ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

แชร์

ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3781

ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง

“การเมือง” เรื่องใกล้ตัวของทุกคน ที่ “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วม ทำไม? จึงควรเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

“วิทยาศาสตร์” คือการแสวงหาความรู้ที่เป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมถึงการสังเกต การวิเคราะห์ และความเข้าใจในโลกธรรมชาติ เป้าหมายคือการนำความรู้ที่ได้จากกระบวนการนี้ไปประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์กับผู้คน เพิ่มพูนความเข้าใจและปรับปรุงคุณภาพชีวิตประจำวันของเรา โดยวิทยาศาสตร์ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ

ด้วยวิธีการที่เป็นระบบระเบียบ “วิทยาศาสตร์” พยายามเปิดเผยชั้นของความไม่จริง และอคติที่อาจบดบังวิจารณญาณ-การตัดสินใจของมนุษย์ รวมถึงมุ่งที่จะขจัดความคลุมเครือ การจงใจปกปิดความรู้หรือข้อเท็จจริง และการตอบสนองที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์

โดยส่งเสริมให้ผู้คนมีกรอบความคิดที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและการวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง การเน้นย้ำเรื่องเหตุผลนี้ จะช่วยให้สามารถจัดการกับคำถามและความท้าทายที่ซับซ้อนได้ โดยให้ความสำคัญกับหลักฐานและผลการวิจัยที่ได้รับการตรวจสอบ

ผลกระทบของวิทยาศาสตร์นั้นแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าห้องปฏิบัติการและสถาบันการศึกษา เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างพื้นฐาน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และอีกหลายสาขา ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่เป็นรากฐานของสังคมที่มีระเบียบและอารยธรรม วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ปูทางไปสู่นวัตกรรมที่ช่วยปรับปรุงสุขภาพ ส่งเสริมความยั่งยืน และส่งเสริมความเข้าใจของมนุษย์

ขณะที่ “การเมือง” โดยพื้นฐานแล้วคือกระบวนการที่ซับซ้อน มีกลุ่มบุคคลมารวมตัวกันเพื่อตัดสินใจร่วมกันและกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองที่หล่อหลอมชุมชนของตนเอง กระบวนการนี้หยั่งรากลึกอยู่ในการใช้อำนาจ หัวใจสำคัญของการเมือง คือการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการกระจายทรัพยากรที่จำเป็น สถานะทางสังคม และอำนาจภายในสังคม เป็นต้น

“การเมือง” เป็นกิจกรรมสากลของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ “คำถามสำคัญ” เรื่องความเท่าเทียมและการเข้าถึง เช่น ใครจะได้ทรัพยากรอะไร เมื่อไหร่จะได้รับ และวิธีการแจกจ่ายนั้นเป็นอย่างไร พลวัตเหล่านี้ปรากฏให้เห็นผ่านสถาบันต่าง ๆ เช่น รัฐบาล ระบบกฎหมาย หรือองค์กรที่เป็นทางการอื่น ๆ รวมถึงกลไกที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเจรจา และการโต้แย้ง

“การเมือง” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่หยุดนิ่ง บริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของยุคสมัย และระบอบการปกครองต่าง ๆ หล่อหลอมการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการ หรือรูปแบบการปกครองอื่น ๆ โดยสาระสำคัญของกิจกรรมทางการเมืองยังคล้าย ๆ เดิม คือเป็นความพยายามร่วมกันที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และการจัดระเบียบทางสังคม เมื่อสังคมพัฒนาไป วิธีการและกรอบการทำงานของการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็พัฒนาตามไปด้วย แต่หลักการพื้นฐานของการจัดสรรอำนาจและทรัพยากรยังคงเป็นองค์ประกอบหลักของภูมิทัศน์ทางการเมือง

การบรรจบกันของ “วิทยาศาสตร์” และ “การเมือง” นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองทำหน้าที่เป็น “กลไกหลัก” ในการกระจายอำนาจและการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งเป็นตัวกำหนดกิจกรรมทางสังคมสมัยใหม่และสถานะในเวทีโลกอย่างพื้นฐาน ในโลกปัจจุบัน ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการคำนวณควอนตัม ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของอำนาจแห่งชาติ วิวัฒนาการนี้หมายความว่าความก้าวหน้าในด้านเหล่านี้ มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและความได้เปรียบทางทหารของประเทศนั้น ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัยที่ประเทศมหาอำนาจต่างแข่งขันกันเพื่ออิทธิพลและความเป็นเลิศ

“วิทยาศาสตร์” ให้ข้อมูล หลักฐาน และความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำงานของโลก ในขณะที่ “การเมือง” ให้กรอบการทำงานสำหรับการตอบสนองต่อความเข้าใจนั้น การเมืองเป็นเวทีที่การตัดสินใจเกิดขึ้น เช่น การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดลำดับความสำคัญของสังคม

ลองนึกภาพตาม.. นักวิทยาศาสตร์ค้นพบปัญหา และนักการเมืองพยายามแก้ไข นี่คือความสัมพันธ์พื้นฐาน และส่งผลกระทบต่อทุกสิ่ง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงโครงการด้านสาธารณสุข การเข้าใจความสัมพันธ์นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การรู้ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่หมายถึงการเป็นพลเมืองที่มีข้อมูล สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน และมีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างสร้างสรรค์

ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครได้รับประโยชน์จากมัน และเราจะสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านั้นเพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นได้อย่างไร สู่ความท้าทายและโอกาสที่จะเกิดขึ้นเมื่อ “วิทยาศาสตร์” และ “การเมือง” มาบรรจบกัน

บทบาทของ “วิทยาศาสตร์” ในการกำหนดนโยบาย

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจอย่างรอบรู้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายาใหม่ หรือการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ผู้กำหนดนโยบายต่างอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจปัญหา แล้วระบุแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิทยาศาสตร์ได้ให้หลักฐานมากมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ผ่านการวิจัยมาหลายทศวรรษ ความเห็นพ้องทางวิทยาศาสตร์นี้ได้นำไปสู่ข้อตกลงระหว่างประเทศ นโยบายระดับชาติ และการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ซึ่งนั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกับมนุษย์โดยตรง

แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป “วิทยาศาสตร์” มีความซับซ้อน และบางครั้งผลการค้นพบก็ไม่แน่นอนหรือขัดแย้งกันเอง ซึ่งอาจสร้างความท้าทายให้กับผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการแนวทางที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ กระบวนการทางการเมืองมักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความคิดเห็นของประชาชน หรือความเชื่อทางอุดมการณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ถูกลดทอนความสำคัญลงไปได้

อิทธิพลทาง “การเมือง” ต่อการวิจัยทาง “วิทยาศาสตร์”

หากลองเปลี่ยนมุมมองกันบ้าง “การเมือง” มีอิทธิพลต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างไร? นี่เป็นอีกส่วนสำคัญของปริศนา รัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนทางการเงินแก่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นผู้ตัดสินใจว่าสาขาวิทยาศาสตร์ใดจะได้รับความสนใจและทรัพยากรมากที่สุด การตัดสินใจเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการวิจัยสามารถส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านพลังงานหมุนเวียน นักวิทยาศาสตร์ก็จะได้รับแรงจูงใจให้ทำงานในด้านนั้น ในทางกลับกัน หากงบประมาณสำหรับการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกตัด ความก้าวหน้าในสาขานั้นอาจชะลอตัวลง ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

อุดมการณ์ทางการเมืองก็มีบทบาทเช่นกัน พรรคการเมืองและรัฐบาลที่แตกต่างกันอาจมีลำดับความสำคัญและมุมมองที่แตกต่างกันในประเด็นทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณวิจัย กฎระเบียบ และแม้กระทั่งวิธีการสื่อสารผลการค้นทางวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณชน นอกจากนี้ บางครั้งแรงกดดันทางการเมืองยังอาจนำไปสู่การปิดบังหรือบิดเบือนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดเผยความจริงบางสิ่งได้ ดังนั้น ความโปร่งใสและความซื่อสัตย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมือง

ความคิดเห็นสาธารณะและสื่อ ก็มีผลต่อ “วิทยาศาสตร์-การเมือง”

สำหรับความคิดเห็นของสาธารณชนและสื่อมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมือง การรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นทางวิทยาศาสตร์สามารถกำหนดภูมิทัศน์ทางการเมืองได้ เมื่อสาธารณชนกังวลเกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความปลอดภัยของวัคซีน นักการเมืองก็มีแนวโน้มที่จะตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายมากขึ้น

ส่วนสื่อก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความคิดเห็นของสาธารณชน สำนักข่าว สื่อสังคมออนไลน์ และสื่อรูปแบบอื่น ๆ สามารถขยายผลการค้นทางวิทยาศาสตร์ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญ และมีอิทธิพลต่อวิธีที่สาธารณชนรับรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งหากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ถูกทำให้ง่ายขึ้น หรือทำให้ดูน่าตื่นเต้นเกินจริง ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือการตีความผิดได้ ซึ่งนี่อาจเป็นปัญหา เนื่องจากสร้างความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการรับรู้ของสาธารณชนได้ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนต่อวิทยาศาสตร์และสถาบันทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย

เราควรส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง “การเมือง” และ “วิทยาศาสตร์”

เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมืองยังคงแข็งแกร่งและสร้างสรรค์ มีหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้ ประการแรก ส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการคิดเชิงวิพากษ์ ประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และสามารถประเมินข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรอบรู้และต่อต้านการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด

ประการที่สอง ต้องส่งเสริมความโปร่งใสและการสื่อสารที่เปิดกว้าง ระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ควรเปิดเผยวิธีการวิจัยและผลการค้นพบของตน ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายควรมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประการที่สาม ต้องสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควรปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่ไม่ผูกติดกับวาระใด ๆ โดยเฉพาะ

บทสรุป : จุดบรรจบระหว่าง “วิทยาศาสตร์” และ “การเมือง” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นความสัมพันธ์ที่มีพลวัตซึ่งกำหนดโลกของเราในหลาย ๆ ด้าน การทำความเข้าใจผู้มีบทบาทสำคัญ ประเด็นสำคัญ รวมถึงความท้าทายและโอกาสที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่มีความรู้มากขึ้น มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยุติธรรมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงความสามารถในการประเมินข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจบทบาทของหลักฐานในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างสร้างสรรค์

หวังว่าตอนนี้คนที่ได้อ่านคอนเทนต์นี้จะมีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ การเมือง และการรับรู้ของสาธารณชนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จงตั้งคำถามต่อไป เรียนรู้ต่อไป และมีส่วนร่วมกับโลกรอบตัวของเราต่อไป เพราะอนาคตพวกเราอาจขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้…


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : rhythmheart, Confluence, rifs-potsdam 
 

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech 
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักวิทยาศาสตร์นโยบายวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์การเมืองPoliticPoliticsThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Science
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover (ติดต่อ jiraphobT@thaipbs.or.th)

บทความ NOW แนะนำ