10 ปี VAR ระบบช่วยตัดสินเปลี่ยนเกมลูกหนัง


กีฬา

อธิเจต มงคลโสฬศ

Thai PBS
แชร์

10 ปี VAR ระบบช่วยตัดสินเปลี่ยนเกมลูกหนัง

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4423

10 ปี VAR ระบบช่วยตัดสินเปลี่ยนเกมลูกหนัง
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้


กลายเป็นประเด็นร้อน VAR อีกครั้งหลังดาร์บี้แมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ จากประตูปัญหาเมื่อ VAR เข้ามาแทรกแซงจนตัดสินผิดพลาด จากระบบช่วยตัดสินที่เป็นความหวัง VAR กลับถูกครหาอย่างหนัก มาย้อนดูต้นกำเนิด พัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกลูกหนังกัน

Thai PBS ชวนย้อนดู 10 ปี นับจากมีการทดลองใช้ VAR ครั้งแรกในโลกลูกหนังเมื่อปี 2016 ถึงตอนนี้ปี 2026 VAR ผ่านอะไรมาบ้าง ? เกมลูกหนังก่อนและหลังมีระบบการตัดสินนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ?

VAR จุดเริ่มต้นแนวคิดความยุติกรรมที่ถูกต้องและแม่นยำสู่โลกฟุตบอล

การแข่งขันกีฬาแรกเริ่มเดิมทีนั้นมีขึ้นเพื่อความสนุก แต่ความสนุกมีศาสตร์ – ศิลป์ที่ลึกซึ้ง ในเกมกีฬาฟุตบอลเอง การเปลี่ยนแปลงกฎ - กติกา เกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่กฎดั้งเดิมอย่างจำนวนตัวผู้เล่น 11 คน ขนาดสนาม จนถึงกฎการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเมื่อบาดเจ็บ จำนวนผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม หลายกฎ กติกา การตัดสิน ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโลกลูกหนัง และหนึ่งในนั้นคือ VAR (Video Assistant Referee) หรือระบบวิดีโอช่วยผู้ตัดสิน

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ในโลกกีฬาที่การแข่งขันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการตัดสินของกรรมการเพียงเสี้ยววินาทีมีความสำคัญ การใช้ระบบที่คล้าย ๆ กับระบบ VAR ในโลกฟุตบอลหรือการใช้วิดีโอช่วยในการตัดสินเกมกีฬานั้นมีบทบาทมายาวนานแล้วตั้งแต่ในทษวรรษที่ 1990

โดยครั้งแรก ๆ เกิดขึ้นกับกีฬาอเมริกันฟุตบอลในศึก NFL ปี 1986 เรียกกันว่า Instant Replay คือการนำภาพช้ามาให้กรรมการดูเพื่อตัดสินในจังหวะสำคัญ (ก่อนจะมีการยกเลิกในปี 1992 และนำมาปรับใช้ใหม่ในรูปแบบของระบบชาเลนจ์ (Challenge System) ในปี 1999 เป็นต้นมา) ซึ่งมีอิทธิพลต่อกีฬาชนิดอื่น ๆ เช่น กีฬาฮอกกี้น้ำแข็งในปี 1986 กีฬาคริกเก็ต (Cricket) ช่วงปี 1992 และบาสเก็ตบอล NBA ในปี 2002

ก่อนที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยี Hawk-Eye วิดีโอความเร็วสูงที่ประมวลภาพจำลอง 3 มิติ ติดตามวิถีเคลื่อนที่ของลูกบอล เริ่มใช้ครั้งแรก ๆ ในการถ่ายทอดกีฬาคริกเก็ต ในช่วงปี 2001 ก่อนได้รับการพัฒนาด้านความแม่นยำ นำไปสู่ระบบชาเลนจ์ในกีฬาเทนนิสช่วงปี 2006 และส่งอิทธิพลต่อกีฬาอีกหลากหลายชนิดในเวลาต่อมา ระบบเดียวกันนี้ยังถูกใช้ใน Goal-line technology เพื่อตัดสินประตูในเกมฟุตบอลช่วงปี 2012 อีกด้วย

กระแสการใช้เทคโนโลยีมาช่วยตัดสินเกมกีฬามีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าในเกมกีฬาที่เป็นเน้นความต่อเนื่องอย่างฟุตบอลนั้น การพักหยุดเกมเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ แนวคิดใช้วิดีโอเพื่อช่วยตัดสินจึงใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะเข้าสู่โลกฟุตบอลอย่างจริงจังในช่วงปี 2010 ผ่านการตัดสินที่ผิดพลาดหลายครั้ง โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญหนึ่งคือความผิดพลาดในจังหวะตัดสินเกมระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสและไอร์แลนด์ในฟุตบอลโลก 2010 รอบเพลย์ออฟ ที่ Thierry Henry ดาวเตะฝรั่งเศสใช้แขนแต่งบอลแบบที่กล้องถ่ายทอดสดจับภาพได้อย่างชัดเจน

แน่นอนว่า ความผิดพลาดในการตัดสินจังหวะสำคัญมีเกิดขึ้นมาหลายครั้งในโลกลูกหนัง แต่ความผิดพลาดครั้งนั้นถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน Lukas Brud เลขาธิการ คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ IFAB (International Football Association Board) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ ณ เวลานั้น ออกมายอมรับว่า “ด้วยการที่โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีอย่าง 4G หรือแม้แต่ Wi-Fi เราจึงต้องปกป้องผู้ตัดสินจากความผิดพลาดที่ทุกคนสามารถเห็นได้ทันใดหลังจากเกิดเหตุขึ้น”

สมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ หรือ KNVB เป็นชาติแรกที่นำเสนอแนวคิดดังกล่าวในโครงการ Refereeing 2.0 โดยมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการตัดสินในสนาม เพื่อลดข้อผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด

VAR ตัวช่วยตัดสินจังหวะสำคัญและข้อครหาขัดจังหวะทำลายเสน่ห์ฟุตบอล

การใช้ VAR มีสองแนวคิดที่ต่อสู้กันเสมอนั่นคือ ความสนุกในเกมฟุตบอลจากการตัดสินอย่างถูกต้อง ยุติธรรม ลดความผิดพลาดของผู้ตัดสินด้วยวิดีโอ กับความสนุกของเกมฟุตบอลที่มีความคลาสสิกของเกมที่ลื่นไหลต่อเนื่อง และมีความผิดพลาดของผู้ตัดสินอยู่ในขอบเขตที่เป็นส่วนหนึ่งของเกมลูกหนัง

แต่จุดเปลี่ยนด้านความผิดพลาดในเกมสำคัญหลายครั้ง ขณะที่การเมืองของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ที่ Sepp Blatter อดีตประธาน FIFA ผู้คัดค้านแนวคิด VAR ต้องออกจากตำแหน่งเพราะปมคดีทุจริต การก้าวเข้ามารับตำแหน่งต่อของ Gianni Infantino (ประธาน FIFA คนปัจจุบัน) ได้ผลักดันระบบ VAR อย่างจริงจัง

จากเกมทดลองระบบ VAR ในปี 2016 กับการแข่งขันทีมสำรองในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ สู่การแข่งขันกระชับมิตรใน Eredivisie ลีกของเนเธอร์แลนด์ การใช้ VAR เริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเกมฟุตบอลเกมแรกที่ใช้ VAR ได้แก่การแข่งขันรอบแรกใน KNVB Cup ระหว่าง Ajax Amsterdam และ Willem II เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2016

จากนั้นจึงขยายสู่ลีกอาชีพโดยลีกแรกที่ใช้ VAR คือ A-League ลีกสูงสุดของประเทศออสเตรเลียในฤดูกาล 2016 – 2017 ในเกมระหว่าง Melbourne City FC กับ Adelaide United FC เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2017 ก่อนที่ลีกชั้นนำของโลกจะเริ่มใช้ VAR และกลายเป็นมาตรฐานฟุตบอลในเวลาต่อมากับการใช้ VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

โดย VAR จะเข้ามาใช้ใน 4 สถานการณ์ที่อาจเกิด “ข้อผิดพลาดที่ชัดเจนและเห็นได้ชัด” หรือ “เหตุการณ์สำคัญที่ถูกมองข้าม” ได้แก่ สถานการณ์เป็นประตูหรือไม่ ? สถานการณ์จุดโทษหรือไม่ ? สถานการณ์ใบแดงโดยตรงหรือไม่ ? สถานการณ์ระบุผู้เล่นผิดตัวหรือไม่ ? โดยผู้ตัดสินสามารถเปลี่ยนคำตัดสินได้

ในช่วงแรกของการใช้งาน VAR เทคโนโลยีนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ช่วงปี 2016 ของการทดลองใช้ในศึกฟุตบอลสโมสรโลกปี 2016 กรรมการจำเป็นต้องหยุดเกมและเรียกดูภาพช้า แม้จะทำให้การตัดสินแม่นยำ แต่ความต่อเนื่องของเกมที่ถูกหยุดชะงักอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เสน่ห์ของฟุตบอลกำลังถูกทำลายลง

ขณะที่การทดลองอีกครั้งในนัดอุ่นเครื่องระหว่างฝรั่งเศสกับสเปนในปี 2017 กรรมการมีการเรียกใช้ VAR 2 ครั้งเพื่อกลับคำตัดสิน หลังจบเกม Didier Deschamps กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส ณ เวลานั้นให้ความเห็นว่า VAR นำความยุติธรรมมาสู่เกม แม้ผลการตัดสินจะไม่เข้าข้างทีมเขาก็ตาม ขณะที่ Kevin Gameiro และ Hugo Lloris นักเตะทีมชาติฝรั่งเศสที่ลงสนามในเกมดังกล่าว มองว่า VAR ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอลโดยเฉพาะในจังหวะทำประตูที่นักเตะต้องรอกรรมการตรวจสอบวิดีโอก่อนที่จะฉลองประตูได้

แนวโน้นการใช้ VAR ยังคงทำให้เกิดความยุติธรรมโดยในกรณีที่เด่นชัดเกิดในฟุตบอลโลก 2022 รอบแบ่งกลุ่มที่ญี่ปุ่นเฉือนชนะสเปน 2 – 1 ในจังหวะทำประตูที่ 2 ที่มีการถกเถียงกันว่าลูกบอลออกหลังไปแล้วหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดจากการเช็ก VAR หลายนาที ทีมผู้ตัดสินก็ยืนยันว่าลูกยังไม่ออกทั้งใบตามกติกาโดยมีเทคโนโลยีช่วยยืนยัน กลายเป็นที่ฮือฮาในเวลาต่อมาเมื่อบอลมีส่วนที่ยังอยู่ในสนามเพียง 1.88 มิลลิเมตรเท่านั้น

การใช้ VAR กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการฟุตบอล

การใช้ VAR กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการฟุตบอล

10 ปี VAR เปลี่ยนโลกลูกหนังไปอย่างไร ?

ฟุตบอลเป็นเกมการแข่งขันที่โดยปกติจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งจากยุคสมัยของฟุตบอล วัฒนธรรม การพัฒนาในเชิงแท็กติก รวมถึงมาตรฐานการตัดสินและกฎ กติกาที่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และ VAR ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกลูกหนัง ที่ผ่านมา 10 ปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายอย่างทำให้เราคุ้นชินจนไม่รู้ตัว ต่อไปนี้คือหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปจากทั้งความเห็นของนักฟุตบอล ผู้เชี่ยวชาญ และงานวิจัยเกี่ยวกับ VAR

1. การฉลองประตูต้องรอ VAR จากเดิมเกมฟุตบอลที่ตัดสินกันด้วยประตู ทำให้การทำประตูกลายเป็นจุดระเบิดอารมณ์จุดหนึ่งของแฟนกีฬา การเฉลิมฉลองเมื่อลูกบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายถือเป็นไฮไลต์สำคัญ หลังการมาของ VAR ส่งผลให้การทำประตูจะมาพร้อมการรอการตรวจสอบจาก VAR อีกหนึ่งจังหวะเพื่อให้นักเตะและแฟนบอลได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ เปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกในการฉลองประตูที่ต่างจากในอดีต

2. การฟาวล์และการพุ่งล้มตบตาลดลง โดยในช่วงแรกที่ระบบ VAR ถูกนำมาใช้ในบอลโลก 2018 การทำฟาวด์รวมถึงใบเหลืองใบแดงเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเกิดจากการที่นักเตะยังไม่คุ้นชินกับระบบ VAR ที่สามารถจับตาย้อนดูทุกการกระทำในสนามได้ แต่ในเวลาต่อมางานวิจัยพบว่า การฟาวล์เกิดขึ้นน้อยลง ซึ่งเกิดได้ทั้งจากนักฟุตบอลและกรรมการที่เริ่มปรับตัว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบด้วยว่า ผู้ตัดสินมักมีแนวโน้มตัดสินให้การฟาวล์รุนแรงขึ้นเมื่อดูภาพย้อนหลังแบบสโลว์โมชัน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนการทำฟาวล์โดยรวมลดลง นอกจากนี้การพุ่งล้มตบตาเพื่อเรียกฟาวล์ในเขตโทษก็ลดลงเช่นกัน

3. การเป่าล้ำหน้าลดลง มีคำอธิบายหนึ่งมองว่า VAR ช่วยแก้ไขการตัดสินล้ำหน้าที่ผิดพลาด ขณะที่การตัดสินด้วยตาเปล่าของกรรมการนั้นมักมองเห็นวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วกว่าตำแหน่งจริงที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีการเป่าล้ำหน้าลดลงและใช้ระบบ VAR ช่วยแทน

4. การหยุดเกมที่มาพร้อมคำอธิบาย ในช่วงแรก ๆ ของ VAR ทำให้การแข่งขันหยุดชะงักก่อนมีการตัดสิน งานวิจัยพบว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลต่อบรรยากาศการแข่งขัน และประสบการณ์การรับชมที่แย่ลง  เพราะผู้คนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น VAR พิจารณาผลอย่างไร ? ในเวลาต่อมาจึงมีการให้ข้อมูลการตัดสินของผู้ตัดสินเพื่อช่วยปรับปรุงประสบการณ์การรับชมเกมฟุตบอลให้ดียิ่งขึ้น

VAR ยังมีส่วนเข้ามาเปลี่ยนแปลงฟุตบอลในอีกหลายประเด็น ทั้งในเชิงจิตวิทยาของผู้เล่น ตัวกรรมการที่มีอำนาจลดลง ความยุติธรรมที่ในบางลีกผู้คนมองว่าส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น แต่กลับกันบางประเด็นในโลกลูกหนังก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ระยะเวลาการแข่งขันที่แม้มี VAR แต่ก็พบว่าเวลาการแข่งขันต่อเวลาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 2 นาทีเท่านั้น และอีกสิ่งที่ดูจะยังไม่เปลี่ยนคือความผิดพลาดที่แม้ลดลง แต่ยังคงเกิดขึ้นได้ โดยในบางประเทศความผิดพลาดดูจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหรือเห็นชัดขึ้นด้วยซ้ำ

เมื่อ VAR มาแล้วความยุติธรรมมาหรือยัง ?

ระบบ VAR คล้ายการย้อนชมหลักฐานเป็นวิดีโอผ่านกล้องอย่างน้อย 4 ตัว ในระดับลีกสูงสุดอาจใช้กล้องร่วมกันกว่า 40 ตัว ที่มาพร้อมระบบภาพช้าแบบ Ultra slow motion ประสานกับลูกบอลที่มีระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับ แถมด้วยเทคโนโลยีอย่างเทคโนโลยีตรวจการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automated Offside Technology) ที่ประมวลผลจำลองร่างนักเตะตรวจจับการล้ำหน้า ทำให้ผู้ตัดสินมีทั้งโอกาส เวลาและข้อมูลเพิ่มขึ้นในการพิจารณาตัดสินการแข่งขัน ผู้คนจึงคาดหลังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความยุติธรรมอย่างสูงสุด

แต่หลายครั้งก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแม้จะมีข้อมูล และเวลาเพิ่มขึ้น แต่หลายจังหวะในเกมลูกหนังยังคงต้องใช้ดุลยพินิจของผู้ตัดสินเป็นลำดับสุดท้าย โดยเหตุผิดพลาดมีเกิดขึ้นหลายกรณี เช่น ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปี 2022 ระหว่าง Inter Milan กับ Barcelona ที่ VAR ลิบประตูคืนจากจังหวะที่บอลไปถูกมือของ Ansu Fati ก่อนเป็นประตู ภายหลังอดีตผู้ตัดสินให้ความเห็นว่าจังหวะดังกล่าวเป็นการโดนบอลโดยไม่ตั้งใจในระยะประชิด ตามกติกาที่เปลี่ยนใหม่จะไม่ถือเป็นการฟาวด์ และในเกมเดียวกันมีจังหวะที่กองหลัง Inter Milan ใช้มือปัดบอลอย่างชัดเจน แต่ VAR กลับไม่แทรกแซง เนื่องจากมุมกล้องไม่ชัดเจนจึงถือว่าไม่ใช่ความผิดที่ชัดเจนจนแทรกแซงได้

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลรับรู้กันดีว่าข้อครหาด้านความผิดพลาดของ VAR เกิดขึ้นมากที่สุดในลีกอังกฤษ หรือฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั่นเอง โดยการตัดสินที่อื้อฉาวที่สุดเกิดในเกมพรีเมียร์ลีกปี 2023 คู่ระหว่าง Tottenham Hotspur และ Liverpool ในจังหวะประตูของ Luis Díaz ที่ถูกริบคืนเพราะล้ำหน้า ทั้งที่ VAR แสดงภาพชัดเจนว่าไม่ล้ำหน้า ความอื้อฉาวมาจากการเผยแพร่บันทึกเสียงการสื่อสารระหว่างผู้ตัดสินและห้อง VAR ที่สื่อสารผิดพลาด ต่อมาองค์กรผู้ตัดสิน (Professional Game Match Officials Limited - PGMOL) (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Pro Ref) ได้ออกมายอมรับว่า การทำงานเป็นมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้พร้อมเป็นบทเรียนให้แก้ไขการทำงานต่อไป

กระนั้นความผิดพลาดของ VAR เวทีพรีเมียร์ลีกก็ยังเกิดขึ้น คณะกรรมการพิจารณาเหตุการณ์สำคัญในการแข่งขัน (Key Match Incidents Panel - KMI) ของพรีเมียร์ลีก กลุ่มอิสระที่ตรวจสอบและประเมินจังหวะปัญหาในเกมฟุตบอล ได้เผยสถิติ(ณ วันที่ 17 พ.ค. 69) เกิดความผิดพลาดของ VAR ในฤดูกาล 2024 – 2025 ไปแล้วมากถึง 23 ครั้ง 

ขณะเดียวกัน การใช้ VAR อย่างมีประสิทธิภาพมีตัวอย่างให้เห็นชัดจากการใช้ VAR ที่ประสบความสำเร็จใน Bundesliga ลีกสูงสุดของประเทศเยอรมนี ซึ่งมีระบบ VAR ที่ต่างออกไปในรายละเอียด โดยมีแก่นแกนหลักคือการทำงานเพื่อพัฒนาตัวผู้ตัดสินเป็นหัวใจสำคัญ ผ่านระบบการเลื่อนชั้นของผู้ตัดสินที่ต้องไต่ระดับตัวเองจากลีกล่าง การคัดเลือกบุคลากรเน้นผู้มีความสามารถ บางคนมีอาชีพหลักเป็นทนายความและหมอ ที่มีการตัดสินใจที่แม่นยำ ในส่วนของทีม VAR จะใช้ทีมงานชุดเดียวทำการตัดสินการแข่งขันทั้งหมด ทำให้มีมาตรฐานชัดเจน สามารถลดความผิดพลาดได้

ถึงตอนนี้เมื่อ VAR ถูกนำมาใช้แล้ว ปมปัญหาจึงดูเหมือนจะยังคงอยู่ที่ตัวกรรมการ VAR เข้ามาสร้างผลกระทบบางอย่าง ผู้คนที่ทำหน้าที่ตัดสินยังคงเป็นตัวแปรสำคัญสูงสุดในการตัดสินเกมอยู่ดี

อ้างอิง

  • Fifa
  • IFAB (The international football association board)
  • universityoftelevision.com
  • olympics.com
  • บทความวิชาการ The impact of video assistant referee (VAR) on match performance variables at men’s FIFA World Cup tournaments
  • บทความวิชาการ  How does Video Assistant Referee (VAR) modify the game in elite soccer?
  • บทความวิชาการ  “VAR is watching you”: professional football players’ experiences and adaptations to VAR implementation

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พรีเมียร์ลีกพรีเมียร์ลีกอังกฤษVARฟุตบอลกรรมการ
อธิเจต มงคลโสฬศ

ผู้เขียน: อธิเจต มงคลโสฬศ

ตำแหน่ง : เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล ไทยพีบีเอส สนใจเนื้อหาด้านสุขภาพจิต สาธารณสุข และความยั่งยืน รวมถึงประเด็นทันกระแสที่มีแง่มุมน่าสนใจซ่อนอยู่ การศึกษา : ปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ สาขานิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ โทภาพยนตร์ ผลงาน : รางวัลบทวิจารณ์ภาพยนตร์สร้างสรรค์ บทประกวดวิจารณ์ภาพยนตร์ ครั้งที่ ๔ สถาบันปรีดี พนมยงค์

บทความ NOW แนะนำ