วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

Thai PBS
แชร์

วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3985

วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน

ทุกชีวิตมนุษย์ล้วนเกี่ยวกับ “อำนาจ” หรือ “power” !

ในบริบทหนึ่ง สำหรับโลกปัจจุบัน คำว่า “อำนาจ” หรือ “power” มี 2 ความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ความหมายหนึ่ง คือ “อำนาจ” หรือ “power” ทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural science) ที่เป็น exact science หมายถึงวิทยาศาสตร์ที่มีความหมายและกฎกติกาชัดเจน เป็นอำนาจในรูปของพลังงานที่เกิดจากการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (เคมีและฟิสิกส์)

อีกความหมายหนึ่ง เป็น “อำนาจ” หรือ “power” ทางสังคม เป็น “inexact science” ที่มีความไม่แน่นอนสูง และไม่มีกฎกติกาชัดเจน มีชื่อเรียกรวม ๆ เป็นวิทยาศาสตร์สังคม (societical science)

“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ ขอนำท่านผู้อ่าน ไปร่วมกันเปิด “ห้องพิเศษ” นอกห้องเรียน เพื่อเจาะศึกษาและถกประเด็นปัญหาเรื่องของ “อำนาจ” ในความหมายที่สอง คือ อำนาจทางสังคม

เพื่ออะไร ?

*เพื่อความเข้าใจในสภาพของโลกและสังคมที่เป็นผลจาก “อำนาจ”

*เพื่อความตระหนักในบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของทุกคน ที่เป็น “ส่วนหนึ่งของสังคม” ในส่วนที่เป็นเรื่องของ “อำนาจ”

*เพื่อ “ค้นหา” สิ่งที่เป็น “ที่สุด” แห่งการใช้ “อำนาจ” ที่ “ทุกคน” สามารถมีได้ ถ้ามี !?

วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคม

ก่อนเปิดห้องพิเศษของเราสำหรับเรื่องของ “อำนาจ” ทางสังคม เราไปเปิดดูระบบการศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์ทางสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันทั่วโลก

อย่างเร็ว ๆ วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคมในปัจจุบัน แยกแขนงเป็นศาสตร์เฉพาะด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น

*กฎหมายและนิติศาสตร์ (Law และ Jurispudence)

*เศรษฐศาสตร์ (Economics)

*สังคมศาสตร์ (Social science)

*มนุษยศาสตร์ (Humanities)

*รัฐศาสตร์ (Politics)

พื้นฐานการเปิด “ห้องพิเศษ” วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ

ย้อนหลังไปเมื่อปี ค.ศ. 1966 หลังจากเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยโมนาช (Monash University) ประเทศออสเตรเลีย แล้วก็ได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยให้เรียนต่อฟิสิกส์อีก 1 ปี เพื่อรับปริญญาตรีฟิสิกส์เกียรตินิยม (ถ้าผ่าน) ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสเลือกเรียนวิชาที่สนใจเองเป็นส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับฟิสิกส์เลย ดังเช่น Literature (วรรณกรรม) และ Philosophy (ปรัชญา) ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชา Philosophy ก็ศึกษาทั้งในส่วนของ Pure Philosophy (ปรัชญาบริสุทธิ์) และ Philosophy of Science (ปรัชญาวิทยาศาสตร์)

หลังจบปริญญาตรีฟิสิกส์ (เกียรตินิยม) จริงๆ ผู้เขียนก็ได้ทำปริญญาโทและเอกฟิสิกส์ต่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการทำวิจัย ผู้เขียนได้สนใจศึกษา Philosophy ต่อเองอย่างจริงจัง

เมื่อเริ่มต้นทำงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในปี ค.ศ. 1970 และต่อมาที่ มศว. ประสานมิตร เมื่อปี ค.ศ. 1982 นอกเหนือไปจากการสอนฟิสิกส์แล้ว ผู้เขียนก็ได้สอนปรัชญาวิทยาศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการวิจัยและการสอนปรัชญาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาโทและเอก ที่ มศว. ประสานมิตร และที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ

จากการศึกษาปรัชญาและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เขียนพอจะ “เข้าใจ” ในพัฒนาการของศาสตร์ต่าง ๆ ทางด้านสังคม ซึ่งมีรากเหง้าพัฒนาการจากปรัชญาบริสุทธิ์ในส่วนเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม มาสู่ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็พัฒนาต่อ ๆ กันมาเป็นสังคมศาสตร์, มนุษยศาสตร์ และอื่น ๆ

ที่สำคัญ ในการทำงานตั้งแต่เรียนจบปริญญาเอกฟิสิกส์ตลอดมา ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานที่เปรียบเสมือนกับ “ภาคปฏิบัติ” ของเรื่องเกี่ยวกับ “อำนาจ” ที่ผู้เขียนชอบคำว่า “หน้าที่” มากกว่า ดังเช่น

*เป็นผู้บริหาร (ระดับภาควิชาและคณะ) ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นและที่ มศว. ประสานมิตร

*เป็นกรรมการสภาวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

*เป็นกรรมการบริหาร (Executive Board) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (ปัจจุบันคือ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ)

*เป็นประธานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์

*เป็นรองประธาน (Vice-President) Asian Science Communications Organization หรือ ASCO (แอสโก)

นอกเหนือไปจากการเรียนรู้เชิงทฤษฎีและการเป็นผู้ต้องใช้ “อำนาจ” (ตามตำแหน่งหน้าที่) แล้ว ผู้เขียนก็มีประสบการณ์ (ซึ่งอย่างแน่นอนไม่ใช่ “โชคดี”) ถูก “ใช้อำนาจ” ด้วย หนักที่สุด คือ “ถูกสั่งให้เดินทางกลับประเทศไทย” หลังจบปริญญาตรีฟิสิกส์ ในขณะที่ผู้เขียนได้รับทุนจากประเทศออสเตรเลีย ให้ทำปริญญาโทถึงเอกต่อ

ผู้เขียนขอไม่ลงรายละเอียดประสบการณ์เรื่องนี้ เพราะผู้เขียนก็ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของทางการประเทศไทย แต่ก็ “จดจำ” ได้อย่างดี ถึงความรู้สึกของ “คนถูกใช้อำนาจ” ว่า “เป็นทุกข์” “เจ็บปวด” แค่ไหน

จากนี้ เรา (ท่านผู้อ่านและผู้เขียน) ก็ได้รู้จักกันมากขึ้น เพื่อการเปิด “ห้องพิเศษ” เล็ก ๆ ของเรา ที่อาจช่วยลด “ความทุกข์” “การสูญเสีย” และเกิด “ภูมิคุ้มกัน” จาก “อำนาจ” ที่ไม่ควรเกิดขึ้น

วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคม : จากอดีตถึงปัจจุบัน

เมื่อแรกเริ่มตั้งแต่กำเนิดมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อน แล้วต่อมาส่วนหนึ่งจึงอพยพออกมาจากแอฟริกา ไปตั้งรกรากในแถบพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลกถึงปัจจุบัน มนุษย์ก็ต้องเผชิญกับ “อำนาจ”...

โดยอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ “อำนาจเหนือธรรมชาติ” ในรูปของ “พระเจ้า” หรือ “เทพเจ้า” มีอิทธิพลต่อกำเนิด-ความตาย-ความทุกข์-ความสุข-โรคภัยไข้เจ็บ-ภัยธรรมชาติและสงคราม

แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์เองก็ต้องพยายามสร้าง “อำนาจ” ขึ้นมา เพื่อการรวมกลุ่มและปกป้องเผ่าพันธุ์จากกลุ่มมนุษย์อื่น ๆ ซึ่งในที่สุด ก็นำมาสู่การกำเนิดของ “ผู้นำ” ทางความคิด ซึ่งมีอิทธิพลและเป็นที่ยอมรับ ดังเช่น

*พลาโต (Plato : 427-347 ปี ก่อน ค.ศ.) นักปรัชญาชาวกรีก ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก คือ อะคาเดเมีย (Academia) ที่กรุงเอเธนส์

*อริสโตเติล (Aristotle : 384-322 ปี ก่อน ค.ศ.) นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์สำคัญคนแรกของโลกชาวกรีก รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์แห่งยุคสมัยนั้นไว้มากที่สุด

*ขงจื๊อ (551-479 ปี ก่อน ค.ศ.) นักปราชญ์และนักการปกครองชาวจีน

*เหลาจื๊อ นักปราชญ์และนักธรรมชาติวิทยาจีน ผู้ให้กำเนิด “วิถีแห่งเต๋า” มีประวัติวันเกิดถึงแก่กรรมไม่ชัดเจน แต่มีหลักฐานเป็นปราชญ์ร่วมสมัยกับขงจื๊อ โดยเหลาจื๊อมีอาวุโส (อายุ) มากกว่าขงจื๊อ

*พระพุทธเจ้า ศาสดาแห่งพุทธศาสนา

จากนี้ ก็จึงถึงยุคของสำนักหรือสถาบันการศึกษาอย่างเป็นระบบชั้นสูง คือ มหาวิทยาลัยที่เริ่มต้นกับมหาวิทยาลัยได้ชื่อเป็นมหาวิทยาลัยยุคใหม่แห่งแรกของโลก คือ มหาวิทยาลัยอัล-กวาราอุยีน (University of Al-Quaraouiyine) ที่เมืองเฟซ (Fez) ในประเทศโมร็อกโก ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 859

ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร์ (Al-Azhar University) ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อปี ค.ศ. 970

อันดับที่ 3 คือ มหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bolognna) ที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี เมื่อ ปี ค.ศ. 1088

และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1096 เป็นอันดับที่ 4

อย่างน่าสนใจ เมื่อมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก คือ มหาวิทยาลัยอัล-กวาราอุยีนเกิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ ผู้ให้กำเนิดวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ คือ โคเปอร์นิคัส (เปลี่ยนจากความเชื่อ โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ) ยังไม่เกิด (โคเปอร์นิคัสมีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1452-1519) ...

แต่กับนักวิทยาศาสตร์ดังเช่น กาลิเลโอ (ค.ศ. 1564-1642) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิวตัน (ค.ศ. 1642-1727) รวมกับมหาวิทยาลัยดัง เช่น โบโลญญาและออกซ์ฟอร์ด วงการศึกษาก็มีระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ แยกเป็น 2 ส่วนชัดเจน คือ

(1) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural science) ที่เป็น exact science

(2) วิทยาศาสตร์สังคม (societical science) ที่เป็น inexact science

นิโคลัส โคเปอร์นิคัส

ส่องเรื่อง “อำนาจ” ในวิทยาศาสตร์สังคม

โดยภาพรวม ประเด็นใหญ่สำคัญที่ผู้เขียนขอสรุปเป็นเบื้องต้น สำหรับเรื่องเกี่ยวกับ “อำนาจ” ในวิทยาศาสตร์สังคม คือ

*ความเป็น “inexact science” สำหรับเรื่องวิทยาศาสตร์แห่งอำนาจสำหรับวิทยาศาสตร์สังคม มิได้หมายความว่า “เป็นเรื่องที่ไม่สามารถศึกษาอย่างเป็นระบบได้” แต่เป็นเพราะการเกิดขึ้นของ “อำนาจ” ในกรณีของวิทยาศาสตร์สังคม มีผลที่เป็นไปไม่ได้หลายทิศทาง ไม่เหมือนกับเรื่องของการใช้ “power” ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เป็น exact science เพราะคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นได้

*กฎกติกาการใช้ “อำนาจ” ในวิทยาศาสตร์สังคมเป็น “สิ่งจำเป็นที่จะต้องมี” และ “ถูกสร้างขึ้นมาเสมอ” เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์ ทั้งในส่วนแต่ละกลุ่ม (เผ่าพันธุ์, ประเทศ) และส่วนเป็นภาพรวม คือ “สังคมโลก”

*เรื่องของ “อำนาจ” ในวิทยาศาสตร์สังคม ประกอบด้วย 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องกันเสมอ คือ (1) ผู้ใช้อำนาจ (2) ที่มาของอำนาจ และ (3) ผู้ถูกใช้อำนาจ

จากนี้ ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านไป “ส่อง” สภาพ, ผลและปัญหาการใช้ “อำนาจ” เฉพาะกับ 3 สาขาวิชาหรือด้าน คือ (1) กฎหมายในประเทศและระหว่างประเทศ (2) เศรษฐศาสตร์ และ (3) สังคมศาสตร์

“อำนาจ” กับ กฎหมายในประเทศและระหว่างประเทศ

กฎหมายในประเทศ อย่างตรง ๆ ประเด็นใหญ่ คือ เพื่อคุ้มครอง “คนดี” “พลเมืองดี” ทั้งในการดำเนินชีวิตและทรัพย์สิน แล้วก็ป้องกันและลงโทษ “คนไม่ดี” “พลเมืองร้าย”

กฎหมายระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน มี 2 สถาบันยุติธรรม คือ “ศาลโลก” (World Court) เป็นองค์กรตุลาการหลักของสหประชาชาติ และศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี : ICC : International Criminal Court) ก่อตั้งเมื่อ ปี ค.ศ. 2002 ทั้ง 2 ศาลอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

ถึงล่าสุด มีผู้นำประเทศหรืออาชญากรระหว่างประเทศ ที่ถูกจับและลงโทษไปแล้วหลายคน โดยมี นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ถูกศาลอาชญากรระหว่างประเทศ ออกหมายจับเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2023 กรณีเกี่ยวกับการทำสงครามรุกรานยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022

ส่วนที่ยากสำหรับประเด็นเรื่องนี้ คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะขึ้นอยู่กับตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เหตุจูงใจ (ของผู้นำประเทศหนึ่ง ซึ่งรุกรานหรือโจมตีอีกประเทศหนึ่ง) และการยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย

“อำนาจ” กับ เศรษฐศาสตร์

เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการหารายได้ และการใช้จ่าย เพื่อการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต ปัญหาใหญ่ที่มักจะเกิดขึ้นกับบางประเทศ คือ การใช้ “อำนาจ” ในการสร้างความได้เปรียบของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจได้มาทางกฎหมาย หรือวิธีการอื่นใด ทำให้ผู้ถูกใช้อำนาจ ดังเช่น คนประกอบอาชีพโดยทั่วไป ผู้ประกอ บการรายย่อย ถูกเอาเปรียบ ซึ่งถ้าเกิดในวงกว้าง คือ ระดับใหญ่ ก็จะกระทบกับสภาพความมั่นคงทางการเงิน การคลัง เกิดเป็นความหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศได้

สำหรับเรื่องนี้ จริง ๆ แล้ว ถ้าทั้งสองฝ่าย คือ ต้นทางการประกอบอาชีพ และผู้ประกอบอาชีพ ต่างก็ “ซื่อสัตย์” “ยุติธรรม” “เกื้อหนุน” กันและกัน ก็จะเกิดผลประโยชน์ต่อกันและกัน ทำให้เกิดความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศได้

“อำนาจ” กับสังคมศาสตร์

รูปแบบหนึ่งของการกระทำโดย “อำนาจ” ก็คือ อำนาจความแตกต่างของชนชั้นในสังคม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ทรง “ปลดแอก” ความเหลื่อมล้ำใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศไทย คือ “การเป็นทาส” ไปแล้ว และประเทศไทยก็ดูจะเป็นประเทศที่ไม่มี “การถูกใช้อำนาจ” โดยทางสังคม ซึ่งส่วนหนึ่ง ก็ดูจะถูกต้อง แต่ผู้เขียนกำลังมองเห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมของไทยที่ “ยังมีอยู่” อย่างที่อาจไม่รู้ตัวด้วย คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดจาก “สังคมแบบอุปถัมภ์” เห็นแก่พรรคพวก เครือญาติ ทำให้เกิดการ “ใช้อำนาจ” เอื้อประโยชน์หรือเลวร้ายถึงระดับคอร์รัปชัน โกง กิน

แสดงว่า “การอุปถัมภ์” เป็นความชั่วร้ายไปเสียทั้งหมด ใช่หรือไม่ ?

คำตอบคือ ไม่ใช่อย่างแน่นอน !

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ “เจตนา” ของการอุปถัมภ์ เพราะ “การอุปถัมภ์” คือ ความงดงาม...ความมีน้ำใจ...ของสังคมไทย ถ้าเป็นการอุปถัมภ์...ช่วยเหลือ...อย่างสุจริตใจ อย่างไม่หวังผลตอบแทน

ที่สุดแห่ง “อำนาจ” ที่ทุกคนมีได้ ?!

แล้วก็มาถึงประเด็นสุดท้ายสำหรับการเปิด “ห้องพิเศษ” ของเราวันนี้ คือ การค้นหาสิ่งที่เป็น “ที่สุด” แห่ง “อำนาจ” ที่ “ทุกคน” สามารถมีได้ว่า มีจริงหรือไม่ ?

สำหรับผู้เขียน ขอเสนอต่อท่านผู้อ่านว่า “มีจริง” “เกิดขึ้นได้จริง” แต่ก็มิได้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ กับทุกคน !
อย่างตรง ๆ อำนาจที่ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือ อำนาจที่ทุกคนสามารถจะมีได้ ในการทำให้ “ตน” สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างมีคุณค่า โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น

ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า จะต้อง “หา” ต้อง “มี” ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้วยตนเองทั้งหมด และที่สำคัญ มิได้หมายความว่า จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับลำพังตนเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลย

จริง ๆ แล้ว หัวใจสำคัญเรื่องที่สุดแห่ง “อำนาจ” ที่ทุกคนสามารถมีได้นี้ ก็คือ หลักพระธรรมคำสอนของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน !” นั่นเอง

ผู้เขียนโชคดีที่ได้ “พบ” หลักพระธรรมคำสอนนี้ ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้ และก็ “ยึด” เป็น “ยาแรง” ประจำชีวิตของผู้เขียนตลอดมา แล้วก็พบว่า เป็น “ยาวิเศษ” ของแท้ของจริงอย่างที่สุด

แล้วทำไม อำนาจที่ทุกคนสามารถมีได้นี้ จึงมิได้เกิดขึ้นอย่างง่าย ๆ กับทุกคน?

คำตอบตรง ๆ ของผู้เขียน คือ อุปสรรคหรือปัญหาใหญ่ มาจาก “ความไม่รู้” “ความไม่มุ่งมั่น” “ความโลภ” “ความประมาท” “ความหลงผิด” “ความไม่ตระหนักของการสร้างตนเอง”

ที่สำคัญ ผู้เขียนเชื่อว่า ความคิดที่ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ต่อการมีที่สุดแห่ง “อำนาจ” ที่ทุกคนสามารถมีได้นี้ ยิ่งเกิดขึ้นเร็วเท่าใด ตั้งแต่อายุยิ่งยังน้อยเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสจะ “เป็นจริง” ได้มากขึ้นเท่านั้น !

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไร ?

 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS Sci & Tech Thai PBS Sci And Tech Scienceวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิตชัยวัฒน์ คุประตกุล
 รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

ผู้เขียน:  รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

นักวิทยาศาสตร์ และนักอนาคตศาสตร์ เจ้าของคอลัมน์ ​"วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต"

บทความ NOW แนะนำ