาชีพ: พลทหารที่ผ่านการฝึกพื้นฐานแล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่ถี่ขึ้น มีวิถีชีวิตไม่ต่างจากลูกจ้างส่วนราชการอื่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างหน้าที่และการดูแลครอบครัว
  3. คุ้มครองสวัสดิภาพขั้นสูงสุด: บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อประกันความปลอดภัยของพลทหารจากการถูกลงโทษที่ผิดกฎหมาย และห้ามนำพลทหารไปใช้งานนอกเหนือภารกิจทางการทหารอย่างเด็ดขาด

แต่ก็ไม่ได้มีส่วนไหน ที่ได้มีการกล่าวถึงแผนการจัดซื้อ หรือพูดถึงความต้องการอาวุธขั้นสูงอย่างอาวุธนิวเคลียร์เลยแม้แต่น้อย

นโยบายกลาโหมของ “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

เฉกเช่นเดียวกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จะมีการมอบเงินพิเศษให้กับผู้ที่สมัครทหาร และสวิสดิการอื่น ๆ ภายในกองทัพ กับการปักปันเขตแดนให้เรียบร้อย และยกเลิก MOU กับกัมพูชา ซึ่งมีเนื้อความโดยละเอียดดังนี้

ยกเลิก MOU-43 MOU-44

MOU ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง มีแต่ไทยที่ยึดถือกติกา แต่กัมพูชาละเมิดกว่า 600 ครั้ง ในที่สุดเกิดการปะทะที่ยืดเยื้อแบบทุกวันนี้ ต้องยกเลิก ล้างไพ่ ค่อยเจรจาใหม่หลังการปะทะยุติ ยึดหลักสากลคือการใช้ระบบ “สันปันน้ำ” แผนที่ 1 ต่อ 50,000 ที่ทั่วโลกใช้กัน จุดยืนต้องชัดเจน เอาแผ่นดินกลับมาให้ได้

สร้างรั้วไทย – กัมพูชา

ขีดเส้นแบ่งแดนให้ชัดเจน ยืดคืนทั้งดินแดนทางบกและทะเลอย่างเด็ดขาด รวมถึงแหล่งพลังงานในทะเล พร้อมเสริมกำลังและอาวุธให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการรุกล้ำ ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

ออกรบ 200,000 บาท

จ่ายทันทีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบจริง โดยจะจ่ายย้อนหลังให้กลุ่มที่ 1 สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรบชายแดนไทยกัมพูชาระหว่างวันที่ 24-29 กรกฎาคม 2568 และกลุ่มที่ 2 สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรบชายแดนไทยกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการยุติสถานการณ์ รวมถึงดูแลลูกเมียทหารผู้สูญเสีย ให้รับราชการในกองทัพต่อได้

เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท

สำหรับผู้สมัครใจเป็นทหาร ไม่รวมกับเงินเดือนและสวัสดิการอื่น ๆ มั่นใจว่ายอดผู้สมัครใจจะพุ่งสูงขึ้นจนเต็มอัตราความต้องการของกองทัพ โดยสามารถจ่ายได้ทันที ในการเกณฑ์ทหารเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ หากพรรคได้รับโอกาสในการเข้าบริหารประเทศ

ทหารเกณฑ์รับเงินเดือน + เงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพรวม 15,000 บาท และปรับรายได้ทหารเกณฑ์ให้เหมาะสมกับเลขค่าครองชีพในปัจจุบัน

พรรครวมไทยสร้างชาติ

จากข้อมูลทั้งหมด ไม่พบว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ มีการประกาศนโยบาย หรือกล่าวถึงอาวุธนิวเคลียร์เช่นเดียวกัน

นโยบายกลาโหมของ “พรรคภูมิใจไทย”

ทั้งนี้จากการค้นหาข้อมูลของพรรคอื่น ๆ พบว่า ยังไม่ได้มีการประกาศนโยบายกลาโหมออกมาอย่างชัดเจนมากนัก เมื่อเทียบกับ 2 พรรคที่ว่ามาก่อนหน้านี้ ทั้งพรรคประชาชน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตัวอย่าง เช่น พรรคภูมิใจไทย มีเพียงการพูดถึงนโยบายด้านกลาโหม แต่ไม่ได้ละเอียดมาก  เช่น 

ประเด็นแรกที่อนุทินพูดถึงคือ เรื่อง ‘ภัยความมั่นคง’ โดยระบุว่า ต้องทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรงของผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อประเทศ จากนี้ประเทศไทยจะต้องแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยจะสร้างรั้วของชาติที่ป้องกันภัยครบทุกด้าน ทั้งการทหาร สงคราม ยาเสพติด แรงงานเถื่อน จะป้องกันอาชญากรรมต่าง ๆ ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์และทุนสีเทา

นอกจากนี้มีการพูดถึงนโยบาย “ทหารอาสา” ที่ระบุว่า จะเปิดรับพลทหารจำนวน 1 แสนอัตรา และมอบเงินเดือน 12,000 บาท

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแถลงนโยบายของพรรค

แต่ก็ไม่ได้มีการพูดถึงแผนการ หรือการเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายกลาโหมในอนาคต ซึ่งรวมถึงไม่ได้มีการพูดถึงการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของไทยด้วยเช่นเดียวกัน

นโยบายกลาโหมของ “พรรคเพื่อไทย”

สำหรับ พรรคเพื่อไทย ที่หากไล่เลียงตั้งแต่นโยบายพรรคในปี 2566 ยาวมาจนถึงนโยบายสำหรับการเตรียมเลือกตั้งในปี 2569 ก็ไม่ได้มีนโยบายไหนที่พูดถึงแผนการสำหรับหน่วยงานกลาโหม หรือแม้แต่ในนโยบายทางเทคโนโลยีเอง ก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองนิวเคลียร์ ทั้งในด้านการใช้งานเป็นอาวุธ หรือเชิงพลังงานเลยแม้แต่น้อยเช่นกัน

ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่มีพรรคไหน ที่ได้มีการแถลงนโยบายกลาโหม หรือนโยบายสำหรับการจัดซื้ออาวุธขั้นสูงอย่างระเบิดนิวเคลียร์  นอกจากพรรคทางเลือกใหม่เพียงพรรคเดียวเท่านั้น

ความเป็นไปได้ของนโยบายครอบครองนิวเคลียร์ไทย ?

นายอนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์ และนักวิเคราะห์ทางการทหาร รวมถึงเป็นเจ้าของเพจ Thai Armed Forces ได้มีการให้ข้อมูลกับ Thai PBS Verify ว่า ประเทศไทยแทบจะไม่มีความจำเป็น หรือมีความเป็นไปได้ ในการจัดซื้อจัดหาอาวุธขั้นสูงแบบระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากว่าหากไทยมีการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่เพียงแค่เพื่อนบ้านของไทย แต่รวมถึงประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ จะจับจ้อง และพยายามกดดันให้ไทยต้องยกเลิกโครงการนี้ไปเอง

นายอนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์ และนักวิเคราะห์ทางการทหาร รวมถึงเป็นเจ้าของเพจ Thai Armed Forces

เริ่มตั้งแต่แผนการสำหรับจัดซื้ออาวุธนิวเคลียร์ แน่นอนว่าแทบทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง จะเป็นประเทศที่ได้มีการวิจัย และสร้างระเบิดนิวเคลียร์กันด้วยตัวเองทั้งสิ้น อย่างเช่นเหล่าประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ อย่างสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส หรือจะเป็นเหล่าประเทศมหาอำนาจรอง หรือประเทศที่ถูกคว่ำบาตร อินเดีย, ปากีสถาน, อิสราเอล, แอฟริกาใต้ และเกาหลีเหนือ ที่ประเทศแทบจะทั้งหมดที่ว่ามานี้ ต่างก็มีเหตุผลและความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง และไม่ได้รับอนุญาตให้ขายหรือส่งออกอาวุธประเภทนี้ให้กับประเทศใด ๆ ทั้งสิ้น

ยกเว้นในบางก รณี อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีการส่งออกอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองให้กับพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างสหราชอาณาจักร เพื่อให้ช่วยคานอำนาจกับโซเวียตในช่วงสงครามเย็นในภูมิภาคยุโรป และเกาหลีเหนือที่สามารถขายหรือส่งออกอาวุธนิวเคลียร์ได้หากมีความต้องการ เนื่องจากว่าเกาหลีเหนือ ไม่ได้อยู่เป็นสมาชิกในกลุ่มอนุสัญญาทางนิวเคลียร์ใด ๆ ที่อเมริกามหาอำนาจนิวเคลียร์อื่น ๆ จะสามารถโต้แย้งหรือกดดันได้

หรืออีกกรณีถ้าหากว่าไทยได้มีการวางแผนที่จะมีการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเอง ซึ่งถ้าให้ว่าตามจริงก็คือ ไทยไม่ได้มีปัญหา หรือปัจจัยติดขัดอื่นใด นอกจากปัญหาสำคัญที่เรียกว่า “งบประมาณ” และ “เวลาในการพัฒนา

ถ้าให้พูดกันในเรื่องของงบที่ต้องใช้ มีการประมาณการเอาไว้ว่าอาจจะต้องใช้งบประมาณกว่า 5-6 แสนล้านบาทไทย และใช้ระยะเวลากว่า 20-30 ปีในการพัฒนา และสร้างโครงสร้างเพื่อเริ่มโครงการดังกล่าวทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์จริง ๆ ซึ่งเทียบเท่ากับงบกลาโหมภายในระยะเวลาเกือบ 3 ปี

หากว่าคำนวณกันแล้ว งบประมาณที่สูงมากขนาดนั้น ก็สามารถที่จะพัฒนาโครงสร้างอีกหลาย ๆ อย่างของประเทศไทย หรืออาจจะยกระดับไปได้ไกลอย่างมหาศาล อย่างเช่นอาจจะสามารถนำงบประมาณในส่วนนี้มาใช้เพื่อซื้อเครื่องบินรบที่ทันสมัย, ซื้อรถถังรุ่นใหม่, ต่อเรือรบเองภายในประเทศ หรืออัปเกรดโครงการพัฒนาและวิจัยยุทโธปกรณ์ของไทยเอง หรืออาจจะนำงบในส่วนนี้ ไปเพื่อจัดสรรให้กับหน่วยงานอื่น ๆ และทำให้ไทยเจริญขึ้นกว่านี้ได้หลายเท่าเช่นกัน

แต่ทว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอนกับประเทศไทย หากว่ามีการจัดซื้อหรือมีความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองขึ้นมา นั่นก็คือทั้งประเทศเพื่อนบ้าน และนานาชาติน้อยใหญ่ จะจับจ้อง และพยายามแทรกแซงกิจการนิวเคลียร์ของไทยในทันที ไม่ว่าจะเป็นการส่งองค์กรปรมาณูระหว่างประเทศเข้ามาเพื่อตรวจสอบ หรือจะเป็นการกดดันทางการทูต และเศรษฐกิจ ที่อาจจะทำให้ไทยต้องสูญเสียรายได้ในส่วนนี้ไปตั้งแต่หลักร้อยล้าน หรือพันล้าน หรืออาจจะถึงขั้นประเมินไม่ได้

หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ก็คือประเทศมหาอำนาจ จะมีการเดินปฏิบัติการทางทหารแบบพิเศษ เพื่อปิดโครงการนี้ของไทยด้วยตัวเอง เหมือนกับใน Operation Opera ในปี 1981(2524) ที่อิสราเอลได้มีการนำฝูงบินไปทิ้งระเบิดยังโรงงานนิวเคลียร์ในอิรัก เนื่องด้วยเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ หรือใน Operation Midnight Hammer ในปี 2025 (2568) ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีการส่งเครื่องบิน B-2 Spirit และยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ เพื่อทำลายโครงสร้างทางนิวเคลียร์ของอิหร่านไปถึง 3 จุด

แผนการปฎิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ Operation Midnight Hammer ในปี 2025 (2568)

และสุดท้ายคือความจำเป็นในการครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ ตัวอย่างประเทศมหาอำนาจใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาที่ต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองให้ได้มากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กับสหภาพโซเวียต หรือรัสเซีย กับจีนที่ได้มีการพัฒนาและสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา เพื่อคานอำนาจกับอเมริกาในช่วงสงครามเย็น หรือจะเป็นสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสที่ได้มีการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับสหภาพโซเวียต และโลกคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

หรือจะเป็นมหาอำนาจรองอย่างอินเดีย ที่ได้เริ่มมีการพัฒนานิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อคานอำนาจกับจีน หรือปากีสถานที่ถูกคว่ำบาตรจากการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อคานอำนาจกับอินเดีย หรือจะเป็นเกาหลีเหนือ ที่ได้มีการพัฒนานิวเคลียร์ขึ้นมา เพื่อคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกา และพยายามข่มขู่เกาหลีใต้ และอิสราเอล ที่ได้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา เพื่อต้องการรับประกันความอยู่รอดของตัวเองในภูมิภาคอาหรับที่เต็มไปด้วยศัตรู

แต่สำหรับประเทศไทย ที่เมื่อมองรอบด้านแล้ว ถึงบางประเทศอาจจะมี หรือเคยมีปัญหากับเรา อย่างเช่นกัมพูชา ที่ได้มีการเปิดศึกตามแนวชายแดนกับเรามาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 ที่ผ่านมา กับมาเลเซีย ที่เคยมีประเด็นพื้นที่ทับซ้อน แต่ก็มีการทำ MOU ระยะยาวเพื่อบริหารพื้นที่ร่วมกันแทน หรือจะเป็นลาว ที่เคยมีการรบกับเรามาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการเจรจาและปักปันเขตแดนกันอย่างชัดเจนในเวลาต่อมา หรือพม่า ที่อาจจะมีแววเป็นภัยคุกคาม แต่ก็อาจจะไม่ได้น่าเป็นห่วงมากเท่ากับบางประเทศ เพราะพวกเขาก็ยังวุ่นวายกับสงครามกลางเมืองในประเทศตัวเอง

อีกหนึ่งเหตุผลของการที่ไทยจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ คือประเทศมหาอำนาจ ต้องการที่จะควบคุมสิ่งที่เรียกกันว่า “สมดุลนิวเคลียร์ของโลก” ที่เหล่าประเทศมหาอำนาจ ที่อยู่หรือมีอำนาจในกลุ่มอนุสัญญานิวเคลียร์ มักจะคัดค้านหรือพยายามกดดันชาตินิวเคลียร์ใหม่ ๆ ให้หยุดการพัฒนานิวเคลียร์ของตัวเอง เพื่อให้ทั้ง 5 มหาอำนาจยังสามารถควบคุมอำนาจของประเทศนั้น ๆ ได้

เพราะในปัจจุบัน นานาประเทศทั้งที่มีการครอบครองนิวเคลียร์ หรือบางประเทศที่ไม่ได้มีการครอบครองนิวเคลียร์อย่างประเทศญี่ปุ่น ได้มีการรับรู้ถึงพลังอานุภาพของอาวุธชนิดนี้กันทั่วหน้าแล้วตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเหตุการณ์อื่น ๆ ในช่วงสงครามเย็น ที่ทำให้อาวุธนิวเคลียร์ที่ถูกทิ้งลงที่ญี่ปุ่น กลายเป็นเพียงแค่ปะทัดลูกเล็ก ๆ ดังนั้น ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส จึงได้มีความพยายามในการควบคุมสุมดุลนิวเคลียร์ตรงนี้อย่างจริงจัง และเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีประเทศไหนสามารถครอบครองอาวุธทำลายล้างชนิดนี้เพิ่มขึ้นมาอีก

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า โครงการนิวเคลียร์ของไทย เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าในการพัฒนา และไทยเราก็ไม่ได้ความจำเป็นใด ๆ เลยในการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองเลยแม้แต่น้อย

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  • ตรวจสอบผ่านนโยบาย : Thai PBS Verify มีการตรวจสอบและเปรียบเทียบนโยบายของพรรคทางเลือกใหม่ กับพรรคการเมืองใหญ่อื่น ๆ ที่มีการแถลงนโยบายเพื่อเตรียมเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2569
  • ตรวจสอบกับสถาบันในไทย : Thai PBS Verify มีการตรวจสอบกับสถาบันนิวเคลียร์หลาย ๆ แห่งในประเทศไทย พบว่า สถาบันที่มีความเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ในประเทศไทย ไม่มีแนวคิดหรือนโยบายใด ๆ ในการนำนิวเคลียร์มาใช้งานเป็นอาวุธ
  • ตรวจสอบผ่านผู้เชี่ยวชาญ : Thai PBS Verify สัมภาษณ์กับ นายอนาลโย กอสกุล แอดมินและเจ้าของเพจ Thai Armed Forces พบว่า การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศไทย เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นจริง
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

กานต์ ปานชี

กานต์ ปานชี

นักศึกษาฝึกงาน

Verify

ผู้เรียบเรียง

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!