การศึกษาขนาดใหญ่ในยุโรปซึ่งเผยแพร่ในวารสารเอนไวรอนเมนต์ทัล รีเสิร์ช (Environmental Research) โดยมหาวิทยาลัยโออูลู (University of Oulu) ประเทศฟินแลนด์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มประชากรผู้ใหญ่มากกว่า 2.7 แสนคนจากฐานข้อมูลประชากรยุโรปขนาดใหญ่ 3 โครงการที่ประกอบด้วยยูเค ไบโอแบงก์ (UK Biobank) รอตเตอร์ดัม สตัดดี (Rotterdam Study) และนอร์เทิร์น ฟินแลนด์ เบิร์ธ โคฮอร์ต 1966 (Northern Finland Birth Cohort 1966) พบว่า เสียงรบกวนจากการจราจรบนท้องถนนในเวลากลางคืน อาจเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดในผู้ใหญ่ได้
ทั้งนี้ นักวิจัยได้จำลองระดับเสียงรบกวนจากการจราจรบนท้องถนนในเวลากลางคืน ณ ที่พักอาศัยของผู้เข้าร่วมการวิจัย โดยใช้แผนที่เสียงรบกวนระดับประเทศ การวิเคราะห์มุ่งเน้นไปที่การสัมผัสเสียงรบกวนในเวลากลางคืน เนื่องจากผู้คนมีแนวโน้มที่จะอยู่บ้านในเวลานั้นมากกว่า และเสียงรบกวนสามารถรบกวนการนอนหลับได้ ทีมวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ขั้นสูงในการวัดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ 155 ชนิดจากตัวอย่างเลือด ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงการสัมผัสกับเสียงดังในเวลากลางคืนเป็นเวลานานกับการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึมเฉพาะที่ตรวจพบได้ในเลือด
ผลวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ระดับเสียงประมาณ 50 เดซิเบล (dB) และจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อระดับเสียงสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงจราจรบนถนนในเวลากลางคืนที่ดังเกิน 55 dB สัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอล LDL หรือ “ไขมันเลว” รวมถึงระดับไขมันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรดไขมันและไขมันที่เกี่ยวข้องกับเยื่อหุ้มเซลล์
สิ่งบ่งชี้เหล่านี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงสุขภาพระบบเผาผลาญ สำหรับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพส่วนใหญ่ นักวิจัยรายงานรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างระดับเสียงรบกวนกับการตอบสนอง กล่าวคือ ยิ่งระดับเสียงรบกวนสูงเท่าไร การเปลี่ยนแปลงก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

ศาสตราจารย์ Yiyan He นักวิจัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโออูลู เผยว่า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเสียงรบกวนจากการจราจรในเวลากลางคืนอาจส่งผลต่อสุขภาพด้านเมตาบอลิซึม “ในลักษณะที่ละเอียดอ่อนแต่สม่ำเสมอ” แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสำหรับแต่ละบุคคลจะเล็กน้อย แต่ว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากเสียงรบกวนจากการจราจร ซึ่งนั่นหมายความว่าแม้การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนได้
ขณะที่ศาสตราจารย์ Sylvain Sebert จากมหาวิทยาลัยโออูลู กล่าวว่า ผลการวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจกลไกทางชีวภาพที่อาจช่วยอธิบายความเชื่อมโยงที่เคยสังเกตพบ ระหว่างเสียงรบกวนจากการจราจรกับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมที่เกี่ยวข้อง โดยเสริมว่าเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมควรถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความรำคาญ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : oulurepo.oulu
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









