ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือช่วงเวลาของการเปิดเทอม เปิดภาคเรียนใหม่ ภาพที่คุ้นตากันเป็นอย่างดีก็คือบรรยากาศความคึกคักตามร้านขายเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นของเด็ก ๆ ที่จะได้สวมชุดใหม่ ได้พบเจอกับเพื่อน ๆ ตลอดจนได้ก้าวเข้าสู่ชั้นเรียนที่สูงขึ้น มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องแลกมากับรอยยิ้มเด็ก ๆ ก็คือค่าใช้จ่ายก้อนโตที่ผู้ปกครองต้องแบกรับ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Thai PBS ขอชวนผู้อ่านทุกท่าน สำรวจค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองจะต้องเสียให้กับสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีชื่อเรียกว่า “การศึกษา” ภาระทางการเงินที่หนักอึ้งในช่วงเปิดเทอม แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ยังคงยินยอมที่จะจ่ายและยอมแลกทุกอย่างเพื่อไม่ให้บุตรหลานต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไป
ความจริงจากตัวเลข ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมที่สูงเป็นประวัติการณ์
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินว่าในช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2568 - 2569 มีเม็ดเงินสะพัดสูงถึงกว่า 62,000 - 66,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมา ตัวเลขที่พุ่งสูงสะท้อนกลับไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพที่แพงขึ้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมสูงเป็นประวัติการณ์
เปิดเทอมปีการศึกษา 2568 - 2569 มีเม็ดเงินสะพัดสูงถึงกว่า 62,000 - 66,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อบุตรหลานหนึ่งคนสูงถึง 26,039 - 30,000 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยรายจ่ายหลายส่วนที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในความเป็นจริง นโยบายนี้กลับไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้ปกครองยังคงต้องเผชิญกับ "ค่าใช้จ่ายแฝง" ที่มาในรูปแบบค่าบำรุงการศึกษา เช่น ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าประกันอุบัติเหตุ หรือค่าจ้างครูต่างชาติ ซึ่งทำให้อัตราค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษอาจพุ่งไปถึง 33,000 บาท และโรงเรียนเอกชนแบบสองภาษาอาจสูงกว่า 52,000 บาท
ซึ่งนอกจากค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน โดยเฉพาะ "ชุดลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด" ที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอว่ามีราคาที่สูง และมีองค์ประกอบของชุดที่จุกจิก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่สร้างภาระให้กับผู้ปกครอง เช่น หมวก ผ้าพันคอ เข็มขัด และเครื่องหมายต่าง ๆ

ไม่เพียงเท่านั้นค่าใช้จ่ายรายวันอย่าง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน เด็กที่ต้องต่อรถไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเมืองอาจมีค่าเดินทางเกิน 100 บาทต่อวัน ในขณะที่เด็กต่างจังหวัดที่ต้องนั่งรถตู้หรือรถกระบะรับส่งรายเดือน ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย 1,000 - 2,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมถึงค่านิยมและระบบการแข่งขันที่บังคับให้ผู้ปกครองต้องเสียค่าเรียนพิเศษ ที่ในสมัยนี้เริ่มต้นเรียนกันตั้งแต่วัยอนุบาลเลยด้วยซ้ำ
เปิดเทอม ความยินยอมและการเสียสละของผู้ปกครอง
แม้ค่าใช้จ่ายจะแพงแสนแพง แถมยังมีค่าใช้จ่ายแฝงเสริมเข้ามาอีกมากมาย แต่ถ้าถามผู้ปกครองว่ายอมจ่ายหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็มักจะเป็นเสียงเดียวกันว่า "ยอม" เพราะการศึกษาคือสิ่งที่มีความจำเป็น เป็นรากฐานแห่งอนาคตของบุตรหลาน ผู้ปกครองจึงเกิดความมุ่งมั่นยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเท่าไหร่เท่ากัน ผลสำรวจระบุว่าผู้ปกครองมากกว่า 1 ใน 5 หรือประมาณ 27% ไม่มีเงินสดเพียงพอในช่วงเปิดเทอม ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาผ่านโรงรับจำนำ
ผู้ปกครองยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา เพื่อรากฐานแห่งอนาคตของบุตรหลาน
โรงรับจำนำ ได้กลายเป็นที่พึ่งพิงหลักในช่วงเปิดเทอมของหลายครอบครัว ทรัพย์สินมีค่าทุกชนิดถูกนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสด ไม่ว่าจะเป็นทองรูปพรรณ เครื่องมือทำกิน หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ ส่วนใครที่หมุนเงินไม่ทัน ก็จำต้องหันหน้าเข้าหาการกู้ยืม ทั้งการกู้เงินในระบบผ่านสินเชื่อต่าง ๆ กู้ยืมญาติพี่น้อง ไปจนถึงการกู้หนี้นอกระบบ ที่อาจสร้างปัญหาร้ายแรงให้เกิดขึ้นตามมาได้ในอนาคต

ส่วนค่าใช้จ่ายทางด้านเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ผู้ปกครองโดยส่วนมากเลือกที่จะใช้วิธีนำชุดนักเรียนเก่ามาเลาะตะเข็บขยายไซส์ รับบริจาค ส่งต่อชุดและอุปกรณ์การเรียนจากพี่สู่น้อง ส่วนบ้านไหนที่มีลูกคนเดียวก็มักที่จะต้องซื้อเสื้อผ้าแบบโอเวอร์ไซส์ ซื้อเผื่ออนาคต จะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเป็นประจำทุกเปิดเทอม
เปิดเทอมที่ไม่อาจเกิดขึ้น เมื่อความยินยอมพ่ายแพ้ต่อความยากจน
แม้จะมีเม็ดเงินสะพัดสูงถึงกว่า 62,000 - 66,000 ล้านบาท ผู้ปกครองยินยอมจ่ายเพื่อบุตรหลาน แต่ถึงอย่างไรก็ตามใช่ว่าทุกครอบครัวจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตเปิดเทอมไปได้ ภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้กลายเป็นภูเขาที่ขวางกั้นโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยที่มีฐานะยากจน ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า ครอบครัวยากจนมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียงคนละ 1,236 บาท หรือประมาณ 15,000 กว่าบาทต่อปี แต่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่เด็กยากจนต้องแบกรับอยู่ที่ประมาณ 9,420 บาทต่อปี ตัวเลขนี้หมายความว่า ค่าใช้จ่ายในการเรียนเพียง 1 เทอม มีมูลค่าเทียบเท่ากับรายได้ของทั้งครอบครัวรวมกัน 2 - 3 เดือน ดังนั้นโอกาสทางการศึกษาแทบจะถูกปิดตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ
โอกาสทางการศึกษา ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกครอบครัว
สถานการณ์ในปัจจุบันภายใต้วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยิ่งผลักให้เส้นแบ่งความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ในจุดที่ครอบครัวไม่สามารถแบกรับไหว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการยุติเส้นทางการเรียน ตัดใจให้ลูกหลานออกจากระบบการศึกษา จากการสำรวจพบว่า ในปี 2564 มีนักเรียนชั้น ม.3 ที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเรียนต่อในระดับชั้น ม.4 ทยอยหลุดออกจากระบบการศึกษา ไปมากกว่า 1.6 แสนคน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสูญเสียในระดับครอบครัว แต่ถือเป็นความสูญเสียในระดับประเทศ ขาดแคลนบุคลากรในการพัฒนาประเทศ
ความพยายามในการแก้ปัญหาในช่วงเปิดเทอม
ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเปิดเทอม เป็นปัญหาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนรับทราบ ดังนั้นเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนได้พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เช่น กระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาตรการเร่งด่วนลดภาระผู้ปกครอง เช่น อนุโลมให้ใส่ชุดนักเรียนเดิมได้แม้จะเลื่อนชั้น ผ่อนปรนการสวมชุดลูกเสือเนตรนารีให้เหลือเพียงผ้าพันคอหรือหมวก และลดความเข้มงวดเรื่องการปักชื่อหรือประเภทของรองเท้า หรือทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดทำโครงการนำสินค้าเกี่ยวกับการศึกษามาลดราคาสูงสุดถึง 86% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง รวมไปถึงสถาบันการเงินก็ได้มีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปหมุนเวียนรับเปิดเทอม

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเหล่านี้ผู้ปกครองและนักวิชาการหลายฝ่ายมองว่า เป็นเพียงการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า อยากให้มองถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เช่น การนำค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปลดหย่อนภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจและแบ่งเบาภาระให้กลุ่มผู้ปกครองวัยทำงาน อุดหนุนค่าเดินทางให้กับนักเรียนที่มีฐานะยากจน รวมไปถึงการนำค่าใช้จ่ายแฝง ค่าคอมพิวเตอร์ และค่าประกันอุบัติเหตุ เข้าไปอยู่ในสวัสดิการที่รัฐต้องจ่ายทั้งหมด
ท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่าการยินยอมของผู้ปกครองในการเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากต่อเทอม เป็นการแสดงให้เห็นว่าการศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของบุตรหลาน ดังนั้นเปิดเทอมจึงควรที่จะเป็นสัญลักษณ์ของโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของภาระอันหนักอึ้งของผู้ปกครองที่ยินยอมพร้อมใจที่จะแลกทุกสิ่งเพื่อส่งบุตรหลานให้ถึงฝั่งฝัน หรือยุติโอกาสทางการศึกษาเพียงเพราะว่าขาดแคลนรายได้ และคำว่า "เรียนฟรี" จะต้องไม่เป็นเพียงแค่วาทกรรม แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมครบทุกด้าน เพื่อให้เยาวชนทุกคนเติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองคนไหนต้องเจ็บปวดเพราะคำว่าค่าเทอมอีกต่อไป
ติดตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
- วิวัฒนาการ "ค่าเทอม" นักเรียนไทย กับปัจจัยที่สูงขึ้น
- เปิดเทอมใหม่ ทำไมเด็กไทยยัง “เดอะแบก” ภัยเงียบเมื่อกระเป๋านักเรียนหนัก!
- เปิดสิทธิประโยชน์ "ชุดนักเรียน" ที่รัฐช่วยเหลือผู้ปกครอง
- เปิดเทอมใหม่กับภาระผู้ปกครองที่เพิ่มขึ้น









