สงกรานต์ วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์


ประวัติศาสตร์

คมสัน ประมูลมาก

แชร์

สงกรานต์ วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3857

สงกรานต์ วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์

เป็นที่ทราบกันดีกว่าสงกรานต์ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทย แต่เคยสงสัยกันไหมว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมสงกรานต์ถึงเป็นวัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์ ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว เขมร ก็ล้วนแล้วแต่มีเทศกาลสงกรานต์เป็นของตนเอง

การจะได้มาซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องพาผู้อ่านทุกท่านย้อนอดีตกลับไปยังประเทศอินเดีย กลับไปหารากฐานของเทศกาลสงกรานต์ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังดินแดนอุษาคเนย์ ผ่านการบอกเล่าของ ผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ทาง SILPA PODCAST และ รศ. ดร.ศานติ ภักดีคำ ทางรายการ Back To Basics ร่วมมองอดีตค้นหาคำตอบให้กับปัจจุบันไปพร้อม ๆ กัน

ที่มาของสงกรานต์ในอินเดีย

คำว่า "สงกรานต์" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "สังกรานติ" (Sankranti) เป็นคำในภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า การเคลื่อน หรือ การย้าย 

สังกรานติ คำ ๆ นี้ถูกใช้ในทางโหราศาสตร์หมายความถึงการที่ดวงอาทิตย์โคจรย้ายจากราศีหนึ่งเข้าสู่อีกราศีหนึ่งในแต่ละเดือน ดังนั้นใน 1 ปีจึงมีเหตุการณ์สังกรานติเกิดขึ้น 12 ครั้ง แม้จะมีการย้ายราศีทุกเดือน แต่ชาวฮินดูให้ความสำคัญกับสังกรานติ อยู่ 2 ช่วงหลัก ได้แก่

การระบายสีลงบนพื้นถนนในอินเดีย เพื่อเฉลิมฉลองสังกรานติ (Photo by NOAH SEELAM_AFP)

  • มกรสังกรานติ (Makara Sankranti) เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม เมื่อดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีมังกร ถือเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์เปลี่ยนวงโคจรจากด้านใต้ กลับขึ้นมาสู่วงโคจรด้านเหนือ อินเดียภาคเหนือจึงถือว่าช่วงเวลานี้เป็นมงคลพิเศษและเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่
  • เมษสังกรานติ (Mesha Sankranti) เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน เมื่อดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรมาอยู่ตรงศีรษะ และมีพลังความร้อนสูงสุดในรอบปี กลุ่มวัฒนธรรมอินเดียใต้ เช่น ชาวทมิฬ ชาวกรณาฏกะ รวมถึงชาวเบงกาลี จึงถือเอาเหตุการณ์ "เมษสังกรานติ" เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งประเพณีสงกรานต์ของไทยก็ได้รับอิทธิพลการนับปีใหม่ในเดือนเมษายนมาจากอินเดียใต้นั่นเอง

ที่มาของสงกรานต์ในไทย

สงกรานต์ในไทยเป็นการค่อย ๆ รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม คติความเชื่อ และระบบการนับเวลามาจากอินเดียโบราณ โดยเริ่มแพร่หลายเข้ามาผ่านการติดต่อกันระหว่างกลุ่มพ่อค้าและนักบวชชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์

คติความเชื่อของอินเดียที่เกี่ยวกับระบบเวลาและสงกรานต์ในไทย ปรากฏหลักฐานที่เด่นชัดที่สุดตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งตรงกับยุคของอาณาจักรทวารวดีที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในช่วงเวลานี้ชุมชนโบราณที่นับถือศาสนาพุทธได้นำกรอบแนวคิดการนับศักราชแบบอินเดีย เช่น การใช้ศักราชแบบอินเดียโบราณ (มหาศักราช) และคติเรื่องวันเถลิงศก หรือวันเปลี่ยนปีศักราชใหม่ เข้ามาใช้ในวิถีชีวิตและการปกครองบ้านเมือง 

ส่วนในสมัยอยุธยาประเพณีที่เกี่ยวกับสงกรานต์ก็มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น มีหลักฐานว่าได้มีการจัดประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายขึ้นภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ และธรรมเนียมนี้ก็ได้รับการสืบทอดเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตามที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

การก่อพระเจดีย์ทรายเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาในวัดพระศรีสรรเพชญ์

โดยในยุคแรกสงกรานต์ที่เป็นคติแบบพราหมณ์จากอินเดีย มักจะถูกจำกัดวงและปฏิบัติกันเป็นพระราชพิธีหลวงในราชสำนักเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับระบบโหราศาสตร์และปฏิทินหลวง แต่ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็มีประเพณีพื้นเมืองเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประเพณีหลวงจากอินเดียและประเพณีพื้นบ้านได้เกิดการผสมผสานและกลืนเข้าหากัน วิวัฒนาการกลายมาเป็นประเพณีของมวลชนอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากในไทยแล้วประเทศอื่น ๆ ในอุษาคเนย์อย่าง ลาว พม่า เขมร ต่างก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาด้วยเช่นเดียวกัน

สงกรานต์วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์

ในเวลาใกล้เคียงกัน (พุทธศตวรรษที่ 11-16) ที่วัฒนธรรมอินเดียแผ่ขยายเข้ามาอย่างเข้มข้น นอกจากอาณาจักรทวารวดีที่ได้กล่าวถึงไป ยังคงมี อาณาจักรศรีวิชัยทางภาคใต้ของไทยและอินโดนีเซีย, อาณาจักรเจนละ (เขมร), อาณาจักรศรีเกษตร (พม่า), อาณาจักรหริภุญชัย (มอญ) ต่างก็รับเอาวัฒนธรรมและระบบการนับศักราชเหล่านี้เข้ามาปรับใช้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ

สรงน้ำพระ พิธีกรรมทางศาสนาที่คล้ายคลึงกันในอุษาคเนย์

  • คติความเชื่อทางศาสนาพุทธและพราหมณ์ที่คล้ายกัน ผู้คนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย พม่า ลาว และเขมร ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ เมื่อรับคติสงกรานต์มาจึงนำมาผูกโยงกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่คล้ายคลึงกัน เช่น การทำบุญ การสรงน้ำพระ การบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ รวมถึงการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
  • การแลกเปลี่ยนและถ่ายโอนทางวัฒนธรรมระหว่างกัน ในอดีตบางอาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการติดต่อสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ได้มีเพียงแต่ความขัดแย้งและการทำสงคราม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นไปแบบสองทางทั้งรับมาและส่งต่อ ทำให้เกิดลักษณะร่วมทางวัฒนธรรมที่แยกออกจากกันได้ยาก จึงมีความเป็นไปได้ที่ว่าไทยอาจไม่ได้รับวัฒนธรรมสงกรานต์มาจากอินเดียโดยตรงแต่อาจรับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน
  • การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น แม้จะมีรากฐานมาจากอินเดียเหมือนกัน แต่ก็มีการดัดแปลงและปรับปรุงให้เข้ากับบริบททางสังคม อัตลักษณ์ และวิถีชีวิต เป็นกระบวนการเลือก รับ ปรับ ใช้ ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของพื้นที่ ทำให้ในแต่ละประเทศต่างก็มีรูปแบบประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน

ร่องรอยของการสาดน้ำสงกรานต์

แก่นแท้ของสงกรานต์ตั้งแต่ในสมัยก่อนคือการเปลี่ยนปีศักราช การเถลิงศกใหม่ เป็นพิธีกรรมที่ผูกโยงกับการทำบุญทางพระพุทธศาสนา ผ่านการใช้น้ำในการชำระล้างให้บริสุทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ในปัจจุบันสิ่งที่ถูกให้ความสนใจมากกว่ากลับเป็นกิจกรรมสาดน้ำ เป็นเปลี่ยนแปลงของค่านิยมในอดีตด้วยการละเล่นและความสนุกสนาน

หลักฐานเรื่องการสาดน้ำไม่ได้มีการบันทึกไว้อย่างแน่ชัด 

โดยมีร่องรอยการสาดน้ำที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่ประเทศพม่า 

ปรากฏเด่นชัดเป็นภาพวาดการสาดน้ำที่เมืองมัณฑะเลย์ 

ภาพดังกล่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์ The Graphic ของอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2431 แต่ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าการสาดน้ำของไทยได้รับอิทธิพลหรือแพร่หลายมาจากพม่า ส่วนความเชื่อที่ว่าการสาดสีหรือเทศกาลโฮลี คือรากฐานของการสาดน้ำสงกรานต์ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะโฮลีเป็นประเพณีของชาวบ้านที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล แสดงให้เห็นว่าฤดูกาลแห่งการเพาะปลูกกำลังเริ่มต้นขึ้น

กิจกรรมสาดน้ำ Wet Monday ในประเทศยูเครน (Photo by YURIY DYACHYSHYN_AFP)

นอกจากในอุษาคเนย์แล้ว กิจกรรมสาดน้ำยังเกิดขึ้นในยุโรปโดยใช้ชื่อว่า Wet Monday หรือ Śmigus-Dyngus จัดขึ้นในทวีปยุโรปตอนกลาง ตะวันออก และเหนือ เช่น โปแลนด์, ฮังการี, สโลวาเกีย, ยูเครน โดยจะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ (มักจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน) เป็นกิจกรรมที่จัดกันมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 คติความเชื่อของ Wet Monday คือ การใช้น้ำชำระล้างบาปเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ โดยในอดีตผู้ชายจะเป็นฝ่ายสาดน้ำใส่ผู้หญิง เป็นความเชื่อเรื่องบาปโดยกำเนิด (Original sin) ที่ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย แต่ช่วงหลังพัฒนามาเป็นการเล่นสาดน้ำใส่กันทั้งชายและหญิง

ท้ายที่สุดเราจะเห็นได้ว่า สงกรานต์เป็นวัฒนธรรมร่วมที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกัน การมีรากฐานทางคติความเชื่อเดียวกัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมาอย่างยาวนานของกลุ่มประเทศในอาเซียน ไม่เว้นแม้กระทั้งในยุโรป แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ก็สามารถมองได้ว่าความสนุกสนานรื่นเริงจากการสาดน้ำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สนุกร่วมกันได้โดยไม่ต้องรับอิทธิพลมาจากพื้นที่ใกล้เคียง ใช้คติความเชื่อเป็นสิ่งนำทาง จนเกิดเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะอยู่ในมุมใดของโลก แม้แต่ในยุโรปที่มีอากาศหนาวเย็นก็ตาม

ติดตาม อ่าน - ฟัง เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสงกรานต์

อ้างอิง

  • "สงกรานต์" ประเพณีไร้เจ้าของ "ไทย-เขมร" ร่วมรากเหง้า อินเดียเจ้าขนบ | Back To Basics 
  • "สงกรานต์อินเดีย" รากฐานสงกรานต์ไทย | SILPA PODCAST "มหาสงกรานต์ ย่านอุษาคเนย์" EP.4
  • การเล่นสาดน้ำในช่วงสงกรานต์ มาจากไหน? อินเดีย จีน หรือตะวันตก? | The People

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงกรานต์สงกรานต์ไทยเทศกาลสงกรานต์
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

นักเขียนและผู้ผลิตคอนเทนต์ประเภทประวัติศาสตร์ การเมือง ไปจนถึงประเด็นทางสังคมและไลฟ์สไตล์ และผู้เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้ว ของสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS

บทความ NOW แนะนำ