แก๊งคอลเซนเตอร์หลอกนักศึกษาปริญญาเอก สูญกว่า 10 ล้านบาท ใช้แผน“On-ground” ส่งคนรับเงินสดถึงที่

มิจฉาชีพยกระดับกลยุทธ์หลอกเหยื่อ จากการให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร สู่การหลอกแบบ “On-ground” ส่งคนมารับเงินสดถึงที่ ล่าสุด รายการสถานีประชาชนยกเคสนักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ ตกเป็นเหยื่อ สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพสร้างสถานการณ์ตั้งแต่ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ อ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าพัวพันคดีฟอกเงิน ไปจนถึงเขียนสคริปต์ควบคุมทุกขั้นตอน ทั้งการถอนเงินจากธนาคารและการขอเงินจากครอบครัว
เริ่มจากสายโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS
ผู้เสียหาย นักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อมีสายโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากค่ายมือถือ AIS แจ้งว่า มีผู้ใช้ข้อมูลส่วนตัวของเขาไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ จ.เลย และนำเบอร์ดังกล่าวไปใช้ก่อเหตุหลอกลวงในลักษณะแก๊งคอลเซนเตอร์
มิจฉาชีพอ้างว่าจะประสานงานไปยัง สภ.เมืองเลย เพื่อขอใบแจ้งความสำหรับนำไปปิดเบอร์ดังกล่าว ก่อนทำทีโอนสายให้พูดคุยกับตำรวจ
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนนี้ มิจฉาชีพให้เขาเพิ่ม ID LINE ซึ่งหน้าโปรไฟล์ระบุว่าเป็น “สภ.เมืองเลย” เพื่อส่งหลักฐาน จากนั้นวิดีโอคอลเข้ามา โดยช่วงแรกมีบุคคลแต่งกายด้วยชุดสีกากีคล้ายตำรวจปรากฏตัวประมาณ 1-2 นาที ก่อนปิดกล้องและอ้างว่าคดีนี้เป็นความลับระดับสูง ไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าเจ้าหน้าที่ได้ จึงให้พูดคุยผ่านเสียงเพียงอย่างเดียว
จากนั้นมิจฉาชีพขอข้อมูลส่วนตัว พร้อมส่งภาพเอกสารที่ตัดต่อชื่อของผู้เสียหายเข้าไปในสมุดบัญชีธนาคาร หรือ Bookbank เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน เป็นบัญชีม้าที่รับส่วนแบ่ง

ข่มขู่ห้ามบอกใคร ควบคุมเหยื่อผ่านวิดีโอคอล
มิจฉาชีพไม่ได้หยุดเพียงการกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี แต่ยังใช้วิธีสร้างความกลัวและควบคุมการตัดสินใจของผู้เสียหาย โดยสั่งห้ามบอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น พร้อมขู่ว่าหากเปิดเผยข้อมูล ทั้งตัวเขาและผู้ที่รับรู้เรื่องจะถูกจำคุก 3-5 ปีโดยไม่รอลงอาญา
ผู้เสียหายเล่าว่า ขณะนั้นกำลังเคร่งเครียดกับการเรียนและทำโครงการวิจัย เมื่อถูกมิจฉาชีพนำเรื่องคดีความและอนาคตทางการศึกษามาข่มขู่ จึงเกิดความกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อตัวเองและครอบครัว
นอกจากนี้ ยังถูกบังคับให้เปิดกล้องวิดีโอคอลฝ่ายเดียวค้างไว้ เพื่อให้มิจฉาชีพเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอด 1 วันเต็ม
เขียนสคริปต์ให้ถอนเงินจากธนาคาร – พ่อแม่
จากนั้นมิจฉาชีพก็ให้ผุ้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ใช่แก๊งค์คอลเซนเตอร์ ผู้เสียหายน้ำงเินสดกว่า 6 ล้านบาท ไปมอบให้กับแก๊งค์คอลเซนเตอร์ที่อ้างว่าเป็นตำรวจ
หลังจากนั้นแก๊งค์คอลเซนเตอร์ ขอเงินเพิ่มอีก โดยสั่งให้น้องผู้เสียหายถอนเงินสดจากธนาคาร โดยเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าหากเจ้าหน้าที่ธนาคารสอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการถอนเงิน ให้ตอบว่าจะนำเงินไปลงทุนและตั้งพานเงินพานทองเพื่อทำพิธีเปิดการลงทุน
โดยครั้งแรกโทรศัพท์สอบถามสาขาธนาคารว่ามีเงินสด 1.6 ล้านบาทสำหรับการถอนหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่ามี จึงเดินทางไปถอนเงินด้วยตัวเองพร้อมบัตรประชาชน
ขณะที่อีกส่วนมาจากเงินที่ขอให้พ่อแม่โอนเข้าบัญชี โดยมิจฉาชีพเขียนสคริปต์ให้เขาหลอกพ่อแม่ว่า ต้องใช้เป็นทุนสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เตรียมเงินไว้สนับสนุนการศึกษาอยู่แล้ว จึงโอนเงินให้โดยไม่เอะใจ
ตลอดกระบวนการ ผู้เสียหายมอบเงินสดให้มิจฉาชีพ 3 ครั้ง รวม 6 ล้านบาท และโอนผ่านบัญชีอีก 11 ครั้ง ทำให้ความเสียหายรวมกว่า 10 ล้านบาท
กระทั่งมิจฉาชีพข่มขู่ว่าจะฆ่า หากเขาไม่สามารถหาเงินมาให้เพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจบอกพ่อแม่และเดินทางไปแจ้งความ ก่อนจะรู้ว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซนเตอร์

ตำรวจชี้มิจฉาชีพปรับรูปแบบสู่ “On-ground”
พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ระบุว่า มิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 พบผู้เสียหายกลุ่มเยาวชนอายุ 18-22 ปี สูญเงินรวม 207 ล้านบาท จากคดีกว่า 2,058 คดี
รูปแบบการหลอกลวงส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องซิมโทรศัพท์ คดีฟอกเงิน และการแอบอ้างเป็นตำรวจ DSI หรือ ปปง. โดยพบการแอบอ้างเป็นตำรวจสูงถึง 96%
แต่ปัจจุบันมิจฉาชีพพัฒนาวิธีการไปสู่ “On-ground” คือส่งบุคคลมารับเงินสดจากผู้เสียหายถึงสถานที่นัดหมาย หรือล่อลวงให้ผู้เสียหายไปซื้อทองคำเพื่อนำไปขายต่อ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการ KYC และการอายัดบัญชีม้าของตำรวจไทย
นอกจากนี้ ยังพบการใช้บัญชีม้า 2 รูปแบบ ได้แก่ การเปิดผ่านระบบ Payment Gateway เพื่อฟอกเงินผ่านนิติบุคคลที่ถูกกฎหมาย และบัญชีม้าสำหรับถอนเงินสด
พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)
เร่งแกะรอยเส้นทางเงิน-ภาพวงจรปิด
สำหรับคดีของน้องผู้เสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.พญาไท กทม. ตำรวจได้ประสานผู้กำกับการและร้อยเวรเจ้าของคดีแล้ว โดยวันที่ 4 ก.ย. 69 ผู้เสียหายจะเข้าสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองบัญชาการไซเบอร์ เพื่อแกะรอยเส้นทางการเงิน พร้อมติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดร่วมกับสืบนครบาล เพื่อหาบุคคลที่มารับเงินสด
ตำรวจระบุว่า แม้มิจฉาชีพจะพยายามปกปิดตัวตน แต่การก่อเหตุย่อมทิ้ง “Digital Footprint” หรือร่องรอยทางดิจิทัลไว้ หากเงินยังไม่ได้ถูกโอนออกไปเป็นคริปโตเคอร์เรนซีหรือออกนอกประเทศ ก็ยังมีโอกาสอายัดและติดตามเงินกลับคืนมาได้ ผ่านศูนย์ AOC 1441
ที่ผ่านมา ศูนย์ดังกล่าวสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายแล้วกว่า 570 ล้านบาท ในช่วง 8 เดือน
ด้านเพจสายไหมต้องรอด ระบุว่า ได้ประสานสืบนครบาลเพื่อติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดและหาบุคคลที่มารับถุงเงินสดจากน้องผู้เสียหาย พร้อมเตือนกลุ่มบัญชีม้าว่า แม้จะอ้างว่าสมัครใจเปิดบัญชี แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้กระทำผิดยังต้องรับผิดชอบและหาเงินมาคืนผู้เสียหาย
ตรวจสอบการทำงานสายด่วน 1441
อีกประเด็นที่เกิดขึ้นในคดีนี้ คือในวันแรกที่น้องผู้เสียหายโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1441 แต่ได้รับคำแนะนำให้ติดต่อธนาคารแต่ละแห่งด้วยตัวเอง
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ระบุว่า จะตรวจสอบข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า ระบบ One Stop Service ของศูนย์ 1441 เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมงกว่า 100 นาย และทำงานร่วมกับธนาคารและตำรวจไซเบอร์
ตามกระบวนการ เมื่อรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่จะประสานเปิดสายที่ 3 ร่วมกับธนาคาร เพื่อดำเนินการอายัดเงินโดยเร็วที่สุด โดยกรณีของน้องผู้เสียหายอาจเกิดจากความเข้าใจผิดหรือข้อผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปตรวจสอบและปรับปรุงโดยเร่งด่วน
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แก๊งคอลเซนเตอร์ไม่ได้อาศัยเพียงการหลอกให้เหยื่อโอนเงิน แต่ใช้การข่มขู่ สร้างสถานการณ์ และควบคุมการตัดสินใจของผู้เสียหายทีละขั้น จนสามารถทำให้เหยื่อถอนเงินจำนวนหลายล้านบาทและนำไปส่งมอบให้มิจฉาชีพด้วยตัวเอง
น้องผู้เสียหายฝากเตือนผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และหากตกเป็นเหยื่อแล้ว ขอให้ตั้งสติและอย่าคิดสั้น เพราะแม้เงินจะสูญเสียไปแล้ว แต่ชีวิตยังมีความสำคัญมากกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก รายการสถานีประชาชน








