ล่าสุดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการปล่อยโดรนพลีชีพฝูงใหญ่เข้าถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วตะวันออกกลาง และยังมีโดรนบางตัวเข้าไปโจมตีอาคารย่านที่พักอาศัยด้วย ซึ่งในฟุตเทจที่ประชาชนชาวบาห์เรนถ่ายมาได้ สามารถสังเกตเห็นลักษณะรูปทรงของตัวโดรนได้อย่างชัดเจน ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจะระบุได้ว่า โดรนนี้คือโดรนรุ่น Shahed-136 ขนาดยาวประมาณ 3.5 เมตร มีปีกคล้ายกับเครื่องบินปีกสามเหลี่ยม พร้อมระบบการขับเคลื่อนแบบใบพัดลูกสูบเครื่องยนต์เดี่ยวบริเวณด้านท้าย

ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 สื่อของอิสราเอลรายงานว่ามีการพบเจอโดรน Shahed-136 เป็นครั้งแรก ขณะกำลังพุ่งเข้ามาโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิสราเอลกลางทะเลอาหรับ นอกชายฝั่งประเทศโอมาน และหลังจากนั้น เมื่อช่วงปลายปี 2022 ก็มีการพบโดรนรุ่น Shahed-136 ในสมรภูมิยูเครน ที่เมืองคูเปียนสค์ (Kupyansk) เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าอิหร่านได้ส่งออกโดรนรุ่นนี้ให้แก่รัสเซีย ซึ่งต่อมาทางการรัสเซียได้มีการนำโดรน Shahed-136 มาพัฒนาต่อเป็นเวอร์ชันของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ Geran-2 หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็ยังมีการนำซากของ Shahed-136 มาวิเคราะห์เพื่อทำวิศวกรรมย้อนกลับเช่นกัน
คำถามก็คืออะไรที่ทำให้โดรน Shahed-136 ได้กลายเป็นชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการความมั่นคงโลกไปได้ จนประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ต้องพยายามสร้างโดรนในลักษณะเดียวกับ Shahed-136 ไปตาม ๆ กัน
หากจะเข้าใจเรื่องนี้ เราก็ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ในยุคสมัยที่ขีปนาวุธเคยเป็นเจ้าแห่งน่านฟ้าที่ไม่มีใครกล้าท้าทายมาก่อน ดังเช่นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ บุกอิรักในปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Desert Storm) ที่กองทัพอเมริกาใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ถล่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ทว่าในวันนี้กองทัพยุคใหม่กลับหันมาเลือกใช้โดรนกันมากกว่าด้วยเหตุผลด้านความคุ้มค่าเป็นสำคัญ

จริงอยู่ที่โดรนอย่าง Shahed-136 จะบินช้า ส่งเสียงดัง และกำจัดด้วยขีปนาวุธได้อย่างง่ายดาย แต่หากมีการปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากหลายร้อยหลายพันลำในการจู่โจมครั้งเดียว ระบบป้องกันภัยอาจไม่สามารถรับมือได้ไหว ส่งผลให้อาจมีโดรนบางตัวหลุดรอดไปปะทะกับเป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งกลยุทธ์ผลิตโดรนจำนวนมหาศาลแล้วปล่อยออกมาในทีเดียวนั้น สามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่าการออกแบบ และผลิตขีปนาวุธชี้เป้าแบบแม่นยำอย่างโทมาฮอว์ก (Tomahawk) หลายเท่าตัว ทั้งยังไม่นับขีปนาวุธต่อต้านที่มีราคาแพงเสียยิ่งกว่าขีปนาวุธโจมตีอย่าง MIM-104 Patriot (PAC-3) ที่อาจมีราคาสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลูก
โดยในการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2026 ปรากฏว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศราคาแพงยังไม่สามารถต้านทานโดรน Shahed-136 ได้หมด เรียกได้ว่าการยิงขีปนาวุธลูกละ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสกัดโดรนราคา 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นสมการที่ฝ่ายป้องกันมีแต่เสียกับเสีย เป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ตัดสินใจทำวิศวกรรมย้อนรอย Shahed-136 ที่ยึดมาได้ จนกลายเป็นโดรนพลีชีพสายเลือดอเมริกันที่มีชื่อใหม่ว่า ‘LUCAS’ (Low-cost Uncrewed Combat Attack System) ซึ่งถูกนำมาเปิดตัวครั้งแรกในความขัดแย้งล่าสุด

โดยสหรัฐฯ ใช้วิธีการปล่อยโดรน LUCAS จากตู้คอนเทนเนอร์บนเรือรบและรถบรรทุกครั้งละนับร้อยลำเข้าถล่มฐานที่มั่นของอิหร่านคืนบ้าง ซึ่งความต่างคือ LUCAS มีระบบ AI ประมวลผลภาพที่แม่นยำกว่าโดรน Shahed-136 ต้นฉบับมาก ทำให้สามารถแยกแยะเป้าหมายทางทหารออกจากบ้านเรือนประชาชนได้อย่างเด็ดขาด ทั้งในบางรุ่นยังมีการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนให้ใช้เครื่องยนต์เจ็ตอีกด้วย
โดยต้นกำเนิดของโดรนตระกูล Shahed นั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานจากการที่อิหร่านพยายามสร้างอุตสาหกรรมอาวุธสงครามพึ่งพาตนเองภายใต้การกำกับของศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมการบินชาเฮด (Shahed Aviation Industries) มานานนับทศวรรษ เนื่องจากอิหร่านขาดแคลนชิ้นส่วนขั้นสูงและเทคโนโลยีโลหะวิทยาในการสร้างเครื่องบินรบสมรรถนะสูงหรือไอพ่นที่ทันสมัยแบบตะวันตก
อิหร่านจึงหันมามุ่งเน้นพัฒนา ‘โดรนพลีชีพ’ ที่เน้นความเรียบง่ายแทน จนนำมาสู่การแจ้งเกิดของ Shahed-136 ที่กลายเป็นหัวหอกหลักในวันนี้ ซึ่งความน่าทึ่งคือภายในตัวโดรนกลับใช้ชิปประมวลผลพื้นฐานที่หาได้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป หรือแม้แต่เราเตอร์ไวไฟที่ดูไม่เหมือนชิ้นส่วนอาวุธเลยแม้แต่น้อย

ในด้านการออกแบบตัวโดรน Shahed-136 มีการใช้ปีกรูปทรงสามเหลี่ยม (Delta Wing) เพื่อช่วยให้ตัวโดรนบินสร้างแรงยกได้ดี แม้จะบรรทุกหัวรบหนักถึง 50 กิโลกรัม และมีความเสถียรขณะบินมากขึ้น ซึ่งอานุภาพการทำลายล้างของ Shahed-136 หนึ่งลำสามารถสร้างความเสียหายได้รุนแรงใกล้เคียงกับลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มม. หลายลูกรวมกัน หรือแม้แต่ใกล้เคียงกับขีปนาวุธร่อนบางประเภท แต่มาในราคาที่ถูกกว่ากันนับร้อยเท่า ความสำเร็จนี้เองจึงทำให้รัสเซียยอมควักเงินซื้อไป แล้วอัปเกรดให้ดีขึ้นตามที่กล่าวไปข้างต้น

นอกจาก Shahed-136 แล้ว อิหร่านยังมีโดรนรุ่นอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในยุทธศาสตร์สงคราม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ใช้สอดแนมหรือรุ่นที่ติดอาวุธโจมตีซ้ำได้ ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้กำลังชี้ให้เห็นถึงอนาคตของสงครามที่กำลังเปลี่ยนไป เรียกได้ว่าผู้ใดสามารถรักษาการผลิตอาวุธราคาถูกได้นานกว่า ผู้นั้นย่อมกุมความได้เปรียบในความขัดแย้งแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ต่อไปได้อีกนาน
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : b4ukraine, theguardian, theguardian, aljazeera, rntfnd
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









