‘สงกรานต์’ ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมอย่างหนึ่งในเอเชีย เป็นทั้งช่วงเวลาที่ผู้คนจะได้กลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัว พร้อมเล่น (สาด) น้ำคลายร้อนกัน
‘สงกรานต์’ มาจากคำภาษาสันสกฤต แปลว่า ก้าวขึ้น ผ่าน หรือ เคลื่อนย้าย ในที่นี้หมายถึง การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปยังอีกราศีหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ‘สงกรานต์’ เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน เรียกว่า ‘สงกรานต์เดือน’ ส่วน ‘เทศกาลสงกรานต์’ ที่เราคุ้นเคยกันนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘มหาสงกรานต์’ หรือช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษราว ๆ กลางเดือนเมษายน นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามคติพราหมณ์นั่นเอง และช่วงเวลาดังกล่าวก็สิ้นสุดฤดูเกี่ยวข้าวพอดี สันนิษฐานกันว่า คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ในปัจจุบัน) รับความเชื่อดังกล่าวพร้อม ๆ กับการเข้ามาของพุทธเถรวาทจากศรีลังกา
อย่างที่เราคุ้นเคยกัน สงกรานต์ในไทยไม่ได้มีแค่การเล่นสาดน้ำหรืองานรื่นเริง แต่รวมไปถึงการสรงน้ำพระ การทำบุญ และการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ถือเป็นการชะล้างสิ่งไม่ดี ทำจิตใจให้สดชื่น และสร้างความสามัคคีต่อกันในชุมชน แต่ก็น่าคิดต่อไปว่า แล้วประเทศเพื่อนบ้านฉลองสงกรานต์ และมีแนวปฏิบัติเหมือนหรือต่างจากไทย มากน้อยแค่ไหน ?

ส่องสงกรานต์ ‘ประเทศอาเซียน’
เริ่มกันที่เมียนมา สงกรานต์ของเมียนมานั้นเรียกว่า ‘ตะจาน (Thingyan - သၚ်္ကြာန်)’ กินเวลาราว 4-5 วัน โดยมีคณะกรรมการปฏิทินของประเทศกำหนดวันของแต่ละปี ขณะที่ตะจานไม่ได้ต่างจากสงกรานต์ของไทยมากนัก ก็มีความเชื่ออยู่ข้อหนึ่งว่า ช่วงดังกล่าว ท้าวสักกะ (หรือพระอินทร์) จะเสด็จลงมายังโลก เพื่อสำรวจพฤติกรรมดีชั่วของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว คนเมียนมาจึงเตรียมหม้อปั้นดินเผาใส่น้ำปรุงหรือ ‘อะตาโอห์ (ata oh - အတာအိုး) เพื่อต้อนรับท้าวสักกะ ในน้ำปรุงนั้นมีดอกไม้และกิ่งก้านพืชพันธุ์ 7 ชนิด แทนวัน 7 วัน อาทิ ใบมะพร้าวแทนวันอาทิตย์ หางนกยูงฝรั่งแทนวันอังคาร ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีขนมประจำเทศกาลอย่าง ‘หมงหลงเหย่โป่ง (mont lone yay baw - မုန့်လုံးရေပေါ်)’ ซึ่งคล้ายขนมต้มของไทยและต้องใช้ความสามัคคีในการทำ และ ‘โหมะน์และส้อง (mont let saung - မုန့်လက်ဆောင်း)’ หรือลอดช่อง


ข้ามมาที่ฝั่งสปป.ลาว สงกรานต์ของลาวเรียกว่า ‘ปีใหม่ลาว (ປີໃໝ່ລາວ)’ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 วันเหมือนกับไทย ได้แก่ ‘วันสังขารล่อง’ ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่า มีการทำความสะอาดบ้าน สรงน้ำพระ และไปทำบุญที่วัด ‘วันเนา’ หรือวันไร้ปี ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างปีเก่าและปีใหม่ มีคติกันอยู่ว่า คนหนุ่มสาวไม่ควรเกียจคร้าน เพราะอาจโชคไม่ดีในปีที่จะมาถึงได้ และควรออกไปเคารพผู้เฒ่าผู้แก่ พร้อมกับเริ่มเล่นสาดน้ำกัน และสุดท้าย ‘วัดสังขารขึ้น’ หรือวันขึ้นปีใหม่ ที่ปกติแล้วเมืองหรือหมู่บ้านต่าง ๆ จะจัดประกวด ‘นางสังขาร (ນາງສັງຂານ)’ หรือนางสงกรานต์ ตามความเชื่อเรื่องบุตรีทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหมเทพคล้ายกับไทย นอกจากนี้ วันนั้นยังมีพิธีบายศรีกันในครัวเรือนอีกด้วย


ลงมาที่กัมพูชา สงกรานต์ของกัมพูชาเรียกว่า ‘โจล ชนัม ทเม็ย (Choul Chnam Thmey - ចូលឆ្នាំថ្មី)’ หรือ ‘สงกรานต์ (Sankranta - សង្ក្រាន្)’ แม้จะแบ่งเทศกาลเป็น 3 วันเหมือนไทยและลาว แต่โจล ชนัม ทเม็ยนั้นมีนิยามที่ต่างไป อย่างวันแรก ‘โมหาสงกรานต์ (Moha Songkran - មហាសង្រ្កាន្ត)’ นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ วันที่สอง ‘วานาบัต (Vanabat - រៈវ័នបត)’ เป็นวันแห่งการให้ทานและเคารพบรรพบุรุษ และวันสุดท้าย ‘ลังสัก (Leung Sakk - វារៈឡើងស័ក)’ เป็นวันสรงน้ำพระพุทธรูปและผู้สูงอายุให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสรับปีใหม่ พร้อมกันนี้ ยังมีจานอาหารที่นิยมทำกินกันในเทศกาลนี้ อาทิ ‘อ็อนซอม (ansom - នំអន្សម)’ ทั้งคาวหวาน ลักษณะคล้ายข้าวต้มมัด และ ‘cambo (somlor machu - សម្លរម្ជូរ)’ หรือต้มส้มนั่นเอง


มองสงกรานต์ ‘อินเดีย-จีน’
มาดูสงกรานต์ของประเทศยักษ์ใหญ่ในทวีปเอเชียกันบ้าง ย้อนกลับไปที่อินเดีย ชาวพุทธเถรวาทอย่างชาวไทตี้ (Tai Khamti) และชาวสิงโฟ (Singpho) ของรัฐอรุณาจัลประเทศ (Arunachal Pradesh) ฉลอง ‘สังเกน (Sangken)’ หรือสงกรานต์เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 เมษายนของทุกปี ธรรมเนียมปฏิบัตินั้นเรียบง่าย กล่าวคือ ศาสนิกชนเดินทางไปสรงน้ำพระที่วัด โดยวัดบางแห่งอาจมีทางน้ำลักษณะคล้ายพญานาค ซึ่งจะไหลไปยังเจดีย์ที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ เสร็จแล้ว ผู้คนก็จะเล่นสาดน้ำ พร้อมทั้งร้องเต้นระบำด้วยกันในชุดประจำถิ่นหลากสีสัน


เขตปกครองตัวเองสิบสองปันนา (Xishuangbanna - 西双版纳州) ในจีน ถือเป็นอีกที่หนึ่งที่สาดน้ำสงกรานต์ หรือ ‘โพสุ่ยเจี๋ย (Pōshuǐ Jié - 泼水节)’ กัน แม้ชาวไทลื้อจะเป็นชนกลุ่มน้อย แต่วัฒนธรรมของพวกเขายังคงผูกพันกับดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงอื่น ๆ อย่างแข็งแรง อีกทั้งกฎหมายท้องถิ่นระบุให้วันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี เป็นวันหยุดในเขตปกครองตัวเองแห่งนี้ด้วย ธรรมเนียมสงกรานต์ของชาวไทลื้อนั้นใกล้เคียงกับไทยทั้งการสรงน้ำพระ การเล่นน้ำในที่สาธารณะ หรือการประกวดนางสงกรานต์ แต่เพิ่มกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การแข่งเรือมังกร การยิงบ้องไม้ไผ่บิน และการลอยโคมเข้าไปเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น


ถึงจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันไปบ้าง แต่สารัตถะของสงกรานต์ทุกประเทศนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นโอกาสอันดีที่ผู้คนจะได้กลับไปเจอะเจอญาติมิตร สร้างความกลมเกลียวในครอบครัวและชุมชน ทำนุบำรุงพุทธศาสนา กับคลายความร้อนของคิมหันตฤดู ความสำคัญเช่นนี้ ทำให้สงกรานต์เป็น ‘มรดกร่วม’ ไม่ใช่แค่ของคนในเอเชียเท่านั้น แต่เป็นของมนุษยชาติซึ่งควรสืบสานต่อไป
อ่านบทความ ‘สงกรานต์’ ผ่านหลากหลายมุมมองจาก Thai PBS NOW
- เรื่องน่ารู้ เพลงสงกรานต์ สุดคลาสสิก
- เปิดตำนานมหาสงกรานต์ กับ 7 นางสงกรานต์ผู้เปิดคำทำนายผ่านการอัญเชิญพระอาทิตย์
- 'นิราศสงกรานต์' ของเด็กไทยที่เคยอยู่ใน 'กรีซ' │ A Songkran Story in Thessaloniki
อ้างอิง
- A Splash of Culture and Tradition: ‘Thingyan’ or the Myanmar New Year Water Festival, ANU College of Asia & the Pacific
- Culture & Heritage, Lohit District (Government of Arunachal Pradesh)
- Myanmar traditional New Year Atā Thingyan festival, UNESCO
- Songkran, Britannica
- Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival, UNESCO
- Splashing into the New Year: A Brief Story Behind Pi Mai Lao, The Laotian Times
- The Dai water-splashing festival, BBC
- The Joyful Reset: Celebrating Khmer New Year in Cambodia, Camness
- Thingyan: The festival of goodwill and loving-kindness, Ministry of Information, The Republic of the Union of Myanmar
- ประเพณีสงกรานต์, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม









