ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

Thai PBS
แชร์

ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4163

ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปี 2026 ที่ผ่านมา หน่วยงานองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า NOAA ได้ประกาศว่าอุณหภูมิผิวน้ำชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกในปีนี้ได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยที่ 0.5 องศาเซลเซียสมานานติดต่อกันหลายเดือนแล้ว อันเป็นสัญญาณว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทำให้ประเทศไทยมีฤดูแล้งยาวนานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ซ้ำร้ายปรากฏการณ์เอลนีโญในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เอลนีโญธรรมดา ๆ แต่จะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่จะส่งผลให้ฤดูแล้งไทยร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม และมีโอกาสที่จะลากยาวไปจนถึงปีหน้า ซึ่งย่อมกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและปากท้องคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แผนภาพแสดงให้เห็นถึงอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่พุ่งสูงขึ้น : ที่มาภาพ NOAA

แผนภาพแสดงให้เห็นถึงอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่พุ่งสูงขึ้น : ที่มาภาพ NOAA

โดยสาเหตุที่นักวิชาการต่างบอกว่าเอลนีโญในปีนี้จะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ก็เพราะว่า ทาง NOAA ให้โอกาสสูงถึง 63% ที่อุณหภูมิผิวน้ำจะทะลุเกิน 2 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ทำให้เข้าข่ายซูเปอร์เอลนีโญอย่างเต็มตัว และอาจกลายเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาตั้งแต่ปี 1950 สำหรับประเทศไทยแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนตลอดปี 2026 จะใกล้เคียงกับปี 2012 ที่วัดได้เพียง 1,479 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,500 มิลลิเมตร และต่ำกว่าปี 2025 ที่มีฝนถึง 1,816 มิลลิเมตรอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาก็คือว่า คนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่าประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีข้าวปลาอาหารเหลือเฟือ และสามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตสภาพอากาศไปได้อย่างสะดวกสบาย ทว่าความจริงกลับไม่ได้ใกล้เคียงกับภาพจำนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะการเกษตรกรรมของไทยยังคงพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ทำให้เมื่อฝนทิ้งช่วง ผลผลิตข้าว อ้อย และพืชเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ก็จะได้รับความเสียหายทันที ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ที่เราภาคภูมิใจกันมาตลอด และอาจกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงทางอาหารไทยได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมองไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียงราว 1% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในสหภาพยุโรป แต่กลับผลิตอาหารได้ถึง 6% ของทั้งทวีป และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ย้ำว่าส่งออกผลผลิตทางการเกษตรอันดับที่ 2 ของโลก มากกว่าประเทศจีนที่มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคนเสียอีก ด้วยมูลค่าการส่งออกสูงถึง 151,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

การเกษตรกรรมในประเทศเนเธอร์แลนด์ : ที่มาภาพ Dutch Greenhouse Delta

การเกษตรกรรมในประเทศเนเธอร์แลนด์ : ที่มาภาพ Dutch Greenhouse Delta

โดยสิ่งที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จด้านการเกษตรกรรมได้มากขนาดนี้ ไม่ได้มาจากโชคช่วยหรือสภาพดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย แต่คือวิทยาศาสตร์และข้อมูลคุณภาพมหาศาลจากเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่คอยวัดข้อมูลทางการเกษตรต่าง ๆ ส่งเข้าถึงมือเกษตรได้อย่างแม่นยำ  จากการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ

ปกติแล้วเกษตรกรชาวดัตช์ได้ใช้เซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน ปริมาณสารอาหาร และสุขภาพของพืชแบบเรียลไทม์อย่างแพร่หลาย ในบางแปลงปลูกพืชมีการใช้โดรนและภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้มาจากภาครัฐสำรวจแปลงเพาะปลูกเพื่อตรวจจับสัญญาณโรคในพืชตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงการใช้ AI เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงเพื่อจัดสรรน้ำและปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ ทำให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพสูงมากเสียจน มีรายงานออกมาว่าการปลูกมะเขือเทศ 1 กิโลกรัม ในเรือนกระจกเพาะปลูกใช้น้ำเพียงแค่ 1 ลิตรเท่านั้น หรือใช้น้ำน้อยลงกว่าการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมถึง 90% และใช้สารเคมีน้อยลงถึง 97% เรียกว่าเป็นการทำเกษตรที่สร้างผลผลิตได้มากขึ้น ขณะที่ใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ท่ามกลางโลกที่มีทรัพยากรเหลือน้อยลงทุกทีอย่างแท้จริง

กลับมามองที่ประเทศไทย ความน่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ตัวภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญเอง แต่คือความสามารถของภาครัฐในการรับมือและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้ดีขนาดนั้นในสายตาของประชาชน ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2004 ที่ปราศจากระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือแม้แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 ที่ระบบการสื่อสารต่อภาคประชาชนก็เต็มไปด้วยล่าช้าและไม่ทั่วถึง สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้

ความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทยปี 2025 : ที่มาภาพ Wason Wanichakorn / Associated Press

ความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทยปี 2025 : ที่มาภาพ Wason Wanichakorn / Associated Press

คำถามสำคัญก็คือ หากภาครัฐยังไม่สามารถจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันได้ดีพอ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะรับมือกับภัยแล้งระยะยาวจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้เตรียมความพร้อมด้วยการขยายคลังสำรองข้าวจาก 3 เดือนเป็น 9 เดือนไปแล้ว

ส่วนเทคโนโลยีอวกาศ หรือเทคโนโลยีทางการเกษตรอื่น ๆ ก็เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเราไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะประเทศไทยเองก็มีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ที่สามารถใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2 ประเมินปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ และวิเคราะห์สุขภาพพืชผลจากภัยแล้งได้ เพียงแต่คำถามก็คือ เราได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วางแผนอย่างจริงจังและเป็นระบบแล้วหรือยัง? หรือปล่อยให้ดาวเทียมที่อยู่ในมือเป็นเพียงเครื่องมือที่มีไว้ใช้แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กลับคืนมาสู่ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญรุนแรงที่สุดกันแน่?

ดาวเทียม THEOS-2 ของประเทศไทยโดยบริษัท Arianespace : ที่มาภาพ GISTDA

ดาวเทียม THEOS-2 ของประเทศไทยโดยบริษัท Arianespace : ที่มาภาพ GISTDA

สุดท้ายแล้ว ซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้อาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่บังคับให้เราต้องยอมรับความจริงว่า ภาพจำเรื่องอู่ข้าวอู่น้ำที่คนไทยต่างภาคภูมิใจนั้น จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้เลยหากปราศจากองค์ความรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการวางแผนที่จริงจังจากภาครัฐบาล เพราะในโลกที่สภาพอากาศแปรปรวนหนักขึ้นทุกปี ประเทศที่จะอยู่รอดได้หรือไม่จะต้องมาจากความสามารถในการปรับตัวและเตรียมพร้อมอย่างยั่งยืนต่างหาก


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : noaa, cnn, thestar, thailand, washingtonpost


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซูเปอร์เอลนีโญเอลนีโญเอลนีโญ 2026El Niñoสภาพอากาศโลกสภาพอากาศวิทยาศาสตร์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech AnalyticaScience
ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

ผู้เขียน: ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

หนุ่มเนิร์ดที่เคยฝันอยากทำงานให้ NASA แต่ได้กลายมาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แทน

บทความ NOW แนะนำ