วันนี้ (26 เมษายน ค.ศ. 2026) เมื่อ 126 ปีก่อน (26 เมษายน ค.ศ. 1900) เด็กชายชาร์ลส์ ริกเตอร์ (Charles Richter) ถือกำเนิดขึ้นมาที่เมืองเล็กๆ ชื่อ โอเวอร์เปกต์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เติบโตขึ้นมาได้ชื่อเป็น “มนุษย์แผ่นดินไหว” (Earthquake Man) โดยชื่อของเขา จะอยู่ตลอดไปเป็นชื่อมาตราแผ่นดินไหว คือ มาตราริกเตอร์ (Richter scale) และในประเทศบ้านเกิดสหรัฐอเมริกา ก็มี “วันมาตราริกเตอร์แห่งชาติ” (National Richter Scale Day)
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ ขอนำท่านผู้อ่าน ไปร่วมรำลึกเนื่องในวันเกิดของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ไปรู้จักตัวตนไม่ธรรมดาของเขา ไปดูเรื่องราวที่มาของชื่อและการใช้งานมาตราริกเตอร์ ไปดูว่า จริงหรือไม่ ชื่อมาตราริกเตอร์ ควรจะเป็นชื่อผู้ให้กำเนิดมาตราริกเตอร์ 2 คน ? ถ้าจริง แล้วชื่อของอีกคนหนึ่ง หายไปไหน ? ไปดูว่า มาตราริกเตอร์เลิกใช้กันแล้ว เพราะถูกแทนที่ด้วยมาตราวัดแผ่นดินไหวใหม่แล้ว ใช่ไหม ? อย่างไร ?
ชาร์ลส์ ริกเตอร์ จาก “ดูดาว” สู่ “แผ่นดินไหว”
ชาร์ลส์ ริกเตอร์ เป็นนักฟิสิกส์และนักแผ่นดินไหววิทยา (seismologist) ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน จบปริญญาเอกฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1928 จากแคลเทค (Caltech : California Institute of Technology : สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย)
ชาร์ลส์ ริกเตอร์ มีบุคลิคเป็นคนมีความเป็นส่วนตัวสูงในระดับเรียกเป็น “เนิร์ด” (nerd) ได้ แต่เป็น “เนิร์ด” ในแบบคนเก่งคนฉลาดที่ “หมกมุ่น” เฉพาะเรื่อง ซึ่งสำหรับเขา คือ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์และแผ่นดินไหว แต่ไม่ถึงกับเป็น “เนิร์ด” แบบ “เชย” ไม่กล้าทำในสิ่งไม่ธรรมดา เพราะเขาเอง เป็นคนรักธรรมชาติ ถึงระดับเป็น “นูดิสต์” (nudist) ที่ร่วมกิจกรรม “ค่ายนูดิสต์” เป็นประจำ
ในวัยเด็ก ชาร์ลส์ ริกเตอร์ สนใจดาราศาสตร์มาก ชอบนั่งดูดาวคนเดียวอยู่นานเป็นชั่วโมงๆ
เมื่อโตขึ้น นอกเหนือไปจากฟิสิกส์ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ได้มีโอกาสรู้จักและทำงานร่วมกับ เบโน กูเทนเบิร์ก (Beno Gutenberg : ค.ศ. 1889-1960) ผู้เชี่ยวชาญแผ่นดินไหวจากเยอรมนี จนกระทั่งได้ร่วมกันสร้างวิธีการวัด “พลังงาน” (energy) ของแผ่นดินไหว ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในชื่อมาตราวิทยาศาสตร์รู้จักกันดีที่สุดทั่วโลก คือ มาตราริกเตอร์ (Richter scale) …
และ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ก็เลือกคำ “magnitude” (แมกนิจูด) จากทางดาราศาสตร์ที่เขาชอบ ซึ่งหมายถึง “ระดับความสว่าง” ของดวงดาวมาใช้กับเรื่องของแผ่นดินไหว โดยหมายถึง “ระดับพลังงาน” ของแผ่นดินไหว

ก่อนจะมี “มาตราริกเตอร์”
ย้อนหลังไปในอดีตก่อนจะมีเครื่องบันทึกแผ่นดินไหว คือ เครื่องไซสโมกราฟ และระบบหรือมาตราวัดหรือบอกระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว การบันทึกเกี่ยวกับแผ่นดินไหว จะเป็นลักษณะของบันทึกจากผู้คนหรือเจ้าหน้าที่ของชุมชนหรือเมืองต่างๆ ว่า เกิดแผ่นดินไหวเพราะรู้สึกได้ และที่เป็นผลก่อให้เกิดความสั่นสะเทือน หรือถึงขึ้นพังทลายของบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ...
ซึ่งก็นำมาสู่ระบบหรือมาตราแรกๆ ของแผ่นดินไหว คือ มาตรารอสซี-ฟอเรล (Rossi-Forel scale) เมื่อปลายศตวรรษที่สิบเก้า พัฒนาขึ้นมาโดยนักธรณีวิทยาอิตาลี มิเคเล่ สเตฟาโน เด รอสซี (Michele Stefano de Rossi) และนายแพทย์นักธรณีวิทยาชาวสวิส ฟรองซัว-อัลฟอนซ์ โฟเรล (Francois – Alphonse Forel)
มาตรารอสซี-ฟอเรล แบ่งระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวตาม “intensity” (ความรุนแรง, ความเข้มข้น) เป็น 10 ระดับ จาก I ถึง X
หลังมาตรารอสซี-ฟอเรล มาตราวัดแผ่นดินไหวที่ใช้กันมาก คือ ระดับพัฒนาขึ้นมาโดยนักบวชและนักภูเขาไฟวิทยา จูเซปเป เมร์กัลลี (Gieuseppe Mercalli) เรียก มาตราความเข้มข้นเมร์กัลลี หรือมาตราเมร์กัลลี เมื่อปี ค.ศ. 1902 และปรับปรุงต่อมาโดยคนอื่นๆ ในปี ค.ศ. 1923 เรียกมาตราเมร์กัลลีดัดแปลง (Modified Merculli scale)
โดยพื้นฐาน มาตราแผ่นดินไหวของเมร์กัลลี ก็คล้ายกับมาตรารอสซี-ฟอเรล คือ แบ่งระดับความรุนแรงตามผลและความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ของเมร์กัลลีละเอียดกว่า โดยมาตราเมร์กัลลีดัดแปลง แบ่งระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวเป็น 12 ระดับ
กำเนิด “มาตราริกเตอร์”
ปี ค.ศ. 1927 ก่อนจบปริญญาเอกฟิสิกส์ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ไปประจำงานอยู่ที่ สถาบันคาล์เนกีแห่งวอชิงตัน (Carnegie Institution of Washington) และมีโอกาสได้ศึกษาวิจัยเรื่องของแผ่นดินไหวที่ห้องปฏิบัติการแผ่นดินไหวของสถาบันคาร์เนกี จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1936
ในระหว่างประจำอยู่ที่สถาบันคาร์เนกี ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ก็ได้พบกับ เบโน กูเทนเบิร์ก ซึ่งย้ายมาจากประเทศเยอรมนี แผ่นดินเกิด มาอยู่ที่แคลเทคในปี ค.ศ. 1930 และมีบทบาทสำคัญช่วยให้ “ห้องปฏิบัติการแผ่นดินไหว” ที่แคลเทคเป็นแหล่งหรือศูนย์การวิจัยสำคัญของสหรัฐอเมริกา โดยรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยของห้องปฏิบัติการแผ่นดินไหวที่แคลเทค จากปี ค.ศ. 1947-1957
ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ย้ายมาอยู่ที่แคลเทคในปี ค.ศ. 1937 สอนทั้งฟิสิกส์และแผ่นดินไหววิทยาจนกระทั่งถึงเกษียณใน ปี ค.ศ. 1970
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง ชาร์ลส์ ริกเตอร์ กับ เบโน กูเทนเบิร์ก ในเรื่องของแผ่นดินไหว ชาร์ลส์ ริกเตอร์ นับถือ เบโน กูเทนเบิร์ก เป็น “mentor” (ครู) ของเขา

ก่อนมาตราริกเตอร์ มาตรการวัดแผ่นดินไหวที่ใช้กันมากที่สุด คือ มาตราเมร์กัลลีดัดแปลง
ความตั้งใจของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ และ เบโน กูแทนเบิร์ก คือ สร้างมาตราใหม่ที่จะใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น โดยโฟกัสที่ “พลังงาน” (energy) แทนที่จะเป็น “ความรุนแรง” (intensity) แล้วก็สื่อสารได้ง่ายขึ้น คล้ายกับเรื่องของ “แมกนิจูด” บอกระดับความสว่างของดวงดาวทางดาราศาสตร์...
โดยที่ความคิดเรื่องการใช้คำ “แมกนิจูด” ในมาตราใหม่ เป็นความคิดของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ซึ่ง เบโน กูเทนเบิร์ก ก็ “เห็นด้วย”
มาตราริกเตอร์ เปิดตัวเป็นรายงานตีพิมพ์ในวารสาร Bullentin of the Seismological Society of America ฉบับเดือนมกราคม ค.ศ. 1935 ชื่อ “An Instrumental Earthquake Magnitude Scale” (มาตราแมกนิจูดเครื่องวัดแผ่นดินไหว) เขียนโดย ชาร์ลส์ ริกเตอร์
ในรายงาน ชาร์ลส์ ริกเตอร์ เรียกมาตราที่เสนอเป็น magnitude (มาตราแมกนิจูด) โดยไม่มีชื่อ “ริกเตอร์”...
แต่ต่อมา ชื่อ “ริกเตอร์” ก็ถูก “ใส่” เข้าไปเป็น “Richter Magnitude scale” หรือเรียกเป็นเพียง “Richter scale” โดยคนในวงการวิทยาศาสตร์และสื่อสารมวลชน

มาตราริกเตอร์ : การใช้งานและความหมาย
มาตราริกเตอร์หรือมาตราริกเตอร์แมกนิจูด เป็นระบบมาตราส่วนเชิงลอการิทึมฐานสิบ (logarithm base 10 : log10) แบบปลายเปิด บอกแมกนิจูด (พลังงาน) วัดจากแอมพลิจูด (amplitude) หรือจุดสูงสุดของคลื่นแผ่นดินไหว โดยแต่ละตัวเลข บอกแอมพลิจูดที่เพิ่มเป็น 10 เท่า หรือ 31.6 เท่าของพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น แผ่นดินไหวแมกนิจูด 6 รุนแรงกว่าแผ่นดินไหวแมกนิจูด 5 เป็น 10 เท่า
มาตราริกเตอร์เป็นระบบแบบปลายเปิด คือ ไม่มีขีดต่ำสุดหรือสูงสุด แต่โดยทั่วไป ความน่าสนใจจะอยู่ที่ระดับสูงกว่าแมกนิจูด 2 ถึงแมกนิจูด 9 และแสดงผลกระทบกับความถี่ของการเกิดต่อปี ดังเช่นตัวอย่างจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา
*แมกนิจูด 1.9 ลงไป : ระดับไม่รู้สึก , ไม่มีผลกระทบ , อัตราการเกิดทั่วโลก 8,000 ครั้งต่อวัน
*แมกนิจูด 2.0-2.9 : ระดับเบามาก , อัตราการเกิดทั่วโลก 1,000 ครั้งต่อวัน
*แมกนิจูด 5.0-5.9 : ระดับปานกลาง , สร้างความเสียหายมาก อัตราการเกิดทั่วโลก 800 ครั้งต่อวัน
*แมกนิจูด 7.0-7.9 : ระดับรุนแรง , สร้างความเสียหายมาก , อัตราการเกิดทั่วโลก 18 ครั้งต่อปี
*แมกนิจูด 9.0 ขึ้นไป : รุนแรงมาก , ความเสียหายรุนแรงและเป็นบริเวณกว้างมาก , อัตราการเกิด หลายปีต่อครั้ง

เบโน กูเทนเบิร์ก : ชี่อที่หายไปของมาตราริกเตอร์
เบโน กูเทนเบิร์ก จบปริญญาเอกฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยเกิตทิงเงิน (University of Gottingen) ประเทศเยอรมนี ปี ค.ศ. 1911 มีผลงานโดดเด่นและมีชื่อเสียงโด่งดังในเยอรมนีและระดับโลก ทางด้านแผ่นดินไหววิทยา ตั้งแต่ทศวรรษ ปี 1920 แต่มีปัญหาทางด้านอาชีพการทำงานในเยอรมนีเพราะมีเชื่อสายยิว...
และจึงรับข้อเสนอย้ายไปเป็นนักฟิสิกส์และนักแผ่นดินไหววิทยา ที่แคลเทคในปี ค.ศ. 1930 แล้วก็ปักหลักในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหววิทยา จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการแผ่นดินไหวแคลเทค ระหว่างปี ค.ศ. 1937-1957
เบโน กูเทนเบิร์ก มีชีวิตที่ไม่ธรรมดา แต่สำหรับเราวันนี้ คงกล่าวถึงได้อย่างเพียงสั้นๆ เน้นที่งานเกี่ยวข้องกับมาตราริกเตอร์
อย่างชัดเจน เบโน กูเทนเบิร์ก เป็นเสมือนกับ “อาจารย์” ของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ และร่วมกับ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ในการสร้างมาตราวัดแผ่นดินไหว
แล้วทำไม จึงไม่มีชื่อของ เบโน กูเทนเบิร์ก ในมาตราริกเตอร์ ?
คำตอบดูจะเป็นเพราะความมีน้ำใจของ เบโน กูเทนเบิร์ก ที่ “ส่งเสริม” ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ในฐานะเป็น “ศิษย์” เอก ประกอบกับอุปนิสัยบุคลิกส่วนตัวของ เบโน กูเทนเบิร์ก ที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบ “การสัมภาษณ์”
ดังนั้น เมื่อมาตราใหม่การวัดแผ่นดินไหวเริ่มเป็นที่รู้จัก...และยอมรับกัน...ก็จึงเป็น ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ที่ “เป็นข่าว” และมาตราแมกนิจูด จึงมักถูกเรียกเป็น “มาตราริกเตอร์”
แต่ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ก็พยายามให้เกียรติคุณแก่ เบโน กูเทนเบิร์ก โดยพยายามให้เรียกระบบใหม่ ถ้าจะเอ่ยชื่อผู้สร้าง ให้เป็น “Gutenberg-Richter scale” (มาตรากูเทนเบิร์ก-ริกเตอร์) ซึ่งในวงการวิชาการ ก็จึงมีการกล่าวถึง ทั้ง “มาตราริกเตอร์” และ “มาตรากูเทนเบิร์ก-ริกเตอร์”

“มาตราริกเตอร์” วันนี้ กับมาตราใหม่ “โมเมนต์แมกนิจูด”
นับตั้งแต่กำเนิดของมาตราริกเตอร์เมื่อปี ค.ศ. 1935 มาตราริกเตอร์ก็เป็นที่ยอมรับและใช้งานกันทั่วโลก
จนกระทั่งต่อๆ มา จากความก้าวหน้าของเครื่องวัดแผ่นดินไหว ก็พบกันว่า มาตราริกเตอร์ใช้งานได้ดีสำหรับแผ่นดินไหวถึงระดับกลาง แต่มีขีดจำกัดสำหรับแผ่นดินไหวระดับใหญ่ เช่น ระดับ 8 ขึ้นไป
จึงเกิดมีระบบหรือมาตราวัดแผ่นดินไหวใหม่ๆ เกิดขึ้นทั้งระดับทั่วไปและของบางประเทศ เช่น จีน , รัสเซีย , ประเทศในยุโรป , ฯลฯ แต่ระบบใหม่ที่เด่นชัดและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการโดยทั่วไป คือ มาตราโมเมนต์แมกนิจูด (Moment Magnitude scale) พัฒนาขึ้นมาในปี ค.ศ. 1979 โดย ฮิโรโอะ คานาโมริ (hiroo Kanamori) นักแผ่นดินไหววิทยาญี่ปุ่น และ โทมัส แฮงคส์ (Thomas Hanks) นักแผ่นดินไหววิทยาอเมริกัน
เป้าหมายใหญ่ของมาตราโมเมนตืแมกนิจูด คือ
(1) แก้ไขจุดอ่อนของมาตราริกเตอร์สำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่
(2) ใช้ประโยชน์ของเครื่องมือวัดแผ่นดินไหวที่มีเพิ่มมากขึ้น และพัฒนามากขึ้น
สำหรับหลักการพื้นฐานของมาตราโมเมนต์แมกนิจูด จริงๆ แล้ว ก็คล้ายกับมาตราริกเตอร์ คือ วัด “พลังงาน” ของแผ่นดินไหว แต่ของมาตรา โมเมนต์แมกนิจูด จะวัดระดับพลังงานได้ “ใหญ่กว่า” และ “เป็นพื้นที่รอบศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้มากกว่า”
ส่วนที่มากของคำ “โมเมนต์” ในมาตราโมเมนต์แมกนิจูด จริงๆ แล้ว ก็ยืมมาจาก “moment (โมเมนต์) ทางฟิสิกส์” ที่แสดงผลของการทำงานของ แรง (force) ที่ตำแหน่งจากจุดหมุน (pivoting point)
สุดท้าย สำหรับความรุนแรงของแผ่นดินไหว ผู้พัฒนาก็แปลงผลออกมาให้เป็นแบบลอการิทึมฐาน10เช่นเดียวกับมาตราริกเตอร์ และดังนั้น การแสดงผลตามมาตราใหม่ จึงออกมาแบบเดียวกับระบบริกเตอร์ เช่น MW 7.1 โดยที่ M คือ “magnitude” w หมายถึง “work” เกิดจากพลังงานของแผ่นดินไหว ส่วนตัวเลข 7.1 สำหรับแผ่นดินไหวระดับปานกลาง จะ “ตรง” หรือ “ใกล้เคียง” กับของมาตราริกเตอร์ แต่ที่ระดับสูงกว่า 8.0 จะแม่นยำกว่าของมาตราริกเตอร์
การปรับ-ทำ-ให้ มาตราโมเมนต์แมกนิจูด มีค่าสอดคล้องกับมาตราริกเตอร์ และการตั้งชื่อเรียกใกล้เคียงกัน ดูจะมีทั้ง “ผลดี” และ “สร้างปัญหา”
“ผลดี” คือ ทำให้มาตราใหม่ โมเมนต์แมกนิจูด เป็นที่ยอมรับ และใช้งานอย่างเป็นทางการทั่วโลกได้ง่ายและรวดเร็ว
“สร้างปัญหา” คือ สร้างความสับสนแก่สังคมทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้สื่อข่าว” ซึ่งอาจไม่เข้าใจความหมายของมาตราใหม่อย่างลงลึก แถมชื่อของมาตราใหม่ ก็มีคำ “โมเมนต์” ซึ่งไม่ใช่คำที่เข้าใจได้ง่ายๆ และ “แมกนิจูด” ซึ่งก็มีหลายความหมาย
ทางออกอย่างค่อนข้างง่ายและป้องกันความผิดพลาดของการ “สื่อสาร” เรื่องของแผ่นดินไหวอย่างไม่ยากเกินไปนัก ที่ผู้เขียนพอมองเห็นและถ่ายทอดแก่ท่านผู้อ่าน คือ ข้อเท็จจริงและหลักบางอย่างในการถ่ายทอดเรื่องแผ่นดินไหว เช่น:-
*ในปัจจุบัน มาตราริกเตอร์หรือมาตราแมกนิจูดริกเตอร์ ไม่ใช้กันแล้วอย่างเป็นทางการโดยทั่วไป
*มาตราที่เข้ามาแทนที่มาตราริกเตอร์ อย่างเป็นทางการและโดยทั่วไป คือ มาตราโมเมนต์แมกนิจูด
*ตัวอย่างการรายงานข่าวแผ่นดินไหวระดับ (เช่น) 7.5 ที่ถูกต้อง มีเช่น magnitude 7.5 โดยในภาษาไทยอาจรายงานเป็นแมกนิจุด 7.5 หรือ ขนาด 7.5 หรือจะรายงานให้เต็มเพื่อความแน่ชัดยิ่งขึ้นก็ได้เป็น แมกนิจูด 7.5 ตามมาตราโมเมนต์แมกนิจูด

“มนุษย์แผ่นดินไหว” และ “วันมาตราริกเตอร์แห่งชาติ”
ชาร์ลส์ ริกเตอร์ จากโลกไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1985
จากความแพร่หลายของชื่อมาตราริกเตอร์ ทำให้ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ได้รับการขนานนามเป็น “Earthquake Man” หรือ “มนุษย์แผ่นดินไหว”...
และถึงแม้เขาจะพยายามอธิบายเป็นประจำว่า วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพยากรณ์การเกิดแผ่นดินไหวได้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ดังเช่นเขา บอกได้เพียงว่า “ที่ไหน ตำแหน่งใด โอกาสจะเกิดแผ่นดินไหว มีมากน้อยเพียงใด จะรุนแรงเพียงใด”...
แต่บ่อยๆ เมื่ออยู่ในที่ชุมชน หรืองานปาร์ตี้ เขาก็จะถูกเรียก และถามบ่อยๆ ว่า :
“มนุษย์แผ่นดินไหว จะเกิดแผ่นดินไหว (ที่นี่) เมื่อไร ?”
ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ก็มีคำตอบที่กลายเป็นตำนานประจำตัวเขาว่า “พรุ่งนี้ เวลาตีห้า!”
หลังการจากไปของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ และไม่ปรากฏแน่ชัดว่า “เกิดขึ้นโดยใคร ? เมื่อไร ?” ในสหรัฐอเมริกาถึงปัจจุบัน ก็มี “National Richter Scale Day” หรือ “วันมาตราริกเตอร์แห่งชาติ” เกิดขึ้น ตรงกับวันเกิดของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ คือ วันที่ 24 เมษายน ของทุกปี
วันมาตราริกเตอร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกามิใช่เป็นวันสำคัญของประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ในวันมาตราริกเตอร์ ก็เป็นวันที่มีกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับแผ่นดินไหวเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษในสหรัฐอเมริกา
กิจกรรมส่วนใหญ่ จะเป็นกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหว การสร้างความตระหนักในการ “รับมือ” และ “การสร้างสิ่งก่อสร้าง” ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว การเตือนภัยจากฝีมือมนุษย์ ที่ไป “กระตุ้น” การเกิดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว เช่น การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน
แล้วก็มีกิจกรรมหนึ่งที่ “ปอปปูลาร์” มาก คือ การฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับแผ่นดินไหว โดยมีการถกสนทนาเกี่ยวกับ “ภาพยนตร์” และ “แผ่นดินไหว”
สำหรับผู้เขียน มีภาพยนตร์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่ชอบอยู่หลายเรื่อง แต่ที่ชอบมากที่สุด คือ Earthquake (ออกฉายปี ค.ศ. 1974) แสดงนำโดย ชาร์ลตัน เฮสตัน (Charlton Heston) และ เอวา การ์ดเนอร์ (Ava Gardner) …
แล้วก็ที่ผู้เขียนตั้งใจจะ “ดู” เป็นพิเศษในวันคล้ายวันเกิดของ ชาร์ลส์ ริกเตอร์ ปีนี้ (26 เมษายน ค.ศ. 2026) คือ The Impossible ภาพยนตร์ออกฉายปี ค.ศ. 2012 แสดงนำโดย ยวน แม็คเกรเกอร์ (Ewan Mc Gregor) และ นาโอมิ วัตส์ (Naomi Watts) ซึ่งเป็นภาพยนตร์สร้างจากเหตุการณ์จริง ของการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2004 ถ่ายทำในประเทศไทยที่พังงา, ภูเก็ต และกระบี่
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ มีภาพยนตร์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวเรื่องไหนบ้าง ที่ท่านชอบเป็นพิเศษ ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









