Profile icon

รู้จักกลลวง “เจ้าชายดูไบ” ใช้ Deepfake สร้างรัก ก่อนเรียกเงิน

DateClock icon12:52|How to

เมื่อความรักบนโลกออนไลน์ไม่ได้เริ่มต้นจากคนสองคนที่รู้จักกันจริง แต่อาจเริ่มจากตัวตนปลอมที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน ทั้งภาพถ่าย บัญชีโซเชียลมีเดีย ข้อความหวาน ๆ และแม้แต่วิดีโอคอลที่ดูเหมือนกำลังพูดคุยกับบุคคลจริง

หนึ่งในรูปแบบการหลอกลวงที่สะท้อนเรื่องนี้ คือการแอบอ้างเป็น Sheikh Hamdan bin Mohammed Al Maktoum มกุฎราชกุมารแห่งดูไบ หรือที่รู้จักในชื่อ “Fazza” โดยมิจฉาชีพนำภาพลักษณ์และข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะมาใช้สร้างบัญชีปลอม ก่อนพัฒนาไปสู่การสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวและเรียกเงินจากเหยื่อ

กรณีของ “Maria” หญิงผู้เสียหายรายหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมิจฉาชีพผสมผสานกลวิธีทางจิตวิทยาเข้ากับเทคโนโลยี Deepfake การแยกแยะว่าใครคือคนจริงหรือคนปลอมอาจทำได้ยากขึ้น

เริ่มจากสร้าง “เจ้าชาย” ขึ้นมาบนโลกออนไลน์

มิจฉาชีพอาศัยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของ Sheikh Hamdan  ซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก มาใช้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับบัญชีปลอม

พบการสร้างทั้งกลุ่มและบัญชีบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เลียนแบบตัวตนของเจ้าชาย พร้อมเผยแพร่ภาพที่ดูสมจริง เช่น ภาพเจ้าชายถือดอกกุหลาบสีแดง หรือภาพคุกเข่าพร้อมแหวน รวมถึงนำข้อความหรือบทกวีที่มีอยู่จริงมาใช้ประกอบการสนทนา

บางบัญชีเปิดช่องให้ผู้ติดตามติดต่อ “เจ้าชาย” ผ่าน WhatsApp หรือ Telegram โดยตรง แม้จะมีผู้ใช้งานบางส่วนเข้ามาเตือนว่าเป็นบัญชีหลอกลวง แต่ภาพและเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นสามารถทำให้ผู้ที่พบเห็นเชื่อมโยงบัญชีเหล่านั้นเข้ากับบุคคลจริงได้

ภาพประกอบ AI

ภาพประกอบ AI

จากข้อความหวาน ๆ สู่การสร้างความไว้ใจ

หลังจากเหยื่อเริ่มสนใจ มิจฉาชีพจะย้ายการสนทนาไปยังช่องทางส่วนตัว และใช้ข้อความแสดงความรักหรือความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์

Maria ซึ่งขอสงวนชื่อและอายุจริง พบผู้ที่อ้างตัวเป็น Sheikh Hamdan ผ่านเว็บไซต์หาคู่ ก่อนย้ายไปพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความ

เธอเล่าว่า อีกฝ่ายส่งข้อความหาเธออย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เธอนอนหลับ จนทำให้รู้สึกว่าทั้งสองมีความผูกพันกันอย่างมาก

กลวิธีเช่นนี้เป็นลักษณะหนึ่งของ Romance Scam หรือการหลอกลวงโดยสร้างความสัมพันธ์เชิงความรัก มิจฉาชีพมักไม่รีบขอเงินตั้งแต่เริ่มต้น แต่พยายามสร้างความไว้ใจก่อน เมื่อเหยื่อรู้สึกผูกพัน การตั้งข้อสงสัยต่ออีกฝ่ายก็อาจทำได้ยากขึ้น

วิดีโอคอลก็ไม่ได้แปลว่าเป็น “คนจริง”

จุดที่ทำให้กลลวงมีความแนบเนียนมากขึ้น คือการใช้เทคโนโลยีที่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนใบหน้าในวิดีโอแบบเรียลไทม์

ในกรณีของ Maria มิจฉาชีพวิดีโอคอลผ่าน WhatsApp โดยภาพที่ปรากฏมีลักษณะคล้ายเจ้าชาย Hamdan อย่างมาก แม้ภาพจะมีอาการกะพริบหรือผิดปกติเป็นบางช่วง แต่การขยับปากสอดคล้องกับคำพูด ทำให้ภาพรวมดูน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม Maria สังเกตเห็นความผิดปกติจาก เสียงที่ไม่ตรงกับบุคคลที่ถูกแอบอ้าง

ข้อมูลจากกรณีนี้ไม่ได้ยืนยันว่าใช้เครื่องมือ AI ตัวใดในการสร้างวิดีโอ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนใบหน้าและควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้าแบบเรียลไทม์ได้ ทำให้ผู้หลอกลวงสามารถสร้างวิดีโอที่มีความสมจริงสูงขึ้น

ดังนั้น การเห็นใบหน้าและพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลจึงไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการยืนยันตัวตน

เมื่อความรักกลายเป็นข้ออ้างในการเรียกเงิน

เมื่อสร้างความสัมพันธ์จนเหยื่อเกิดความไว้วางใจแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการสร้างเหตุผลเพื่อขอเงิน โดยมักอ้างถึงค่าใช้จ่าย เอกสาร หรือการเดินทาง

กรณีของ Maria มิจฉาชีพอ้างว่าเธอต้องจ่ายเงินประมาณ 100,000 เปโซ หรือราว 1,625 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดทำใบรับรองการแต่งงานและ “บัตรสมาชิกพระราชวงศ์” ซึ่งอ้างว่าจำเป็นต่อการย้ายไปทำงานที่ดูไบ

หลังจาก Maria จ่ายเงินแล้ว อีกฝ่ายยังเรียกเงินเพิ่มเติมอีก 60,000 เปโซ หรือราว 974 ดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างว่าเป็นค่าจองโรงแรมเพื่อพบกัน

รูปแบบนี้สะท้อนกลวิธีที่มิจฉาชีพสร้าง “อุปสรรค” หรือค่าใช้จ่ายขึ้นมา เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าต้องจ่ายเงินเพื่อให้ความสัมพันธ์หรือแผนการที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างดำเนินต่อไป

จุดที่ทำให้เริ่มสงสัย

ความสงสัยของ Maria เกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพเสนอให้พบกันที่โรงแรมและเรียกเงินเพิ่ม เธอจึงกลับไปตรวจสอบบัญชี Facebook ของอีกฝ่าย ซึ่งภายหลังถูกปิดไปแล้ว และพบว่าบัญชีดังกล่าวระบุว่ามีที่ตั้งอยู่ใน ไนจีเรีย

หลังจากนั้น Maria ตัดสินใจยุติการติดต่อและไม่โอนเงินเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการ ตรวจสอบข้อมูลนอกบทสนทนา เพราะในช่วงที่เหยื่อกำลังมีความรู้สึกผูกพัน การตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับจากอีกฝ่ายเพียงด้านเดียวอาจทำให้มองข้ามสัญญาณผิดปกติได้

กลลวงลักษณะนี้อาจไม่ได้หยุดแค่การหลอกเงิน

ในภาพรวมของ Romance Scam เมื่อมิจฉาชีพสามารถสร้างความไว้วางใจและได้รับข้อมูลส่วนตัวจากเหยื่อแล้ว ความเสี่ยงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสูญเสียเงิน

เหยื่ออาจถูกชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ส่งภาพหรือวิดีโอส่วนตัว หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวและทรัพย์สิน ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้กดดันหรือเรียกร้องเงินเพิ่มเติมในภายหลัง

ในบางกรณี การหลอกลวงอาจพัฒนาไปสู่การข่มขู่หรือ Sextortion ซึ่งเป็นการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลส่วนตัว หากเหยื่อไม่ยอมจ่ายเงิน

นอกจากนี้ เงินที่ถูกหลอกอาจถูกส่งผ่านบัญชีของบุคคลอื่น บัญชีในต่างประเทศ หรือช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้การติดตามเส้นทางเงินทำได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้เป็นรูปแบบความเสี่ยงที่พบได้ใน Romance Scam โดยทั่วไป ไม่ได้หมายความว่า Maria ประสบกับการหลอกลวงในทุกขั้นตอนดังกล่าว

ภาพประกอบ AI

ภาพประกอบ AI

ไม่ใช่แค่ “เจ้าชายดูไบ” ที่ถูกนำตัวตนไปใช้

การนำชื่อและภาพของบุคคลมีชื่อเสียงมาใช้หลอกลวงไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้มีกรณีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบุคคลสาธารณะหลายราย รวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายชาวฝรั่งเศสถูกหลอกโดยผู้ที่อ้างตัวเป็นนักแสดง Brad Pitt จนสูญเงินจำนวนมาก

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเทคโนโลยีทำให้มิจฉาชีพสามารถสร้างหลักฐานประกอบเรื่องราวปลอมได้สมจริงมากขึ้น ตั้งแต่ภาพถ่าย เสียง ไปจนถึงวิดีโอ

4 วิธีรับมือ หากพบ “คนดัง” มาจีบออนไลน์

  1. อย่าใช้ภาพหรือวิดีโอคอลเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว
    แม้ภาพจะเหมือนบุคคลจริง แต่ก็สามารถถูกสร้างหรือดัดแปลงได้ ควรตรวจสอบจากช่องทางทางการหรือแหล่งข้อมูลอื่นประกอบกัน
  2. ระวังเมื่ออีกฝ่ายเริ่มขอเงิน
    โดยเฉพาะการอ้างค่าธรรมเนียม ค่าเอกสาร ค่าการเดินทาง ค่าจองโรงแรม หรือค่าใช้จ่ายเพื่อให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป
  3. ตรวจสอบบัญชีและข้อมูลจากหลายแหล่ง
    ค้นหาชื่อ ภาพถ่าย และบัญชีโซเชียลมีเดียของอีกฝ่าย หากพบข้อมูลไม่ตรงกัน หรือบัญชีมีประวัติผิดปกติ ควรหยุดการติดต่อและตรวจสอบเพิ่มเติม
  4. อย่าเก็บเรื่องไว้คนเดียว
    หากอีกฝ่ายพยายามโน้มน้าวให้ปิดบังความสัมพันธ์หรือห้ามปรึกษาครอบครัวและคนใกล้ตัว ควรมองว่าเป็นสัญญาณเตือน เพราะการให้บุคคลอื่นช่วยตรวจสอบอาจทำให้เห็นความผิดปกติที่เราอาจมองข้าม

ยิ่งรัก ยิ่งเสีย  เปิดความเสียหาย Romance Scam

จากข้อมูลที่เปิดเผยโดย Federal Trade Commission (FTC) พบว่า ในช่วงปี 2017 – 2020 ประชาชนสูญเงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการหลอกลวงด้วยความรัก หรือ “Romance scam” ซึ่งมากกว่าการฉ้อโกงประเภทอื่น ๆ  นอกจากนี้ ในปี 2023 ยังพบว่ามูลค่าความเสียหายของ Romance scam พุ่งสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยความเสียหายอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมาสำหรับกลโกงแอบอ้างตัวตน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ระหว่างมีนาคม พ.ศ. 2565 – มกราคม พ.ศ. 2569  ของคดี Romance Scam ว่ามีจำนวนมากถึง 7,158 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 1,970,755,281 บาท หรือเกือบกว่า 2 พันล้านบาท  และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ Romance Scam สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อผู้เสียหายหนึ่งคนในจำนวนที่สูงอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในกรณีของ Romance scam ที่มีการทำกันเป็นขบวนการระดับอาชญากรรมข้ามชาติ

มิจฉาชีพไม่ได้หลอกแค่เงิน แต่สร้างทั้งตัวตน-ความสัมพันธ์-เรื่องราว 

ทั้งนี้สถิติคดีในวันที่ 16-22 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมาจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)  พบว่า มีคดีที่รับแจ้งผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 79,311 คดี มูลค่าความเสียหาย 2,775 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 9-15 ส.ค. 2569 พบว่าคดีที่รับแจ้งความมีจำนวนเพิ่มขึ้น 73,251 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นกว่า 2,500 ล้านบาท

โดยการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด อยู่ที่ 4,892 คดี คิดเป็น 80.6% ของคดีทั้งหมด แต่ประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดกลับเป็น การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งมีความเสียหายเกือบ 756 ล้านบาท คิดเป็น 27.2% ของคดีทั้งหมด

ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุดได้แก่

  1. กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความ 129 คดี มูลค่าความเสียหาย 16.5 ล้านบาท
  2. เชียงใหม่ มีการแจ้งความ 30 คดี มูลค่าความเสียหาย 5.6 แสนบาท
  3. สมุทรปราการ มีการแจ้งความ 29 คดี มูลค่าความเสียหาย 1.1 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักถูกหลอก ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน

เมื่อจำแนกตามประเภทคดี ยังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น

กรณี “เจ้าชายดูไบ” จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงข้อความปลอม แต่สามารถสร้างเรื่องราวทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวตนบนโซเชียลมีเดีย ความสัมพันธ์ ไปจนถึงวิดีโอคอลที่ดูสมจริง

ในวันที่เทคโนโลยีสามารถทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าปรากฏตัวผ่านหน้าจอได้ การตรวจสอบตัวตนจากหลายแหล่งจึงสำคัญกว่าการเชื่อเพียงสิ่งที่เห็น

ขอบคุณข้อมูลจาก dawn, conflictadvisory TDRI

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน