ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ยังไม่มีวัคซีน แล้วจะรักษาและจัดการอย่างไร?


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

แชร์

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ยังไม่มีวัคซีน แล้วจะรักษาและจัดการอย่างไร?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3992

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ยังไม่มีวัคซีน แล้วจะรักษาและจัดการอย่างไร?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่า การระบาดของโรคอีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูโจ (Bundibugyo) ในแอฟริกาขณะนี้ เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ ยังไม่มีวัคซีน แล้วจะรักษาและจัดการอย่างไร?

Dr. Tedros Adhanom ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ขนาดและความเร็วของการระบาดของโรคอีโบลา ที่ร้ายแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และยูกันดา “น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง” เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์กำลังดิ้นรน เพื่อเข้าถึงผู้คนหลายแสนคนที่พลัดถิ่นจากความขัดแย้งในพื้นที่ห่างไกลของภูมิภาค มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการระบาดมากกว่า 130 ราย และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 500 ราย

ภาพถ่ายอิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบสแกนสี แสดงอนุภาคไวรัสอีโบลา (สีเขียว) ที่แตกหน่อออกมาจากเซลล์ที่ติดเชื้อ ภาพจาก BernbaumJG/CC BY 4.0

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคอีโบลา มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 50% ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุว่า โรคนี้แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสกับวัสดุที่ปนเปื้อน หรือบุคคลที่เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว

โดยมีอาการต่าง ๆ ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ ไปจนถึงอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง การทำงานของไต-ตับลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกภายในและภายนอกร่างกาย รวมถึงมีน้ำเหลืองไหลซึมจากเหงือกและมีเลือดปนในอุจจาระ

โรคอีโบลาเกิดจากกลุ่มไวรัสที่เรียกว่า ออร์โธโบลาไวรัส (Orthoebolaviruses) สายพันธุ์ของไวรัสที่ก่อให้เกิดการระบาดคือ "สายพันธุ์บุนดีบูโจ" (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายาก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการแพร่กระจาย ทำให้โรคนี้อันตรายเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ WHO จะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติเมื่อเกิดการระบาดร้ายแรง ฉับพลัน ผิดปกติ หรือไม่คาดคิด ซึ่งต้องอาศัยการตอบสนองจากนานาชาติเพื่อลดการแพร่กระจาย โดยก่อนหน้านี้ ทางการเคยประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในระหว่างการระบาดของโรคต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 อีโบลา ซิกา โปลิโอ และไข้หวัดหมู

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ระบาดในประเทศยูกันดา ภาพจาก AFP

การระบาดอีโบลาครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อใด?

ตรวจพบไวรัสนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และได้รับการยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์บุนดีบูโจเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม โรคนี้ได้แพร่ระบาดไปยังประเทศยูกันดา โดยพบผู้ป่วย 2 รายในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศ

กรณีต้องสงสัยล่าสุดในกรุงกินชาซา เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้จะไม่พบเชื้อ แต่ก็ดูเหมือนว่าการระบาดอาจมาถึงเมืองนี้ได้ องค์การอนามัยโลกได้เตือนว่า ขอบเขตที่แท้จริงของการระบาดนั้นน่าจะกว้างกว่าตัวเลขที่ปรากฏในปัจจุบันด้วย

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ระบาดในประเทศยูกันดา ภาพจาก AFP

เชื้ออีโบลาแพร่กระจายได้อย่างไร?

ค้างคาวผลไม้แอฟริกันดูเหมือนจะเป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสนี้ ลิง อุรังอุตัง และละมั่ง สามารถติดเชื้อจากค้างคาวได้

โดยพบผู้ป่วยติดเชื้อในมนุษย์รายแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปี 1976 นี่เป็นการระบาดครั้งที่ 17 การระบาดที่ร้ายแรงที่สุดคือการระบาดในแอฟริกาตะวันตกปี 2014-2016 ซึ่งเกิดจากเชื้อสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 11,000 คน

ไวรัสแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อุจจาระ หรืออาเจียน รวมถึงหลังจากที่ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตแล้วด้วย

ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงที่สุด

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ระบาดในประเทศยูกันดา ภาพจาก AFP

อีโบลาอาการเป็นอย่างไร?

อาการของโรคอีโบลาอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรวมถึงอาการไข้ อ่อนเพลีย ไม่สบายตัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ โดยอาการเหล่านี้มักตามมาด้วยอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง มีผื่นขึ้น และอาการบ่งชี้ถึงการทำงานของไตและตับบกพร่อง ซึ่งนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลว ในบางกรณีอาจมีเลือดออกและตกเลือดได้

โดยรวมแล้วประมาณ 50% ของผู้ที่ติดเชื้ออีโบลาจะเสียชีวิตจากโรคนี้ อัตราการเสียชีวิตจากการระบาดครั้งก่อน ๆ อยู่ระหว่าง 25-90% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เชื้อสายพันธุ์ปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 40-50% อย่างไรก็ตาม ถือว่าอันตรายกว่า เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ระบาดในประเทศยูกันดา ภาพจาก AFP

ทำไมเชื้ออีโบลา Bundibugyo ยังไม่มีวัคซีน?

มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติสำหรับป้องกันโรคอีโบลาแล้ว 2 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ Ervebo ซึ่งเปิดตัวในปี 2015 และถูกนำไปใช้กับประชาชน 345,000 คน ในช่วงการระบาดปี 2018-2020 ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกวิธีการทำงานคือใช้โปรตีนจากไวรัสอีโบลา เพื่อฝึกระบบภูมิคุ้มกันของเราให้จดจำและตอบสนองต่อไวรัส โดยไม่ต้องใช้เชื้อไวรัสที่มีชีวิต

วัคซีนอีกชนิดหนึ่งคือ Zabdeno ได้ผ่านการทดลองทางคลินิกแล้ว โดยส่วนใหญ่จะให้แก่ผู้สัมผัสใกล้ชิดและบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากต้องฉีดสองโดส ห่างกันหลายสัปดาห์ ทำให้ไม่เหมาะสมสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

วัคซีนสำหรับ เชื้อ Bundibugyo สายพันธุ์ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยโดยได้ผ่านการทดลองในสัตว์ทดลองก่อนการใช้งานจริงในมนุษย์แล้ว

ไวรัสอีโบลา “Bundibugyo” ระบาดในประเทศยูกันดา ภาพจาก AFP

เชื้ออีโบลา Bundibugyo มีการรักษาและจัดการอย่างไร?

ไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะสำหรับเชื้อสายพันธุ์ Bundibugyo การรักษาจึงเน้นที่การจัดการอาการ เช่น การควบคุมความดันโลหิต ลดอาการอาเจียนและท้องเสีย รักษาภาวะขาดน้ำ ควบคุมไข้และอาการปวด

การตอบสนองด้านสาธารณสุขอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของยุทธศาสตร์การเฝ้าระวังโรคอีโบลา ขององค์การอนามัยโลก การตอบสนองดังกล่าวประกอบด้วยการสื่อสารกับชุมชน การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การแยกผู้ป่วย การติดตามผู้สัมผัส และการฝังศพอย่างปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด

การติดตามผู้สัมผัสเกี่ยวข้องกับการระบุทุกคนที่ได้สัมผัสทางกายโดยตรงกับผู้ป่วยที่มีอาการ เฝ้าระวังอาการของพวกเขาเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา21 วันและแยกกักตัวและตรวจหาเชื้อในผู้ที่มีอาการ

การทดสอบใช้เทคนิค PCR แบบเรียลไทม์และการทดสอบแอนติเจนแบบรวดเร็ว (RATs) เพื่อตรวจจับอนุภาคไวรัสในลักษณะเดียวกับ COVID-19

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในท้องถิ่น ความยากจน และภูมิประเทศที่ยากลำบาก ล้วนส่งผลให้การบริหารจัดการพื้นที่เป็นเรื่องที่ท้าทาย

ไวรัสอีโบลา

ทั่วโลกควรกังวลกับเชื้ออีโบลา Bundibugyo หรือไม่?

จังหวัดอิตูรี ของดีอาร์คองโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาด เป็นพื้นที่เหมืองแร่ที่มีการสัญจรหนาแน่นและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง คนงานมักเดินทางข้ามเขตสุขภาพและพรมแดนอยู่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค

ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อย 4 รายเสียชีวิต ซึ่งบ่งชี้ว่ามีช่องโหว่ในการป้องกันการติดเชื้อในสถานพยาบาล โดยขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องปิดพรมแดน แต่ทางการได้แนะนำให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา เพิ่มความพยายามในการติดตามผู้สัมผัสและขยายการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้มากขึ้น

ความเสี่ยงโดยตรงของออสเตรเลียยังต่ำ โดยองค์การอนามัยโลกได้แนะนำ ให้มีการจำกัดการเดินทาง หน่วยงานชายแดนของออสเตรเลียกำหนดให้ ผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโรคอีโบลาต้องรายงานข้อมูลนี้

เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับข้อจำกัดและแนวทางการกักกันอย่างต่อเนื่อง


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  


ที่มาข้อมูล : CNN, theconversation

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูโจเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ใหม่ไวรัสอีโบลาเชื้อไวรัสอีโบลาอีโบลา AI SearchEbolaebolavirusBundibugyo ebolavirusBundibugyoบุนดีบูโจวิทยาศาสตร์องค์การอนามัยโลกWHOThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Science
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover (ติดต่อ jiraphobT@thaipbs.or.th)

บทความ NOW แนะนำ